การฟังเสียงพระเจ้า ตอน 7 รักษาความคิดจิตสำนึกให้ดี

Posted by on July 17, 2011 in บทความ-ทุกหมวด, พระวิญญาณฯ พระสิริ ความสนิทสนม | 0 comments

การฟังเสียงพระเจ้า ผ่านทาง การสื่อสารจากพระเจ้า ถึง ร่างกายของท่าน เช่น พระเจ้าตรัส โดยมีถ้อยคำยิงเข้ามาในใจ หรือ ในสมองความคิดของท่าน แต่ต้องใช้ พระวจนะเปรียบเทียบ และจิตสำนึกผิดชอบ อีกทั้งเสียงนั้นต้องไม่ขัดต่อพระลักษณะของพระเจ้า และจริยธรรม

อีกทางหนึ่ง คือ ความรู้สึก ผิดชอบ ที่อึดอัด ในใจ ก็เพราะเราเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ รู้สึกอย่างไรก็จะใช้ ร่างกายท่านในการสื่อสารกับพระองค์ เช่น มีคนขโมยของมาฝากท่าน ท่านอาจถามพระเจ้าว่า ควรรับหรือไม่ แน่นอน ความรู้สึกผิดชอบ ไม่สบายใจ อึดอัดปั่นป่วน ที่หน้าท้อง ความทุกข์ร้อนใจ ก็จะปรากฏ ในใจท่าน นี่เอง

อีกทางหนึ่งคือ คือ ทุกครั้งที่ท่านอธิษฐาน  จะมีการ ร้องเพลง นมัสการ ขอบคุณพระเจ้า  แต่ละครั้ง ควร มีการ นั่งนิ่งๆฟังเสียงพระองค์  บางครั้งก็ใช้เวลานานหน่อยกว่าพระเจ้าจะครัส เพราะ ทรงอยากอยู่กับท่านนานๆ ไม่อยากให้ท่าน มาเพื่อขอประโยชน์ส่วนตัว แต่ไม่สนใจพระเจ้าเลย บางครั้งพระองค์ก็ตอบไว แต่เวลาที่เงียบ ฟังเสียงเป็นสิ่งสำคัญมาก ผมจะยกตัวอย่างสักเรื่อง ขณะที่เรียนปีสุดท้าย ผมได้ทุนไปอบรม สัมนาต่างประเทศช่วงสั้นๆ แต่เนื่องจากเป็นนักศึกษาอยู่เลยไม่มีเงินทำหนังสือเดินทาง หรือ ค่าใช้จ่าย แต่ผู้ให้ทุน ค่าสัมนา ได้จองที่พัก และ ค่าลงทะเบียน เรียบร้อยแล้ว (น่าเสียวใส้นะครับ ให้กันแบบนี้ โดยผมไม่รู้ตัวมาก่อน) เข้าจัดการเสร็จแล้วมาบอกผม แต่อย่างไรต้องขอบคุณท่านนี้ และพระเจ้าที่ให้โอกาสผม ในขณะนั้น  ผมอธิษฐาน นั่งฟังเสียงพระเจ้า รอคำตอบว่า ควรจะไปหรือ ปฏิเสธ หากไป ก็ไม่มีเงิน หากปฎิเสธก็ จะเสียน้ำใจ ผมอธิษฐานและฟังเสียงพระเจ้า เงียบๆ วันที่สอง พระเจ้าตรัส คำพูดสั้นๆผมมั่นใจมาก เราจะเซ้นท์นะครับ ว่า  “ไป”เพราะเราทำบ่อยๆ  จากนั้นผมลงมาทานข้าว เพราะอยู่หอพัก ปรากฎว่า มีอาจารย์ท่านหนึ่ง เอาเงินไห้ผม ก้อนหนึ่ง  ทันใดนั้นผมทานข้าวเสร็จเดินทางไปทำหนังสือเดินทางทันทีครับ ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ อยากจะเล่า และท้าทายให้ท่านมีเวลาฟังเสียงพระเจ้า ทุกวัน ในเรื่อง ที่ท่านสามาถตัดสินใจได้

การฟังเสียงพระเจ้า ผ่านทาง การสื่อสารจากพระเจ้า ถึง ร่างกายของท่าน เช่น พระเจ้าตรัส โดยมีถ้อยคำยิงเข้ามาในใจ หรือ ในสมองความคิดของท่าน แต่ต้องใช้ พระวจนะเปรียบเทียบ และจิตสำนึกผิดชอบ อีกทั้งเสียงนั้นต้องไม่ขัดต่อพระลักษณะของพระเจ้า และจริยธรรม

อีกทางหนึ่ง คือ ความรู้สึก ผิดชอบ ที่อึดอัด ในใจ ก็เพราะเราเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ รู้สึกอย่างไรก็จะใช้ ร่างกายท่านในการสื่อสารกับพระองค์ เช่น มีคนขโมยของมาฝากท่าน ท่านอาจถามพระเจ้าว่า ควรรับหรือไม่ แน่นอน ความรู้สึกผิดชอบ ไม่สบายใจ อึดอัดปั่นป่วน ที่หน้าท้อง ความทุกข์ร้อนใจ ก็จะปรากฏ ในใจท่าน นี่เอง

อีกทางหนึ่งคือ คือ ทุกครั้งที่ท่านอธิษฐาน  จะมีการ ร้องเพลง นมัสการ ขอบคุณพระเจ้า  แต่ละครั้ง ควร มีการ นั่งนิ่งๆฟังเสียงพระองค์  บางครั้งก็ใช้เวลานานหน่อยกว่าพระเจ้าจะครัส เพราะ ทรงอยากอยู่กับท่านนานๆ ไม่อยากให้ท่าน มาเพื่อขอประโยชน์ส่วนตัว แต่ไม่สนใจพระเจ้าเลย บางครั้งพระองค์ก็ตอบไว แต่เวลาที่เงียบ ฟังเสียงเป็นสิ่งสำคัญมาก ผมจะยกตัวอย่างสักเรื่อง ขณะที่เรียนปีสุดท้าย ผมได้ทุนไปอบรม สัมนาต่างประเทศช่วงสั้นๆ แต่เนื่องจากเป็นนักศึกษาอยู่เลยไม่มีเงินทำหนังสือเดินทาง หรือ ค่าใช้จ่าย แต่ผู้ให้ทุน ค่าสัมนา ได้จองที่พัก และ ค่าลงทะเบียน เรียบร้อยแล้ว (น่าเสียวใส้นะครับ ให้กันแบบนี้ โดยผมไม่รู้ตัวมาก่อน) เข้าจัดการเสร็จแล้วมาบอกผม แต่อย่างไรต้องขอบคุณท่านนี้ และพระเจ้าที่ให้โอกาสผม ในขณะนั้น  ผมอธิษฐาน นั่งฟังเสียงพระเจ้า รอคำตอบว่า ควรจะไปหรือ ปฏิเสธ หากไป ก็ไม่มีเงิน หากปฎิเสธก็ จะเสียน้ำใจ ผมอธิษฐานและฟังเสียงพระเจ้า เงียบๆ วันที่สอง พระเจ้าตรัส คำพูดสั้นๆผมมั่นใจมาก เราจะเซ้นท์นะครับ ว่า  “ไป”เพราะเราทำบ่อยๆ  จากนั้นผมลงมาทานข้าว เพราะอยู่หอพัก ปรากฎว่า มีอาจารย์ท่านหนึ่ง เอาเงินไห้ผม ก้อนหนึ่ง  ทันใดนั้นผมทานข้าวเสร็จเดินทางไปทำหนังสือเดินทางทันทีครับ ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ อยากจะเล่า และท้าทายให้ท่านมีเวลาฟังเสียงพระเจ้า ทุกวัน ในเรื่อง ที่ท่านสามาถตัดสินใจได้

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล