เรือไททานิค

Posted by on July 7, 2012 in บทความ-ทุกหมวด | 0 comments

ปีนี้มีภาพยนตร์ 3 มิติที่กลับมาเป็นที่ฮือฮากันอีกครั้ง คือเรื่องไททานิค ซึ่งเป็น ภาพยนตร์ที่เคยฉายมาก่อนแล้วหลายสิบปีก่อน จึงอยากนำบทเรียน ข้อคิดจากเรือไททานิคมาเสนอแก่พวกเรา

บทเรียนแรก คือ ความยิ่งใหญ่ที่สูญเปล่าในท้องทะเล วันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ. 1911 เรือไททานิคถูกปล่อยลงน้ำเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลกในยุคนั้น มีความยาว 268 เมตร กว้าง 28 เมตร และความสูงถึงห้องควบคุมเรือที่อยู่บนดาดฟ้า 30 เมตร พิธีปล่อยเรือถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และมีผู้เข้าชมถึง 100,000 คน เรือไททานิคบรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือได้เต็มที่ถึง 3,547 คน ค่าก่อสร้างสูงถึง 7,500,000 ดอลลาร์ และค่าตกแต่งอีก 2,500,000 ดอลลาร์ รวมเป็น 10 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถ้าคิดเทียบเป็นค่าของเงินในปัจจุบันจะเป็นมูลค่าถึง 400 ล้านดอลลาร์ (ราวสองหมื่นล้านบาท) ทีเดียว

วันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 1912 เรือไททานิคออกเดินทางเที่ยวปฐมฤกษ์จากท่าเรือเซาแธมป์ตันในอังกฤษ โดยมีจุดหมายปลายทางคือเมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ผู้โดยสารในเที่ยวนั้นประกอบด้วยบุคคลชั้นสูงในวงสังคมของอังกฤษ ยุโรป และสหรัฐอเมริกาจำนวนมาก แต่การเดินทางกลับเป็นการเดินทางที่นำไปสู่หายนะ เพราะความประมาทของมนุษย์

บทเรียนที่สอง คือ ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ เรือไททานิค “เรือที่ปลอดภัยที่สุดในโลก และได้สมญานามว่าเป็นเรือที่ไม่มีวันจม” แต่ในการเดินทางเที่ยวแรกเรือไททานิคก็ต้องจมลง เพราะความประมาทของมุษย์ คือกัปตันเรือที่ประมาทคิดว่าเรือมีความแข็งแรงพอ เพราะเหล็กหุ้มเรือไททานิคนั้นหนาประมาณหนึ่งฟุต แต่กลับต้องพ่ายแพ้กับภูเขาน้ำแข็งซึ่งกัปตันมองเห็นไม่ทัน เลยไม่สามารถนำเรือหลบได้ แล้วจะนับประสาอะไรกับมนุษย์ที่ปราศจากพระเจ้า ไม่พึ่งการทรงนำจากพระองค์ในแต่ละวันและดำเนินชีวิตด้วยความรอบคอบ

บทเรียนที่สาม คือ ผู้ที่รู้จักพระเจ้ากับคุณค่าของหัวใจ คุณทวีชัย เอื้ออริยกุล ได้เล่าเขียนในบทความหนึ่งว่า ในคืนวันที่ 14 เมษายน ค.ศ.1912  บนเรือกลไฟ “ไททานิค” (Titanic) หนึ่งในผู้โดยสารที่เสียชีวิต คือ ศาสนาจารย์จอห์น ฮาร์เปอร์ (Rev. John Harper) ซึ่งกำลังเดินทางไปรับตำแหน่งศิษยาภิบาลที่โบสถ์แห่งหนึ่งในเมืองชิคาโก (Moody Memorial  Church) ขณะที่เรือไททานิคกำลังจะจม ศจ.จอห์น ฮาร์เปอร์ ได้พยายามขอร้องผู้โดยสารให้เสียสละให้กับสตรีและเด็กให้ลงเรือเล็กก่อน อีกทั้งยังขอร้องบรรดาผู้รับเชื่อพระเจ้าแล้วให้เสียสละห่วงชูชีพให้กับผู้ที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า

ขณะที่ ศจ.จอห์น ฮาร์เปอร์ กำลังลอยคออยู่ในทะเลอันเยือกเย็น ท่านได้พบกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ต้องมาประสบชะตาชีวิตเหมือนกับท่านในขณะนี้ ศจ.จอห์น ฮาร์เปอร์ ได้ถามเด็กหนุ่มคนนั้นว่า “ท่านได้รับความรอดจากพระเยซูคริสต์แล้วหรือยัง” เด็กหนุ่มคนนั้นตอบท่านว่า “ยัง” ทันใดนั้นก็มีคลื่นลูกหนึ่งได้มาทำให้เขาทั้งสองต้องแยกจากกัน แต่ ศจ.จอห์น ฮาร์เปอร์ ก็พยายามว่ายไปหาเด็กหนุ่มคนนั้นแล้วถามว่า “เธอคืนดีกับพระเจ้าแล้วหรือยัง” เด็กหนุ่มคนนั้นก็ตอบเหมือนว่า “ยัง” แล้วคลื่นอีกลูกหนึ่งก็ทำให้เขาต้องแยกกันอีก ส่วน ศจ.จอห์น ฮาร์เปอร์ ก็ไม่ละความพยายามว่ายไปหาเขาอีกครั้งแล้วบอกกับเขาว่า “พระเยซูคริสต์เป็นทางนั้น” พร้อมกับยื่นไม้กระดานแผ่นที่ท่านใช้เกาะอยู่ให้กับเด็กหนุ่มคนนั้น แล้วท่านก็จมหายไปในทะเลพร้อมกับเรือไททานิคซึ่งได้ชื่อว่าเรือที่ไม่มีวันจม

หลังจากนั้นสองอาทิตย์เด็กหนุ่มคนที่ได้รับการช่วยเหลือจากศจ.จอห์น ฮาร์เปอร์ก็ได้ยืนขึ้นเป็นพยานที่โบสถ์แห่งหนึ่งในเมืองนิวยอร์กว่า “ขอบคุณพระเจ้า ข้าพเจ้าเป็นผลสุดท้ายของศจ.จอห์น ฮาร์เปอร์ ท่านเป็นผู้นำข้าพเจ้าสู่สวรรค์”

บทเรียนที่สี่ คือ บทเรียนแห่งบทเพลง บทเพลงที่ร้องขณะเรือกำลังจม นักสีไวโอลีน ได้บรรเลง Nearer my God to thee เพลงนี้ความจริงเป็น Hymn เพลงสวดคริสเตียน เก่าแก่ แต่งขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 19 โดย Sarah Flower Adams หลังจากนี้เพลงนี้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเนื่องจาก ไททานิค เนื้อหาจากบทเพลงนี้กำลังสอนว่า ขณะกำลังจะสิ้นหวัง เราจะมั่นคงในการใกล้ชิดพระองค์ วันนี้แม้ยังไม่สิ้นลมท่านควรเข้าหาพระองค์จะดีกว่าครับ ลองดูยูทูปข้างล่าง

      เฝ้าชิดสนิทพระเจ้า

1.    เฝ้าชิดสนิทพระเจ้า ยิ่งใกล้ยิ่งดี   แม้ยากลำบากเพียงไร ใจอยากอยู่ใกล้

Nearer, my God, to Thee, nearer to Thee!

E’en though it be a cross that raiseth me;

ความทุกข์เดือดร้อนหมดไปเพราะว่าอยู่ใกล้พระเจ้า  ยิ่งใกล้พระองค์ยิ่งดี อยู่ใกล้พระเจ้า

Still all my song shall be, nearer my God to Thee

Nearer my God to Thee, Nearer to Thee

2.แม้ว่าข้าได้เหินห่าง จากทางพระเจ้า    ดวงใจอ้างว้างเปลี่ยวเปล่า จิตใจโศกเศร้า

Though like the wanderer, the sun gone down,

Darkness be over me, my rest a stone

เมื่อนั้นใจข้าต้องการ อยากใกล้พระเจ้านานนาน  ยิ่งใกล้พระองค์ยิ่งดี อยู่ใกล้พระเจ้า

Yet in my dreams I’d be, nearer my God to Thee

Nearer my God to Thee, Nearer to Thee

3.ยามทุกข์ลำบากเช่นนี้ ยังโปรดปรานี  เปิดทางสวรรค์ให้มีบันไดจากฟ้า

There let the way appear, steps unto heav’n;

All that thou sendest me, in mercy giv’n;

เห็นทูตสวรรค์ลงมาเรียกข้าให้เข้าไปใกล้  ยิ่งใกล้พระองค์ยิ่งดี อยู่ใกล้พระเจ้า

Angels to beck-on me, nearer my God to Thee

Nearer my God to Thee, Nearer to Thee

4. แล้วข้าจึงเห็นสว่าง ทางของพระเจ้า    ความยากลำบากบางเบาเมื่อใกล้พระองค์

 Then, with my walking tho’ts bright with thy praise

Out of my stony griefs bethel I’ll rest;

ข้าจะร้องเพลงสรรเสริญเฝ้าใกล้พระเจ้าทุกที  ยิ่งใกล้พระองค์ยิ่งดี อยู่ใกล้พระเจ้า

So by my woes to be nearer my God to Thee

Nearer my God to Thee, nearer to Thee

ขอขอบคุณ

จากข้อมูลจาก “นิตยสารมิชชัน CCM” ฉบับเดือนมิถุนายน 1998

จากหน้งสือพระคริสตธรรมประทีป ฉบับที่ 264 เดือนกันยายน-ตุลาคม1998

จากเวปไซท์ http://www.oknation.net/blog/556644/2010/04/09/entry-2