May 19, 2012

การช่วยกู้จากพระเจ้าผ่านคนที่คุณมองข้าม

จำได้ว่าครั้งหนึ่งขณะลูกชายยังเล็กมาก ประมาณสี่ขวบ ได้มีโอกาสไปเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ช่วงปีใหม่ ขากลับผมตีตั๋วรถไฟจากเชียงใหม่เพื่อมุ่งกลับสู่กรุงเทพฯ ปรากฎว่ารถไฟเที่ยวที่ผมจองตั๋วไว้เวลาออกจริงๆ 20.40 น. ผมตีตั๋วรถนอนไว้ครับ เพราะลูกชายจะได้นอนสบาย และผมกับภรรยาเมื่อมาถึงกรุงเทพฯก็จะตรงไปทำงานกันเลย

แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็จะเกิดขึ้นจนได้ เมื่อมาถึงสถานีเจ้าหน้าที่ประกาศว่า เนื่องจากรถไฟเที่ยวนี้เสีย รถจะมารับตอนตี 2 หมายความว่าทุกคนต้องรออีก 5 ชั่วโมงกับอีก 20 นาที

บางคนก็คืนตั๋วเพราะคงจะหาที่พักหรือโรงแรมแถวๆนั้น ส่วนผมกับภรรยาตัดสินใจรอครับเพราะดึกแล้ว ตอนที่เขาประกาศจะไปไหนก็ไม่ได้ อีกทั้งรถเที่ยวอื่นๆก็เต็มหมด จะไปนั่งทัวร์ก็ต้องรอวันรุ่งขึ้นหรือเครื่องบินก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะขณะนั้นเรารอ จนถึงเวลาเกือบเที่ยงคืน

ผมตัดสินใจไปถามรายละเอียดจากนายสถานีจึงรู้ว่ารถที่จะนำเราเข้ากรุงเทพฯ ทางอื่นได้ไหม นายสถานีบอกว่าได้ แต่เป็นรถนั่งธรรมดาชั้น 3 และจัดให้เหลือเพียง 3 ตู้เท่านั้น แต่อย่างไรก็ต้องกลับกรุงเทพฯให้ได้ เพราะทั้งผมและภรรยาต่างก็ติดประชุม และหากกลับคืนนี้วันต่อไปก็ไม่มีตั๋วอยู่ดี

ข้างๆ ที่เรานั่งรอรถไฟ มีหญิงคาดว่าเป็นหมอนวด หรือหญิงโสเภณี อยู่ 4-5 คน ที่พากันมาส่งมาม่าซัง หรือแม่เล้า เนื่องจากกริยา คำพูดของพวกเธอบ่งบอกอย่างชัดเจน เมื่อขบวนรถไฟชั้นสาม มาถึงเพื่อรับพวกเรา ท่านคิดดูสิว่าคนที่รอมากมาย เพราะอยากจะกลับกรุงเทพฯ หรือลงตามระยะทางตามจังหวัดต่างๆ มากมาย

เมื่อรถมาจอดที่ชานชลา ปรากฤว่ามีเพียงสามตู้เท่านั้น ผมคิดว่าคงต้องยืนเบียดๆกันทุกคน หรือบางคนอาจต้องไปนั่งบนตู้โบกี้แน่ มันจะพอได้อย่างไรกับผู้โดยสารที่แน่นมากมายขนาดนี้

เมื่อรถไฟจอดปุ๊บ คนหลายร้อยคนต้องแย่งกันขึ้นรถไฟซึ่งมีเพียง 3 ตู้ ต่างก็คาดหวังว่าจะได้นั่ง เพราะเพลียด้วยการอดหลับอดนอนมากันหลายชั่วโมง ผมกับภรรยาก็เก็บข้าวของวิ่งขึ้นรถ แต่ปรากฎว่าช้าไปครับ เมื่อถึงบันไดเราก็ถูกเบียดและผลักจนขึ้นไม่ได้ อีกทั้งมือทั้ง 2 ของเราก็ไม่ว่าง เพราะภรรยาผมต้องอุ้มลูกและผมต้องหิ้วกระเป๋า ทันใดนั้นเองหมอนวดคนหนึ่งก็วิ่งลงจากรถไฟ เพราะพวกเธอไปถึงก่อน มาอุ้มลูกผมไปก่อน ทำให้ภรรยาผมจึงขึ้นไปได้และผู้ชายที่มากับพวกผู้หญิงก็เข้ามาช่วยผมยกกระเป๋าขึ้นไป

เมื่อขึ้นไปบนรถไฟได้แล้ว หมอนวดอีก 3 คนได้นั่งจองที่นั่งให้เรียบร้อยแล้ว พวกเธอลุกขึ้นและให้เรานั่ง 3 พ่อแม่ลูกและพวกเธอก็ลงจากรถไฟไป โดยที่เธอบอกว่าเธอขึ้นมาก่อนเพื่อเตรียมที่สำหรับเรา 3 คนแล้ว

ขอบคุณพระเจ้า ท่ามกลางปัญหา เรายังเห็นพระพรของพระเจ้าที่ทรงให้คนที่ยังไม่เชื่อพระเจ้า คนที่สังคมประนามดูหมิ่น เป็นหญิงแพศยา เป็นหมอนวด แต่มีน้ำใจช่วยเหลือเรา

ผมกับภรรยาได้รับการหนุนน้ำใจอย่างมากในเหตุการณ์นี้ พระเจ้าทรงจัดเตรียมการช่วยกู้ให้เรา ได้วางแผนการณ์ที่จะช่วยให้เรามีที่นั่ง ผ่านคนที่หลายคนมองค่าไร้คุณค่า หรือรังเกียจ

เหตุนี้เองผมจึงได้เริ่มคิดไตร่ตรองในพระคัมภีร์ว่า ทำไมพระเยซูคริสต์จึงรักและนำความรอด ให้โอกาสสงสาร สนพระทัยหญิงโสเภณี เพราะพระเจ้ามองที่ใจ ไม่ได้มองภายนอก และพระองค์สามารถใช้คนที่จะเป็นพระพร อุปกรณ์ของพระองค์ เพื่อมาช่วยเรา แม้โลกคิดว่าต่ำต้อย ผิดกับพวกฟาริสี ที่คิดว่าตนเองเคร่งครัดบริสุทธิ์ แต่ไร้ความรักความเมตตา

วันนี้เรื่องสำคัญคือ เราจะเปิดรับพระพรของพระเจ้า การช่วยกู้จากพระองค์ผ่านวิธีการ หรือความคิดของเรา หรือ ให้พระองค์นำ ซึ่งมันอาจจะทำไห้คุณคิดไม่ถึง เพราะมันอาจเป็นคนที่คุณมองข้าม เพราะสิ่งที่หูไม่ได้ยิน และตามองไม่เห็นเป็นสิ่งที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้แก่ผู้ที่รักพระองค์ครับจำได้ว่าครั้งหนึ่งขณะลูกชายยังเล็กมาก ประมาณสี่ขวบ ได้มีโอกาสไปเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ช่วงปีใหม่ ขากลับผมตีตั๋วรถไฟจากเชียงใหม่เพื่อมุ่งกลับสู่กรุงเทพฯ ปรากฎว่ารถไฟเที่ยวที่ผมจองตั๋วไว้เวลาออกจริงๆ 20.40 น. ผมตีตั๋วรถนอนไว้ครับ เพราะลูกชายจะได้นอนสบาย และผมกับภรรยาเมื่อมาถึงกรุงเทพฯก็จะตรงไปทำงานกันเลย

แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็จะเกิดขึ้นจนได้ เมื่อมาถึงสถานีเจ้าหน้าที่ประกาศว่า เนื่องจากรถไฟเที่ยวนี้เสีย รถจะมารับตอนตี 2 หมายความว่าทุกคนต้องรออีก 5 ชั่วโมงกับอีก 20 นาที

บางคนก็คืนตั๋วเพราะคงจะหาที่พักหรือโรงแรมแถวๆนั้น ส่วนผมกับภรรยาตัดสินใจรอครับเพราะดึกแล้ว ตอนที่เขาประกาศจะไปไหนก็ไม่ได้ อีกทั้งรถเที่ยวอื่นๆก็เต็มหมด จะไปนั่งทัวร์ก็ต้องรอวันรุ่งขึ้นหรือเครื่องบินก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะขณะนั้นเรารอ จนถึงเวลาเกือบเที่ยงคืน

ผมตัดสินใจไปถามรายละเอียดจากนายสถานีจึงรู้ว่ารถที่จะนำเราเข้ากรุงเทพฯ ทางอื่นได้ไหม นายสถานีบอกว่าได้ แต่เป็นรถนั่งธรรมดาชั้น 3 และจัดให้เหลือเพียง 3 ตู้เท่านั้น แต่อย่างไรก็ต้องกลับกรุงเทพฯให้ได้ เพราะทั้งผมและภรรยาต่างก็ติดประชุม และหากกลับคืนนี้วันต่อไปก็ไม่มีตั๋วอยู่ดี

ข้างๆ ที่เรานั่งรอรถไฟ มีหญิงคาดว่าเป็นหมอนวด หรือหญิงโสเภณี อยู่ 4-5 คน ที่พากันมาส่งมาม่าซัง หรือแม่เล้า เนื่องจากกริยา คำพูดของพวกเธอบ่งบอกอย่างชัดเจน เมื่อขบวนรถไฟชั้นสาม มาถึงเพื่อรับพวกเรา ท่านคิดดูสิว่าคนที่รอมากมาย เพราะอยากจะกลับกรุงเทพฯ หรือลงตามระยะทางตามจังหวัดต่างๆ มากมาย

เมื่อรถมาจอดที่ชานชลา ปรากฤว่ามีเพียงสามตู้เท่านั้น ผมคิดว่าคงต้องยืนเบียดๆกันทุกคน หรือบางคนอาจต้องไปนั่งบนตู้โบกี้แน่ มันจะพอได้อย่างไรกับผู้โดยสารที่แน่นมากมายขนาดนี้

เมื่อรถไฟจอดปุ๊บ คนหลายร้อยคนต้องแย่งกันขึ้นรถไฟซึ่งมีเพียง 3 ตู้ ต่างก็คาดหวังว่าจะได้นั่ง เพราะเพลียด้วยการอดหลับอดนอนมากันหลายชั่วโมง ผมกับภรรยาก็เก็บข้าวของวิ่งขึ้นรถ แต่ปรากฎว่าช้าไปครับ เมื่อถึงบันไดเราก็ถูกเบียดและผลักจนขึ้นไม่ได้ อีกทั้งมือทั้ง 2 ของเราก็ไม่ว่าง เพราะภรรยาผมต้องอุ้มลูกและผมต้องหิ้วกระเป๋า ทันใดนั้นเองหมอนวดคนหนึ่งก็วิ่งลงจากรถไฟ เพราะพวกเธอไปถึงก่อน มาอุ้มลูกผมไปก่อน ทำให้ภรรยาผมจึงขึ้นไปได้และผู้ชายที่มากับพวกผู้หญิงก็เข้ามาช่วยผมยกกระเป๋าขึ้นไป

เมื่อขึ้นไปบนรถไฟได้แล้ว หมอนวดอีก 3 คนได้นั่งจองที่นั่งให้เรียบร้อยแล้ว พวกเธอลุกขึ้นและให้เรานั่ง 3 พ่อแม่ลูกและพวกเธอก็ลงจากรถไฟไป โดยที่เธอบอกว่าเธอขึ้นมาก่อนเพื่อเตรียมที่สำหรับเรา 3 คนแล้ว

ขอบคุณพระเจ้า ท่ามกลางปัญหา เรายังเห็นพระพรของพระเจ้าที่ทรงให้คนที่ยังไม่เชื่อพระเจ้า คนที่สังคมประนามดูหมิ่น เป็นหญิงแพศยา เป็นหมอนวด แต่มีน้ำใจช่วยเหลือเรา

ผมกับภรรยาได้รับการหนุนน้ำใจอย่างมากในเหตุการณ์นี้ พระเจ้าทรงจัดเตรียมการช่วยกู้ให้เรา ได้วางแผนการณ์ที่จะช่วยให้เรามีที่นั่ง ผ่านคนที่หลายคนมองค่าไร้คุณค่า หรือรังเกียจ

เหตุนี้เองผมจึงได้เริ่มคิดไตร่ตรองในพระคัมภีร์ว่า ทำไมพระเยซูคริสต์จึงรักและนำความรอด ให้โอกาสสงสาร สนพระทัยหญิงโสเภณี เพราะพระเจ้ามองที่ใจ ไม่ได้มองภายนอก และพระองค์สามารถใช้คนที่จะเป็นพระพร อุปกรณ์ของพระองค์ เพื่อมาช่วยเรา แม้โลกคิดว่าต่ำต้อย ผิดกับพวกฟาริสี ที่คิดว่าตนเองเคร่งครัดบริสุทธิ์ แต่ไร้ความรักความเมตตา

วันนี้เรื่องสำคัญคือ เราจะเปิดรับพระพรของพระเจ้า การช่วยกู้จากพระองค์ผ่านวิธีการ หรือความคิดของเรา หรือ ให้พระองค์นำ ซึ่งมันอาจจะทำไห้คุณคิดไม่ถึง เพราะมันอาจเป็นคนที่คุณมองข้าม เพราะสิ่งที่หูไม่ได้ยิน และตามองไม่เห็นเป็นสิ่งที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้แก่ผู้ที่รักพระองค์ครับ

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

เบเอลเซบูล

เบเอลเซบูล หรือเจ้าแห่งแมลง เป็นชื่อที่พวกฟาริสีกล่าวหาว่าพระเยซูคริสต์ขับผีออกโดยอำนาจของเบเอลเซบูล ซึ่งเป็นเจ้าของหรือหัวหน้าปีศาจ

ภาพประกอบเพื่ออรรถรสในการอ่าน-ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทความ : ขอบคุณภาพจาก WikipediA

เบเอลเซบูลเป็นชื่อที่ชาวยิวใช้เรียกซาตาน และใช้ล้อเลียนดูถูกพระบาอัล ซึ่งเป็นพระต่างชาติที่ล่อลวงอิสราเอลติดตามไปหลายต่อหลายครั้ง แล้วก็ถูกการตีสอนจากพระเจ้า

ชื่อเบเอลเซบูล ba’ al z bul เป็นเจ้าของปีศาจ เป็นพระเจ้าแห่งเมืองเอโครนที่ชาวเมืองนี้นับถือ โดยช่วยป้องกันแมลงที่แพร่เชื้อโรคอยู่แถบนั้น จากสมมุติฐานในภาษาฮีบรู ba’ al z bul ตัว L ตัวสุดท้าย ย่อมาจาก Zebul ซึ่งแปลว่า มูลสัตว์ จึงสรุปได้ว่า เบเอลเซบูลเป็นเจ้าแห่งความโสโครก หรือนายของปีศาจ

แต่พระคริสต์กล่าวตอบโต้พวกฟาริสีว่า หากพระองค์ขับผีออกโดยเบเอลเซบูล ซึ่งเป็นนายผีแล้วออก ก็หมายถึงพวกผีมีความแตกแยกกันเองแล้วซิ เพราะพระองค์กำลังขับพวกมันเอง หากพระองค์เป็นพวกเดียวกับมัน แต่ว่าหากพระองค์ขับผีออกด้วยฤทธิ์เดชพระวิญญาณ ความยิ่งใหญ่กว่านั้นคือ “แผ่นดินของพระเจ้ามาถึงแล้ว”

ลักษณะแผ่นดินของพระเจ้าที่พระคริสต์กล่าว หมายถึง ให้น้ำพระทัยของพระเจ้าครอบครองปกครองในความคิดและชีวิตของผู้นั้น ยินยอมให้พระเจ้าสถิตในผู้นั้น และสังคมคริสเตียน ผู้เชื่อในโลกสำเร็จดังที่เสร็จสิ้นในสวรรค์ ชีวิตที่เต็มไปด้วยสิทธิอำนาจ เพราะ ยอห์นให้คนไปถามพระคริสต์ว่าท่านเป็นผู้นั้นที่จะมาหรือ (คือผู้ที่คำพยากรณ์ ในพันธสัญญาเดิมกล่าวถึงพระองค์) และพระองค์ทรงตรัสว่า หากคนง่อยเดินได้ คนตาบอดมองเห็น คนตายแล้วพระองค์ทรงทำให้ฟื้น นั่นแหละแผ่นดินพระเจ้า ทรงมาถึงโลกนี้แล้ว

ท่านไม่ต้องอยู่นโลกแห่งการพ่ายแพ้อีกต่อไป อย่าให้ชีวิตอยู่ในความกลัวอีก เพราะเมื่อแผ่นดินพระเจ้ามาถึงแล้ว ท่านเลือกเองได้ เลือกที่จะชนะ เลือกที่จะหาย อย่าให้บาดแผลในอดีตมาเป็นอุปสรรคของชีวิต เพราะท่านมีชีวิตเพื่อวันนี้ วันนี้เป็นของขวัญของท่าน

บทเรียนน่าคิดว่า อย่าให้เบเอลเซบูลโผล่ออกมาจากความคิด ชีวิตประจำวัน แต่ให้แผ่นดินสวรรค์มาตั้งอยู่โดยการยอมจำนนความสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ และพระคริสต์ และฤทธิ์อำนาจแห่งการเยียวยาเข้ามารักษา ปลดปล่อยท่าน เพียงแต่เข้าใจก่อนว่า พระองค์ทรงอยู่ข้างท่าน และพระองค์มาเพื่อรักท่าน ไม่ใช่มาเพื่อต่อต้านท่าน แต่มาเพื่อทำให้ท่านหายดีและปกติ ท่านต้องคิด ตั้งใจที่จะหาย และเป็นไท มันเริ่มที่ความคิดก่อนครับเบเอลเซบูล หรือเจ้าแห่งแมลง เป็นชื่อที่พวกฟาริสีกล่าวหาว่าพระเยซูคริสต์ขับผีออกโดยอำนาจของเบเอลเซบูล ซึ่งเป็นเจ้าของหรือหัวหน้าปีศาจ

ภาพประกอบเพื่ออรรถรสในการอ่าน-ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทความ : ขอบคุณภาพจาก WikipediA

เบเอลเซบูลเป็นชื่อที่ชาวยิวใช้เรียกซาตาน และใช้ล้อเลียนดูถูกพระบาอัล ซึ่งเป็นพระต่างชาติที่ล่อลวงอิสราเอลติดตามไปหลายต่อหลายครั้ง แล้วก็ถูกการตีสอนจากพระเจ้า

ชื่อเบเอลเซบูล ba’ al z bul เป็นเจ้าของปีศาจ เป็นพระเจ้าแห่งเมืองเอโครนที่ชาวเมืองนี้นับถือ โดยช่วยป้องกันแมลงที่แพร่เชื้อโรคอยู่แถบนั้น จากสมมุติฐานในภาษาฮีบรู ba’ al z bul ตัว L ตัวสุดท้าย ย่อมาจาก Zebul ซึ่งแปลว่า มูลสัตว์ จึงสรุปได้ว่า เบเอลเซบูลเป็นเจ้าแห่งความโสโครก หรือนายของปีศาจ

แต่พระคริสต์กล่าวตอบโต้พวกฟาริสีว่า หากพระองค์ขับผีออกโดยเบเอลเซบูล ซึ่งเป็นนายผีแล้วออก ก็หมายถึงพวกผีมีความแตกแยกกันเองแล้วซิ เพราะพระองค์กำลังขับพวกมันเอง หากพระองค์เป็นพวกเดียวกับมัน แต่ว่าหากพระองค์ขับผีออกด้วยฤทธิ์เดชพระวิญญาณ ความยิ่งใหญ่กว่านั้นคือ “แผ่นดินของพระเจ้ามาถึงแล้ว”

ลักษณะแผ่นดินของพระเจ้าที่พระคริสต์กล่าว หมายถึง ให้น้ำพระทัยของพระเจ้าครอบครองปกครองในความคิดและชีวิตของผู้นั้น ยินยอมให้พระเจ้าสถิตในผู้นั้น และสังคมคริสเตียน ผู้เชื่อในโลกสำเร็จดังที่เสร็จสิ้นในสวรรค์ ชีวิตที่เต็มไปด้วยสิทธิอำนาจ เพราะ ยอห์นให้คนไปถามพระคริสต์ว่าท่านเป็นผู้นั้นที่จะมาหรือ (คือผู้ที่คำพยากรณ์ ในพันธสัญญาเดิมกล่าวถึงพระองค์) และพระองค์ทรงตรัสว่า หากคนง่อยเดินได้ คนตาบอดมองเห็น คนตายแล้วพระองค์ทรงทำให้ฟื้น นั่นแหละแผ่นดินพระเจ้า ทรงมาถึงโลกนี้แล้ว

ท่านไม่ต้องอยู่นโลกแห่งการพ่ายแพ้อีกต่อไป อย่าให้ชีวิตอยู่ในความกลัวอีก เพราะเมื่อแผ่นดินพระเจ้ามาถึงแล้ว ท่านเลือกเองได้ เลือกที่จะชนะ เลือกที่จะหาย อย่าให้บาดแผลในอดีตมาเป็นอุปสรรคของชีวิต เพราะท่านมีชีวิตเพื่อวันนี้ วันนี้เป็นของขวัญของท่าน

บทเรียนน่าคิดว่า อย่าให้เบเอลเซบูลโผล่ออกมาจากความคิด ชีวิตประจำวัน แต่ให้แผ่นดินสวรรค์มาตั้งอยู่โดยการยอมจำนนความสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ และพระคริสต์ และฤทธิ์อำนาจแห่งการเยียวยาเข้ามารักษา ปลดปล่อยท่าน เพียงแต่เข้าใจก่อนว่า พระองค์ทรงอยู่ข้างท่าน และพระองค์มาเพื่อรักท่าน ไม่ใช่มาเพื่อต่อต้านท่าน แต่มาเพื่อทำให้ท่านหายดีและปกติ ท่านต้องคิด ตั้งใจที่จะหาย และเป็นไท มันเริ่มที่ความคิดก่อนครับ

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

นกอินทรี

อพย.19:4 ว่า “เราเทิดชูเจ้าขึ้น ดุจดังด้วยปีกนกอินทรี เพื่อนำเจ้ามาถึงเรา”

เมื่ออิสราเอล เดินทางออกจากประเทศอียิปต์ พวกเขาเดินทางมาถึงทุรกันดารซีนาย โมเสสก็ตั้งค่ายที่หน้าภูเขานั้น แล้วโมเสสไปเข้าเฝ้าพระเจ้า และพระเจ้าให้โมเสสบอกกับอิสราเอลว่า พระเจ้าเปรียบอิสราเอลดังนกอินทรี พระวจนะของพระเจ้าสัญญากับประชากรของพระองค์

นกอินทรีเป็นนกที่ใหญ่พวกหนึ่ง มีถึง 59 พันธ์ุ มีกำลังมากที่สุดในโลก ซึ่งไม่เคยมี
ปรากฎการณ์นกอินทรีบินตกลงมาเลย นกอินทรีเข้มแข็ง กล้าหาญ มีสายตาแหลมกว่ามนุษย์
และสัตว์ใด ๆ โดยเฉพาะอินทรีทอง มันถูกฝึกให้ล่าสัตว์แถบตอนกลางทวีปเอเซีย
เช่น พวกกวาง, สุนัขป่า มันโฉบสัตว์บริเวณหัว จุดสำคัญแม่นยำมาก โดยอุ้งเล็บอันคมกริบ

นกอินทรีเป็นนกที่ปกป้องหวงลูกของมันมาก เฝ้าดูแลอย่างระมัดระวัง จนลูกเข้มแข็ง
พอจะบินได้ ไม่เพียงเท่านั้นกำลังบินของนกอินทรีมีมาก บินสูง ไว และนกอินทรียัง
เป็นสัญลักษณ์ของกองทัพอันเกรียงไกรของโรมัน

พระเจ้าให้ท่านเป็นดังนกอินทรีที่บินสูง เหนืออุปสรรคปัญหา มีความแหลมคม มองผ่านข้ามอุปสรรคปัญหาที่มารมาหลอกลวงเรา และพระเจ้าจะทรงให้เรามีอิสระภาพจากข้อผูกมัดในโลกแห่งความบาปทั้งปวง มีกำลังที่มาจากพระเจ้า อย่าคิดว่าตนเองเป็นดัง “นกกระจอก” อย่ามองแต่โขดหินแห่งบาดแผลความผิดพลาด ค่านิยมมาตรฐานของโลก เพราะนกอินทรีย์ก็มีมาตรฐานการบินดังนกอินทรีย์ นกกระจอกก็มีมาตฐานการบิน การเป็นอยู่ดังนกกระจอกพระเจ้าจะให้ท่านเป็นดังนกอินทรีย์ ซึ่งเป็นสัตว์ที่แหลมคม ว่องไว แม่นยำที่สุดในบรรดานกทั้งหลาย เช่นเดียวกัน ท่านแตกต่างและสูงค่านักในพระองค์

และท่านจะถูกเชิดชูขึ้น ต้องด้วยกำลังของลมใต้ปีกที่พยุงท่านอยู่ ขอให้ลมแห่งความรัก
และพลังลมแห่งการอธิษฐาน พลังลมแห่งพระวจนะจากพระโอษฐ์พระเจ้า พยุงท่านตลอดไปอพย.19:4 ว่า “เราเทิดชูเจ้าขึ้น ดุจดังด้วยปีกนกอินทรี เพื่อนำเจ้ามาถึงเรา”

เมื่ออิสราเอล เดินทางออกจากประเทศอียิปต์ พวกเขาเดินทางมาถึงทุรกันดารซีนาย โมเสสก็ตั้งค่ายที่หน้าภูเขานั้น แล้วโมเสสไปเข้าเฝ้าพระเจ้า และพระเจ้าให้โมเสสบอกกับอิสราเอลว่า พระเจ้าเปรียบอิสราเอลดังนกอินทรี พระวจนะของพระเจ้าสัญญากับประชากรของพระองค์

นกอินทรีเป็นนกที่ใหญ่พวกหนึ่ง มีถึง 59 พันธ์ุ มีกำลังมากที่สุดในโลก ซึ่งไม่เคยมี
ปรากฎการณ์นกอินทรีบินตกลงมาเลย นกอินทรีเข้มแข็ง กล้าหาญ มีสายตาแหลมกว่ามนุษย์
และสัตว์ใด ๆ โดยเฉพาะอินทรีทอง มันถูกฝึกให้ล่าสัตว์แถบตอนกลางทวีปเอเซีย
เช่น พวกกวาง, สุนัขป่า มันโฉบสัตว์บริเวณหัว จุดสำคัญแม่นยำมาก โดยอุ้งเล็บอันคมกริบ

นกอินทรีเป็นนกที่ปกป้องหวงลูกของมันมาก เฝ้าดูแลอย่างระมัดระวัง จนลูกเข้มแข็ง
พอจะบินได้ ไม่เพียงเท่านั้นกำลังบินของนกอินทรีมีมาก บินสูง ไว และนกอินทรียัง
เป็นสัญลักษณ์ของกองทัพอันเกรียงไกรของโรมัน

พระเจ้าให้ท่านเป็นดังนกอินทรีที่บินสูง เหนืออุปสรรคปัญหา มีความแหลมคม มองผ่านข้ามอุปสรรคปัญหาที่มารมาหลอกลวงเรา และพระเจ้าจะทรงให้เรามีอิสระภาพจากข้อผูกมัดในโลกแห่งความบาปทั้งปวง มีกำลังที่มาจากพระเจ้า อย่าคิดว่าตนเองเป็นดัง “นกกระจอก” อย่ามองแต่โขดหินแห่งบาดแผลความผิดพลาด ค่านิยมมาตรฐานของโลก เพราะนกอินทรีย์ก็มีมาตรฐานการบินดังนกอินทรีย์ นกกระจอกก็มีมาตฐานการบิน การเป็นอยู่ดังนกกระจอกพระเจ้าจะให้ท่านเป็นดังนกอินทรีย์ ซึ่งเป็นสัตว์ที่แหลมคม ว่องไว แม่นยำที่สุดในบรรดานกทั้งหลาย เช่นเดียวกัน ท่านแตกต่างและสูงค่านักในพระองค์

และท่านจะถูกเชิดชูขึ้น ต้องด้วยกำลังของลมใต้ปีกที่พยุงท่านอยู่ ขอให้ลมแห่งความรัก
และพลังลมแห่งการอธิษฐาน พลังลมแห่งพระวจนะจากพระโอษฐ์พระเจ้า พยุงท่านตลอดไป

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

แฟนหรือเพื่อนก็ต้องการรักแบบนี้!!!

หากใครต้องการเพื่อนแท้สักคน  ให้ดูความรักของเพื่อนจากผู้ชายสองคนคือ  โยนาธันกับดาวิด  รักกันดังกับที่รักตัวเขาเองโดยดาวิดไม่สนใจว่าพ่อของโยนาธันไล่สังหารดาวิดและโยนาธันก็ไม่สนใจว่าวันหนึ่งดาวิดก็จะมาเป็นกษัตริย์แทนพ่อของเขา  เขาทั้งสองจึงเป็นแบบอย่างแห่งความรักอมตะ ระหว่างชายเพศเดียวกัน (แต่ไม่ได้รักด้านร่างกายนะครับ) ได้อ่านบทความจากเมลล์ฉบับหนึ่งจากเพื่อนแต่ไม่รู้แหล่งที่มาของต้นสังกัด ยังไงขอขอบคุณเจ้าของต้นคิดในบทความนี้นะครับ
เพื่อน รับฟังทุกอย่าง…เวลาเรามีเรื่องจะพูด
เพื่อน คือ สัปดาห์…เมื่อคุณต้องการวัน
เพื่อน คือ กระดาษทิชชู….ตอนเราร้องไห้ไม่หยุดซะที
เพื่อน คือ หัวไหล่….ให้เราซบ เมื่อเรารู้สึกย่ำแย่
เพื่อน คือ ไม้ดามหัวใจ…ยามเราอกหัก
เพื่อน คือ กาว…เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างดูจะแตกสลาย
เพื่อน คือ แสงอาทิตย์…เมื่อฝนไม่หยุดตก
เพื่อน คือ คล้ายๆกับแม่นะ…หากเราต้องขึ้นโรงพัก
เพื่อน คือ มือ…เมื่อเรารู้สึกเปล่าเปลี่ยว (ขอจับมือหน่อยนะ)
เพื่อน คือ ปีก….หากคุณอยากจะบิน
เพื่อน คือ หู…เพื่อเอาไว้ฟังทุกเรื่อง (โดยเฉพาะเรื่องลับๆ)
เพื่อน คือ แอสไพลิน….เมื่อเราปวดหัว
เพื่อน คือ ความรัก…ที่คุณไม่ต้องค้นหา
เพื่อน คือ คุณ…..ฉันอยากให้คุณรู้และหวังว่า…มิตรภาพระหว่างเราจะมีเพิ่มขึ้นตลอดไป

และอีกตอนหนึ่ง
คอยเตือนยามเพื่อนพลั้ง  คอยฟังยามเพื่อนขอ
คอยรอยามเพื่อนสาย  คอยพายยามเพื่อนพัก
คอยทักยามเพื่อนทุกข์  คอยปลุกยามเพื่อนท้อ
คอยง้อยามเพื่อนงอน  คอยสอนยามเพื่อนผิด
คอยสะกิดยามเพื่อนเผลอ  คอยเจอยามเพื่อนหา
คอยลายามเพื่อนกลับ  คอยปรับยามเพื่อนเปลี่ยน
คอยเรียนยามเพื่อนเที่ยว  คอยเคี่ยวยามเพื่อนเล่น
คอยเย็นยามเพื่อนร้อน  คอยหอนยามเพื่อนเห่า
คอยเฝ้ายามเพื่อนฟุบ  คอยอุบยามเพื่อนปิด
คอยคิดยามเพื่อนถาม  คอยปรามยามเพื่อนหลง
คอยปลงยามเพื่อนแกล้ง  คอยแบ่งยามเพื่อนหมด
คอยอดยามเพื่อนทาน  คอยคานยามเพื่อนล้ม
คอยชมยามเพื่อนชนะ  คอยสละยามเพื่อนชอบ
คัดลอกมาจาก
http://www.wutthi.com/forum/index.php?topic=15008.msg263632หากใครต้องการเพื่อนแท้สักคน  ให้ดูความรักของเพื่อนจากผู้ชายสองคนคือ  โยนาธันกับดาวิด  รักกันดังกับที่รักตัวเขาเองโดยดาวิดไม่สนใจว่าพ่อของโยนาธันไล่สังหารดาวิดและโยนาธันก็ไม่สนใจว่าวันหนึ่งดาวิดก็จะมาเป็นกษัตริย์แทนพ่อของเขา  เขาทั้งสองจึงเป็นแบบอย่างแห่งความรักอมตะ ระหว่างชายเพศเดียวกัน (แต่ไม่ได้รักด้านร่างกายนะครับ) ได้อ่านบทความจากเมลล์ฉบับหนึ่งจากเพื่อนแต่ไม่รู้แหล่งที่มาของต้นสังกัด ยังไงขอขอบคุณเจ้าของต้นคิดในบทความนี้นะครับ
เพื่อน รับฟังทุกอย่าง…เวลาเรามีเรื่องจะพูด
เพื่อน คือ สัปดาห์…เมื่อคุณต้องการวัน
เพื่อน คือ กระดาษทิชชู….ตอนเราร้องไห้ไม่หยุดซะที
เพื่อน คือ หัวไหล่….ให้เราซบ เมื่อเรารู้สึกย่ำแย่
เพื่อน คือ ไม้ดามหัวใจ…ยามเราอกหัก
เพื่อน คือ กาว…เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างดูจะแตกสลาย
เพื่อน คือ แสงอาทิตย์…เมื่อฝนไม่หยุดตก
เพื่อน คือ คล้ายๆกับแม่นะ…หากเราต้องขึ้นโรงพัก
เพื่อน คือ มือ…เมื่อเรารู้สึกเปล่าเปลี่ยว (ขอจับมือหน่อยนะ)
เพื่อน คือ ปีก….หากคุณอยากจะบิน
เพื่อน คือ หู…เพื่อเอาไว้ฟังทุกเรื่อง (โดยเฉพาะเรื่องลับๆ)
เพื่อน คือ แอสไพลิน….เมื่อเราปวดหัว
เพื่อน คือ ความรัก…ที่คุณไม่ต้องค้นหา
เพื่อน คือ คุณ…..ฉันอยากให้คุณรู้และหวังว่า…มิตรภาพระหว่างเราจะมีเพิ่มขึ้นตลอดไป

และอีกตอนหนึ่ง
คอยเตือนยามเพื่อนพลั้ง  คอยฟังยามเพื่อนขอ
คอยรอยามเพื่อนสาย  คอยพายยามเพื่อนพัก
คอยทักยามเพื่อนทุกข์  คอยปลุกยามเพื่อนท้อ
คอยง้อยามเพื่อนงอน  คอยสอนยามเพื่อนผิด
คอยสะกิดยามเพื่อนเผลอ  คอยเจอยามเพื่อนหา
คอยลายามเพื่อนกลับ  คอยปรับยามเพื่อนเปลี่ยน
คอยเรียนยามเพื่อนเที่ยว  คอยเคี่ยวยามเพื่อนเล่น
คอยเย็นยามเพื่อนร้อน  คอยหอนยามเพื่อนเห่า
คอยเฝ้ายามเพื่อนฟุบ  คอยอุบยามเพื่อนปิด
คอยคิดยามเพื่อนถาม  คอยปรามยามเพื่อนหลง
คอยปลงยามเพื่อนแกล้ง  คอยแบ่งยามเพื่อนหมด
คอยอดยามเพื่อนทาน  คอยคานยามเพื่อนล้ม
คอยชมยามเพื่อนชนะ  คอยสละยามเพื่อนชอบ

คัดลอกมาจาก
http://www.wutthi.com/forum/index.php?topic=15008.msg263632

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

 

 

 

การใช้เพศอย่างถูกต้อง

ภาพประกอบเพื่ออรรถรสในการอ่าน-ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทความ

เรื่อง เพศ เป็นดาบสองคม  พระเจ้าทรงให้กามารมณ์เพื่อมนุษย์จะมอบความสุขแก่กันระหว่างสามีภรรยา  หากมนุษย์ใช้กามารมณ์ในทางผิดจะทำให้เกิดผลเสียหายเหมือนดังไฟที่ใช้ประโยชน์ในทางที่ถูกก็จะเกิดประโยชน์ต่อการทำงานและการดำรงชีวิตแต่หากใช้ไม่ถูกก็อาจจะเผาผลาญทำลายทรัพย์สินไปได้  พระเจ้าทรงให้เพศและกามารมณ์ ในการให้สามีภรรยาสืบพันธุ์มีลูกหลานและบุตรชายเป็นมรดกจากพระเจ้า  อีกทั้งกามารมณ์ไม่แสดงถึงการเป็นหญิงชายในบทบาทของตนอย่างชัดเจน  เราจะใช้กามารมณ์หรือเพศได้ดีได้อย่างไร?

 

1. อย่าใช้กามารมณ์อย่างเห็นแก่ตัว
กามารมณ์เป็นพลังดึงดูดทางเพศ  การใช้โดยไม่คิดถึงและเห็นอกเห็นใจอีกฝ่ายหนึ่งคือ ตักตวงความสุขจากเรือนร่างอีกฝ่ายอย่างไร้ความเห็นใจเช่น  สามีที่ขู่เข็ญภรรยาให้หลับนอนด้วยโดยเธอเองไม่มีอารมณ์เพศเพราะภรรยาอาจเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนักหรือเลี้ยงลูก  แท้จริงเรื่องนี้ต้องมีการเตรียมตัว  เตรียมใจทั้งสองฝ่ายก่อนหรือหญิงสาวหน้าตาน่ารักๆยั่วยุชายจนเกิดเรื่องกามารมณ์แต่ด้วยเหตุผลที่ต้องการหลอกอยากได้สิ่งของบางอย่างเท่านั้นเอง  ชายหนุ่มหลอกล่อหญิงให้หลับนอน โดยไม่เคยคิดถึงองค์ประกอบด้านความรัก  ความห่วงใย  ความเห็นอกเห็นใจเลย  สุดท้ายกามารมณ์จะเป็นโทษเมื่อฝ่ายหนึ่งคิดว่า  อีกฝ่ายหนึ่งเป็นแค่วัตถุให้ความสุขแก่เราฝ่ายเดียว การมีกามารมณ์ไม่ถูกต้องโดยได้เสียก่อนแต่งงานหรือผิดประเวณีกับสัตว์ย่อมไม่เป็นน้ำพระทัยพระเจ้าอยู่แล้ว
2. การถูกปลูกฝังมาอย่างผิดๆ
บางคนถูกสอนว่า  เรื่องนี้เป็นเรื่องสกปรก  เลวร้ายหรือบางคนหลงเชื่อว่ากามารมณ์คือ  สิ่งที่ต้องทำให้เก่งและถ้าได้ทำมากๆบ่อยๆจะถือว่าเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จหรือบางคนคิดว่ากามารมณ์คือ  การร่วมเพศอย่างเดียวแต่ไม่เคยคิดถึงด้านความรัก  ความห่วงใยเลย  แท้จริงหากเราโตขึ้นจะพบว่าความเก่งกาจในเรื่องกามารมณ์เป็นรองแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ  คุณภาพของความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
3. การใช้เพศในทางที่ผิด
อาจมีรากมาจากบาดแผล  การชดเชยหรือการสามารถบังคับตัวเองได้คือ  พวกที่ชอบลวนลาม  เอาเปรียบ  เจ้าชู้กับเพศตรงกันข้าม ในรูปแบบวิธีใดวิธีหนึ่งเช่น  การข่มขืน  พวกนี้ใช้กามารมณ์อย่างโหดเหี้ยม  ใช้สื่อทางกามารมณ์ผิด  ใช้ภาษาที่สกปรกลามก  สองแง่สองง่าม
“ดร.เฮอร์นานเดซ” วิจารณ์ว่า  มีชายหญิงที่ยึดติดอยู่กับการร่วมเพศ  โดยมีเหตุผลที่ไม่ใช่น้ำพระทัยพระเจ้าจะมีแรงกระตุ้นผิดๆตามลำดับต่อไปนี้
ก. ถือว่าเป็นภาระกิจชีวิตสมรส
ข. เพื่อรับสิ่งตอบแทนหรือยืนยันไมตรีจิต
ค. เพื่อแสดงชัยชนะครอบครอง
ง. เป็นสิ่งทดแทนการสื่อสารทางวาจา
จ. เพื่อขจัดความต่ำต้อย (พิสูจน์ความเป็นชาย)
ฉ. ล่อลวงหญิง
ช. ปกป้องความกังวลและความเครียด
ซ. ควบคุมคู่ของตน
ฌ. อวดผู้อื่นภาพประกอบเพื่ออรรถรสในการอ่าน-ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทความ

เรื่อง เพศ เป็นดาบสองคม  พระเจ้าทรงให้กามารมณ์เพื่อมนุษย์จะมอบความสุขแก่กันระหว่างสามีภรรยา  หากมนุษย์ใช้กามารมณ์ในทางผิดจะทำให้เกิดผลเสียหายเหมือนดังไฟที่ใช้ประโยชน์ในทางที่ถูกก็จะเกิดประโยชน์ต่อการทำงานและการดำรงชีวิตแต่หากใช้ไม่ถูกก็อาจจะเผาผลาญทำลายทรัพย์สินไปได้  พระเจ้าทรงให้เพศและกามารมณ์ ในการให้สามีภรรยาสืบพันธุ์มีลูกหลานและบุตรชายเป็นมรดกจากพระเจ้า  อีกทั้งกามารมณ์ไม่แสดงถึงการเป็นหญิงชายในบทบาทของตนอย่างชัดเจน  เราจะใช้กามารมณ์หรือเพศได้ดีได้อย่างไร?

 

1. อย่าใช้กามารมณ์อย่างเห็นแก่ตัว
กามารมณ์เป็นพลังดึงดูดทางเพศ  การใช้โดยไม่คิดถึงและเห็นอกเห็นใจอีกฝ่ายหนึ่งคือ ตักตวงความสุขจากเรือนร่างอีกฝ่ายอย่างไร้ความเห็นใจเช่น  สามีที่ขู่เข็ญภรรยาให้หลับนอนด้วยโดยเธอเองไม่มีอารมณ์เพศเพราะภรรยาอาจเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนักหรือเลี้ยงลูก  แท้จริงเรื่องนี้ต้องมีการเตรียมตัว  เตรียมใจทั้งสองฝ่ายก่อนหรือหญิงสาวหน้าตาน่ารักๆยั่วยุชายจนเกิดเรื่องกามารมณ์แต่ด้วยเหตุผลที่ต้องการหลอกอยากได้สิ่งของบางอย่างเท่านั้นเอง  ชายหนุ่มหลอกล่อหญิงให้หลับนอน โดยไม่เคยคิดถึงองค์ประกอบด้านความรัก  ความห่วงใย  ความเห็นอกเห็นใจเลย  สุดท้ายกามารมณ์จะเป็นโทษเมื่อฝ่ายหนึ่งคิดว่า  อีกฝ่ายหนึ่งเป็นแค่วัตถุให้ความสุขแก่เราฝ่ายเดียว การมีกามารมณ์ไม่ถูกต้องโดยได้เสียก่อนแต่งงานหรือผิดประเวณีกับสัตว์ย่อมไม่เป็นน้ำพระทัยพระเจ้าอยู่แล้ว
2. การถูกปลูกฝังมาอย่างผิดๆ
บางคนถูกสอนว่า  เรื่องนี้เป็นเรื่องสกปรก  เลวร้ายหรือบางคนหลงเชื่อว่ากามารมณ์คือ  สิ่งที่ต้องทำให้เก่งและถ้าได้ทำมากๆบ่อยๆจะถือว่าเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จหรือบางคนคิดว่ากามารมณ์คือ  การร่วมเพศอย่างเดียวแต่ไม่เคยคิดถึงด้านความรัก  ความห่วงใยเลย  แท้จริงหากเราโตขึ้นจะพบว่าความเก่งกาจในเรื่องกามารมณ์เป็นรองแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ  คุณภาพของความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
3. การใช้เพศในทางที่ผิด
อาจมีรากมาจากบาดแผล  การชดเชยหรือการสามารถบังคับตัวเองได้คือ  พวกที่ชอบลวนลาม  เอาเปรียบ  เจ้าชู้กับเพศตรงกันข้าม ในรูปแบบวิธีใดวิธีหนึ่งเช่น  การข่มขืน  พวกนี้ใช้กามารมณ์อย่างโหดเหี้ยม  ใช้สื่อทางกามารมณ์ผิด  ใช้ภาษาที่สกปรกลามก  สองแง่สองง่าม
“ดร.เฮอร์นานเดซ” วิจารณ์ว่า  มีชายหญิงที่ยึดติดอยู่กับการร่วมเพศ  โดยมีเหตุผลที่ไม่ใช่น้ำพระทัยพระเจ้าจะมีแรงกระตุ้นผิดๆตามลำดับต่อไปนี้
ก. ถือว่าเป็นภาระกิจชีวิตสมรส
ข. เพื่อรับสิ่งตอบแทนหรือยืนยันไมตรีจิต
ค. เพื่อแสดงชัยชนะครอบครอง
ง. เป็นสิ่งทดแทนการสื่อสารทางวาจา
จ. เพื่อขจัดความต่ำต้อย (พิสูจน์ความเป็นชาย)
ฉ. ล่อลวงหญิง
ช. ปกป้องความกังวลและความเครียด
ซ. ควบคุมคู่ของตน
ฌ. อวดผู้อื่น

 

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

เพศกับชีวิตคริสเตียน

คำจำกัดคำว่า เพศ (SEX)
คำว่า SEX มีความหมายกว้างมาก จะแยกเป็น สอง คำ คือ SEX IDENTETY หมายถึง การที่เราเกิดมาเป็นเพศหญิง หรือเพศชาย เป็นสิ่งที่ระบุถึง ความแตกต่างทางเพศโดยธรรมชาติ แบะอีกคำหนึ่งคือ SEXUAL ACTIVITY หมายถึง กิจกรรมการกระทำที่ชักนำไปสู่การประพฤติ และการ
กระทำทางเพศ

ทัศนคติเรื่อง เพศ (SEX) มีหลาย ทัศนะ บางคนมีเจตคติ (ATTITUDE) ในแง่ไม่ดี อาจเพราะการ อบรม มาว่า เรื่องเพศเป็นเรื่อง สกปรก ลามก หยาบคาย บางทัศนะมีอะไรเป็นจุดเกี่ยวกับเซ็กอยู่ที่เป้นลบ มาจากรากในอดีต หรือ การถูกอบรม ในทางที่ไม่ถูกต้อง จึงต้องการป้องกันตัวเอง แม้รู้ว่า ไม่เป็นเรื่องสกปรกแต่ก็ไม่อยากพูดถึง เช่น บางคนเป็นรักร่วมเพศ(HOMOSEXUAL) แต่บาง ก็มีบางท่านกล้าที่จะพูดถึงมัน เช่น ดร.เสรี วงศ์มณฑา
แท้จริง จินตนาการเรื่องเพศ เกิดขึ้นเพื่อฮอร์โมนเริ่มทำงานตอนเข้าสู่วัยรุ่น เด็กหญิงเริ่มมี หน้าอก ประจำเดือน มีขนรักแร้ ชายเริ่มเสียงแหบ พระเจ้าสร้างให้มีชาย และหญิง (ปฐก 1:27) และเพศทั้ง 2 เพศ ซึ่งจะต้องอาศัยซึ่งกัน
และกัน ชายนั้นจะปกป้องดูแล และ เข้มแข็ง ส่วนหญิงจะเป็นเพศอ่อนแอ ต้องการการปกป้องดูแล ด้านจิตใจ และอารมณ์ ชายจะไม่สมบูรณ์ หากไม่มีหญิง และหญิงไม่มีชาย (ปฐก.2:24) แต่กระนั้น ทั้งชาย และหญิงมีเพศที่กำหนดในการสืบพันธุ์ มีอารมณ์เพศที่แสดงออก การเข้าใจและมีอารมย์เพศ นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่จะผิดเมื่อเราใช้ในทางที่ผิด ในการดำเนินชีวิต ปัจจุบันมีสื่อที่ใช้เพศในทางที่ผิด เช่น ภาพยนต์ วีดีโอ หนังสือที่เป็นตัวเร้า และนำไปสู่การใช้เรื่องเพศผิด วัตถุ ประสงค์ไป

เพศนั้นมีไว้เฉพาะสามีภรรยา เพศมิได้มีไว้สำหรับเพื่อน หรือญาติ แต่สำหรับสามีภรรยา หรือคนที่ยังไม่แต่งงาน แต่จะถูกต้องสำหรับสามีภรรยาเท่านั้น แต่ความเสื่อมทรามทางศีลธรรมทางเพศสมัยนี้ สาเหตุ
1. การค้นพบวิธีคุมกำเนิดและ ปล่อยอิสระในการมีเพศสัมพันธุ์
2. ความมีอิสระของสตรี
3. สภาพสังคมที่มีอิสระ
4. การศึกษาทางโลก
5. สื่อมวลชนที่ทเปิดโปง เปิดเผย อย่างอิสระ ในทางเชิญชวนและ ไม่ถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ พระเยซูตรัส “การที่มีความปรารถนาในกาม โดยไม่ถูกต้องตามพระบัญญัติถือว่าผิดพอ ๆ กับ การกระทำ” (มธ.5:27-28)คำจำกัดคำว่า เพศ (SEX)
คำว่า SEX มีความหมายกว้างมาก จะแยกเป็น สอง คำ คือ SEX IDENTETY หมายถึง การที่เราเกิดมาเป็นเพศหญิง หรือเพศชาย เป็นสิ่งที่ระบุถึง ความแตกต่างทางเพศโดยธรรมชาติ แบะอีกคำหนึ่งคือ SEXUAL ACTIVITY หมายถึง กิจกรรมการกระทำที่ชักนำไปสู่การประพฤติ และการ
กระทำทางเพศ

ทัศนคติเรื่อง เพศ (SEX) มีหลาย ทัศนะ บางคนมีเจตคติ (ATTITUDE) ในแง่ไม่ดี อาจเพราะการ อบรม มาว่า เรื่องเพศเป็นเรื่อง สกปรก ลามก หยาบคาย บางทัศนะมีอะไรเป็นจุดเกี่ยวกับเซ็กอยู่ที่เป้นลบ มาจากรากในอดีต หรือ การถูกอบรม ในทางที่ไม่ถูกต้อง จึงต้องการป้องกันตัวเอง แม้รู้ว่า ไม่เป็นเรื่องสกปรกแต่ก็ไม่อยากพูดถึง เช่น บางคนเป็นรักร่วมเพศ(HOMOSEXUAL) แต่บาง ก็มีบางท่านกล้าที่จะพูดถึงมัน เช่น ดร.เสรี วงศ์มณฑา
แท้จริง จินตนาการเรื่องเพศ เกิดขึ้นเพื่อฮอร์โมนเริ่มทำงานตอนเข้าสู่วัยรุ่น เด็กหญิงเริ่มมี หน้าอก ประจำเดือน มีขนรักแร้ ชายเริ่มเสียงแหบ พระเจ้าสร้างให้มีชาย และหญิง (ปฐก 1:27) และเพศทั้ง 2 เพศ ซึ่งจะต้องอาศัยซึ่งกัน
และกัน ชายนั้นจะปกป้องดูแล และ เข้มแข็ง ส่วนหญิงจะเป็นเพศอ่อนแอ ต้องการการปกป้องดูแล ด้านจิตใจ และอารมณ์ ชายจะไม่สมบูรณ์ หากไม่มีหญิง และหญิงไม่มีชาย (ปฐก.2:24) แต่กระนั้น ทั้งชาย และหญิงมีเพศที่กำหนดในการสืบพันธุ์ มีอารมณ์เพศที่แสดงออก การเข้าใจและมีอารมย์เพศ นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่จะผิดเมื่อเราใช้ในทางที่ผิด ในการดำเนินชีวิต ปัจจุบันมีสื่อที่ใช้เพศในทางที่ผิด เช่น ภาพยนต์ วีดีโอ หนังสือที่เป็นตัวเร้า และนำไปสู่การใช้เรื่องเพศผิด วัตถุ ประสงค์ไป

เพศนั้นมีไว้เฉพาะสามีภรรยา เพศมิได้มีไว้สำหรับเพื่อน หรือญาติ แต่สำหรับสามีภรรยา หรือคนที่ยังไม่แต่งงาน แต่จะถูกต้องสำหรับสามีภรรยาเท่านั้น แต่ความเสื่อมทรามทางศีลธรรมทางเพศสมัยนี้ สาเหตุ
1. การค้นพบวิธีคุมกำเนิดและ ปล่อยอิสระในการมีเพศสัมพันธุ์
2. ความมีอิสระของสตรี
3. สภาพสังคมที่มีอิสระ
4. การศึกษาทางโลก
5. สื่อมวลชนที่ทเปิดโปง เปิดเผย อย่างอิสระ ในทางเชิญชวนและ ไม่ถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ พระเยซูตรัส “การที่มีความปรารถนาในกาม โดยไม่ถูกต้องตามพระบัญญัติถือว่าผิดพอ ๆ กับ การกระทำ” (มธ.5:27-28)

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

การข่มเหงและการเกิดผล

ประมาณปี คศ.62 กรุงโรมปกครองโดยกษัตริย์เนโร กษัตริย์องค์นี้อ่อนแอมาก ตามประวัติศาสตร์เล่ากันว่า ท่านได้ฆ่ามารดาของตน และท่านถูกตัดอวัยวะเพศทิ้ง และมารดาของท่านก็เกลียดชังลูกสะใภ้ ท่านคงจะเป็นโรคประสาทด้วย เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย

The Remorse of Nero after Killing his Mother, by John William Waterhouse, 1878. : ภาพจาก WikipediA

ที่ร้ายกว่านั้นท่านมีความคิดแปลกๆ คือท่านได้คิดจะเผากรุงโรมและคิดจะสร้างใหม่ แต่ประชาชนได้ลุกฮือขึ้นต่อต้าน เพราะความเดือดร้อนที่บ้านเมืองถูกไฟเผา ต่างหนีเอาชีวิตรอดด้วยใจเคียดแค้นและด้วยความเกลียดชัง แต่แล้วกษัตริย์เนโรซึ่งเกลียดชังคริสเตียนอยู่แล้วในช่วงนั้น จึงโยนความผิดให้พวกคริสเตียน โดยอ้างว่าพวกเป็นคนเผา เหตุนี้เองจึงมีการจับคริสเตียนมาลงโทษ โดยจับปล่อยไว้กลางสนามกีฬา แล้วปล่อยสิงโตที่อดอาหารมาหลายๆ สัปดาห์ให้ออกมากัดกิน ท่ามกลางการชมอย่างสนุกสนานของประชาชนชาวโรม คริสเตียนบางคนก็ถูกเผาทั้งเป็นเสมือนเป็นโคมไฟในเวลากลางคืน เพราะการที่ไม่ยอมปฏิเสธว่า พระคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า อาจารย์เปาโลกับท่านเปโตรก็ตายในสมัยกษัตริย์องค์นี้ปกครองแหละครับ

จากจุดนี้เอง จีงสร้างความแปลกใจให้กับประชาชนและที่ราชการของกษัตริย์เนโรมาก เพราะขณะที่คริสเตียนถูกสิงโตกิน พวกเขาเกาะกลุ่มกันร้องเพลงนมัสการสรรเสริญพระเจ้า เสียงเพลงดังก้องไปทั่วสนามกีฬา

ข้อคิดในเรื่องนี้คือ ทุกยุคทุกสมัย คริสเตียนพบกับปัญหาเผชิญกับอุปสรรคและความตายเสมอ แต่ยิ่งถูกข่มเหง คริสตชนผู้เชื่อก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไม่เคยหยุด เช่นกันแม้จะมีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้นในชีวิตของเรา แต่เสียงสรรเสริญที่เปล่งในจิตวิญญาณของเราไม่ควรดับไป

อย่าให้อุปสรรคปัญหาที่เล็กน้อยมากในสมัยของเรานี้ไม่ถีงกับเลือดตกยางออก หรือต้องชีวิตถีงตาย เหมือนผู้เชื่อในอดีต อย่าให้เราท้อแท้และละทิ้งความเชื่อในพระเจ้าไปเสียเพราะสิ่งที่เราจะได้มีค่าและมีความหมายสูงส่งกว่า ความทุกข์เล็กๆ น้อยๆ ที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้เรา คือชีวิตนิรันด์ ชีวิตที่หมดจากเวรกรรม สันติสุขแท้ที่ไม่เหมือนโลกให้ ประมาณปี คศ.62 กรุงโรมปกครองโดยกษัตริย์เนโร กษัตริย์องค์นี้อ่อนแอมาก ตามประวัติศาสตร์เล่ากันว่า ท่านได้ฆ่ามารดาของตน และท่านถูกตัดอวัยวะเพศทิ้ง และมารดาของท่านก็เกลียดชังลูกสะใภ้ ท่านคงจะเป็นโรคประสาทด้วย เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย

The Remorse of Nero after Killing his Mother, by John William Waterhouse, 1878. : ภาพจาก WikipediA

ที่ร้ายกว่านั้นท่านมีความคิดแปลกๆ คือท่านได้คิดจะเผากรุงโรมและคิดจะสร้างใหม่ แต่ประชาชนได้ลุกฮือขึ้นต่อต้าน เพราะความเดือดร้อนที่บ้านเมืองถูกไฟเผา ต่างหนีเอาชีวิตรอดด้วยใจเคียดแค้นและด้วยความเกลียดชัง แต่แล้วกษัตริย์เนโรซึ่งเกลียดชังคริสเตียนอยู่แล้วในช่วงนั้น จึงโยนความผิดให้พวกคริสเตียน โดยอ้างว่าพวกเป็นคนเผา เหตุนี้เองจึงมีการจับคริสเตียนมาลงโทษ โดยจับปล่อยไว้กลางสนามกีฬา แล้วปล่อยสิงโตที่อดอาหารมาหลายๆ สัปดาห์ให้ออกมากัดกิน ท่ามกลางการชมอย่างสนุกสนานของประชาชนชาวโรม คริสเตียนบางคนก็ถูกเผาทั้งเป็นเสมือนเป็นโคมไฟในเวลากลางคืน เพราะการที่ไม่ยอมปฏิเสธว่า พระคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า อาจารย์เปาโลกับท่านเปโตรก็ตายในสมัยกษัตริย์องค์นี้ปกครองแหละครับ

จากจุดนี้เอง จีงสร้างความแปลกใจให้กับประชาชนและที่ราชการของกษัตริย์เนโรมาก เพราะขณะที่คริสเตียนถูกสิงโตกิน พวกเขาเกาะกลุ่มกันร้องเพลงนมัสการสรรเสริญพระเจ้า เสียงเพลงดังก้องไปทั่วสนามกีฬา

ข้อคิดในเรื่องนี้คือ ทุกยุคทุกสมัย คริสเตียนพบกับปัญหาเผชิญกับอุปสรรคและความตายเสมอ แต่ยิ่งถูกข่มเหง คริสตชนผู้เชื่อก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไม่เคยหยุด เช่นกันแม้จะมีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้นในชีวิตของเรา แต่เสียงสรรเสริญที่เปล่งในจิตวิญญาณของเราไม่ควรดับไป

อย่าให้อุปสรรคปัญหาที่เล็กน้อยมากในสมัยของเรานี้ไม่ถีงกับเลือดตกยางออก หรือต้องชีวิตถีงตาย เหมือนผู้เชื่อในอดีต อย่าให้เราท้อแท้และละทิ้งความเชื่อในพระเจ้าไปเสียเพราะสิ่งที่เราจะได้มีค่าและมีความหมายสูงส่งกว่า ความทุกข์เล็กๆ น้อยๆ ที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้เรา คือชีวิตนิรันด์ ชีวิตที่หมดจากเวรกรรม สันติสุขแท้ที่ไม่เหมือนโลกให้

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

การให้คุณค่า

ตามที่จำได้ว่ามีหมอคริสเตียนท่านหนึ่งชื่อ หมอชไวเดอร์ ท่านกำลังยืนรดน้ำต้นไม้อยู่ นักเทศน์เดินมาเห็นเพราะหมอเป็นสมาชิกคริสตจักรของท่านนักเทศน์ถาม หมอทำอะไรอยู่ หมอตอบรดน้ำต้นไม้ นักเทศน์ถามต่อทันที เดี๋ยวพระเยซูเสด็จกลับมารับหมอจะทำอะไร? หมอตอบ พระเยซูมาก็เป็นเรื่องของพระองค์ ผมก็จะรดน้ำต้นไม้ต่อ คุณได้รับบทเรียนจากเรื่องนั้อย่างไร?

ภาพประกอบเพื่ออรรถรสในการอ่าน-ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทความ

การให้คุณค่าสิ่งที่ทำ หรือรู้เป้าหมายสิ่งที่กำลังรับผิดชอบ เราทุกคนต่างมีภาระหน้าที่รับผิดชอบ แต่เราต้องมั่นใจว่า สิ่งที่เราทำนั้น เรารู้ว่ามีคุณค่า มีเป้าหมาย จุดประสงค์แม้พระคริสต์เสด็จมาเมื่อใหร่ เราก็ยังคงทำต่อไปเพราะเราทำตามที่พระองค์ทรงกำหนด หรือเป็นหน้าที่ในชีวิตประจำวัน เพราะเรารู้คุณค่า และมีเป้าหมาย ไม่ใช่ไม่รู้เป้าหมาย ไม่รู้คุณค่า

ดังพระองค์ทรงยกเรื่องคำอุปมาที่บ่าวบอกกับนายว่า ข้าพเจ้าทำตามหน้าที่ของข้าพเจ้าสมบูรณ์ครบถ้วนแล้ว และเป็นบ่าวไม่มีบุญคุณต่อนาย เปาโลบอกว่าข้าพเจ้าจะไม่ชกลม ดังนี้อย่าให้เรา เบื่อตัดพ้อ ในสิ่งที่ต้องรับผิดชอบอยู่ แม้ว่าจะไม่ดีรับความเป็นธรรมเพราะความผิดของผู้อื่นหรือใคร ปฏิญาณเลยว่าจะไม่ให้ ใจหรือปาก ทำบาป ผิดพลาด เพราะตอบโต้คนที่ทำผิดต่อเราแม้เราถูก ในสายพระเนตร เราอาจไม่เป็นที่พอพระทัย การเจิมก็จะสิ้นสุดลง เพราะเราตามใจเนื้อหนัง ของเรา

หลายครั้งเรามักจะถอดใจ หรือบ่น หรืออ่อนระอา ผมอยากท้าทายว่าหากต่อหน้าพระคริสต์ พระองค์อาจถามเราว่า เจ้าอดทนจนถึงที่สุดแล้วหรือไม่ เรารักเขามากจนถึงที่สุดหรือไม่ เจ้าให้โอกาสเขามากที่สุดหรือไม่

เราจะตอบว่าอย่างไร? นี่เอง เราต้องปฎิญาณกับตัวเองว่า จนถึงที่สุด จะป็นคำที่เราให้การกับพระเจ้าว่า ถึงที่สุดแล้วพระเจ้าข้า

ทั้งสองตอนนี้เกี่ยวกันอย่างไร เพราะผมกำลังบอกว่าสิ่งที่เผชิญอยู่นี้ เราสามารถรู้คุณค่า และทำอย่างมีเป้าหมาย และจะรัก จะทนจนถึงที่สุด หากวันพิพากษา เราจะบอกกับพระองค์และพระองค์ก็เห็นว่า เรารัก จนถึงที่สุดจริงๆ เพราะ พระเจ้าทรงรักผู้ที่รู้จักพระองค์ และพระองค์จะให้เราอดทนอีกทั้งจะให้เรามีช่องทางหลีกเลี่ยงได้ตามที่จำได้ว่ามีหมอคริสเตียนท่านหนึ่งชื่อ หมอชไวเดอร์ ท่านกำลังยืนรดน้ำต้นไม้อยู่ นักเทศน์เดินมาเห็นเพราะหมอเป็นสมาชิกคริสตจักรของท่านนักเทศน์ถาม หมอทำอะไรอยู่ หมอตอบรดน้ำต้นไม้ นักเทศน์ถามต่อทันที เดี๋ยวพระเยซูเสด็จกลับมารับหมอจะทำอะไร? หมอตอบ พระเยซูมาก็เป็นเรื่องของพระองค์ ผมก็จะรดน้ำต้นไม้ต่อ คุณได้รับบทเรียนจากเรื่องนั้อย่างไร?

ภาพประกอบเพื่ออรรถรสในการอ่าน-ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทความ

การให้คุณค่าสิ่งที่ทำ หรือรู้เป้าหมายสิ่งที่กำลังรับผิดชอบ เราทุกคนต่างมีภาระหน้าที่รับผิดชอบ แต่เราต้องมั่นใจว่า สิ่งที่เราทำนั้น เรารู้ว่ามีคุณค่า มีเป้าหมาย จุดประสงค์แม้พระคริสต์เสด็จมาเมื่อใหร่ เราก็ยังคงทำต่อไปเพราะเราทำตามที่พระองค์ทรงกำหนด หรือเป็นหน้าที่ในชีวิตประจำวัน เพราะเรารู้คุณค่า และมีเป้าหมาย ไม่ใช่ไม่รู้เป้าหมาย ไม่รู้คุณค่า

ดังพระองค์ทรงยกเรื่องคำอุปมาที่บ่าวบอกกับนายว่า ข้าพเจ้าทำตามหน้าที่ของข้าพเจ้าสมบูรณ์ครบถ้วนแล้ว และเป็นบ่าวไม่มีบุญคุณต่อนาย เปาโลบอกว่าข้าพเจ้าจะไม่ชกลม ดังนี้อย่าให้เรา เบื่อตัดพ้อ ในสิ่งที่ต้องรับผิดชอบอยู่ แม้ว่าจะไม่ดีรับความเป็นธรรมเพราะความผิดของผู้อื่นหรือใคร ปฏิญาณเลยว่าจะไม่ให้ ใจหรือปาก ทำบาป ผิดพลาด เพราะตอบโต้คนที่ทำผิดต่อเราแม้เราถูก ในสายพระเนตร เราอาจไม่เป็นที่พอพระทัย การเจิมก็จะสิ้นสุดลง เพราะเราตามใจเนื้อหนัง ของเรา

หลายครั้งเรามักจะถอดใจ หรือบ่น หรืออ่อนระอา ผมอยากท้าทายว่าหากต่อหน้าพระคริสต์ พระองค์อาจถามเราว่า เจ้าอดทนจนถึงที่สุดแล้วหรือไม่ เรารักเขามากจนถึงที่สุดหรือไม่ เจ้าให้โอกาสเขามากที่สุดหรือไม่

เราจะตอบว่าอย่างไร? นี่เอง เราต้องปฎิญาณกับตัวเองว่า จนถึงที่สุด จะป็นคำที่เราให้การกับพระเจ้าว่า ถึงที่สุดแล้วพระเจ้าข้า

ทั้งสองตอนนี้เกี่ยวกันอย่างไร เพราะผมกำลังบอกว่าสิ่งที่เผชิญอยู่นี้ เราสามารถรู้คุณค่า และทำอย่างมีเป้าหมาย และจะรัก จะทนจนถึงที่สุด หากวันพิพากษา เราจะบอกกับพระองค์และพระองค์ก็เห็นว่า เรารัก จนถึงที่สุดจริงๆ เพราะ พระเจ้าทรงรักผู้ที่รู้จักพระองค์ และพระองค์จะให้เราอดทนอีกทั้งจะให้เรามีช่องทางหลีกเลี่ยงได้

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

จงขอบคุณทุกกรณี (1ธส.5:7)

ไม่มีสิ่งใดในโลกที่จะแสดงความขอบคุณได้อย่างชัดเจนเท่ามนุษย์ โต๊ะ, เก้าอี้, บ้าน คงไม่ขอบคุณผู้เช็ดถูกวาดให้นะครับ แต่สิ่งที่จะตอบสนองความดีและพระคุณด้วยมีจิตสำนึกอันสูงส่ง คงมีแต่มนุษย์นี่แหละครับ โดยเฉพาะคนที่เป็นบุตรพระเจ้า

ในงานเลี้ยงฉลองของบริษัทยักษ์ใหญ่ในเรื่องหัวอาหารหมูแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ เจ้าภาพได้เชิญหุ้นส่วนทั่วประเทศมาร่วมฉลองในผลกำไรสูงสุดรอบ 5 ปี ในงานเลี้ยงมีตั้งแต่พ่อค้า, กสิกร, นักธุรกิจ มาร่วมงานกันอย่างครึกครื้น
แต่มีโต๊ะหนึ่งที่มีนักธุรกิจคนหนึ่ง ได้นั่งกับลุงชาวชนบทมีอาชีพเลี้ยงหมู ก่อนรับประทานอาหารแกได้เริ่มหลับตาอธิษฐานขอบคุณพระเจ้าที่ประทานอาหารให้ พอนักธุรกิจเห็นเข้าก็หัวเราะดังลั่นและพูดว่า “ลุงไม่ทันสมัยเสียเลย มาเชื่อเรื่องบ้าบอ ขอบคงขอบคุณอะไรกัน อย่าทำตัวเคร่งศาสนามากเลย” แต่พอลุงอธิษฐานเสร็จก็หันมาที่นักธุรกิจแล้วพูดว่า “พ่อหนุ่มเจ้าต้องมีจิตสำนึกที่ถูกต้องกับพระเจ้า คิดถึงพระคุณของพระองค์ ขอบคุณที่ทรงประทานอาหารให้ อย่าให้เหมือนหมูที่บ้านลุงเลย เวลาเอาอาหารให้มัน มันก็ยังไม่ขอบคุณลุงเลย”

ภาพประกอบเพื่ออรรถรสในการอ่าน-ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทความ

 

บางครั้งเรามักลืมขอบคุณพระเจ้า ไม่ว่าสภาพเช่นไร จงขอบคุณทุกกรณี นี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ในเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่สามารถเข้าใจได้ สับสน แต่ขอให้ขอบคุณเถิดครับ เพื่อจะได้ไม่เสียใจภายหลัง ที่บ่นไปแล้วแต่ว่าผลแห่งปัญหาอุปสรรคกลับกลายเป็นพระพรตามมา
ในปี 1981 ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังศึกษาอยู่ในช่วงกลางเทอม รู้สึกว่าตัวเองปวดศีรษะมาก ขณะเรียนจึงไปตรวจสายตา ซึ่งทางร้านบอกว่าต้องตัดแว่น เพราะตาด้านซ้ายเอียง แต่ด้านขวาสั้น ข้าพเจ้าไม่ยอมตัดแว่น พอกลับมาถึงที่พักก็ได้อธิษฐานขอต่อพระเจ้า ให้พระองค์รักษา และไม่อยากใส่แว่นด้วย บุคลิกคงไม่ให้ และไม่มีเงิน อีกทั้งไม่ชอบด้วย แต่รู้สึกว่ามันยิ่งเจ็บมากขึ้นทุกวัน จนสัปดาห์ต่อมา ผมจึงจำยอมด้วยความขมขื่นที่ต้องตัดแว่นใส่
จนต่อมาปี 1983 ปลายเดือนมีนาคมขณะที่ข้าพเจ้านั่งรถเมลล์ไม่รู้ว่าวันนั้นคิดอะไร ไปนั่งหน้าสุดใกล้คนขับ พอรถแล่นไปถึงหน้าโรงแรมนารายณ์แถวสีลม ยังไม่ทันตั้งตัวเลยครับ เสียงกระจกดัง “เปรี้ยง” เศษกระจกกระเด็นติดหู ติดผมของผม เต็มไปหมดเพราะรถเมล์ชนกับรถกระบะคันหน้าเข้าแล้ว ขอบคุณพระเจ้าที่ข้าพเจ้าใส่แว่นตา มันช่วยไม่ให้เศษกระจกเข้าตาผมเลย มันน่าดีใจจริงๆ ผมรีบขอบคุณพระเจ้าใหญ่เลยครับ ที่พระองค์ให้มีแว่นตาช่วยป้องกันเศษกระจกมากมายได้
แต่ก็มีเรื่องน่าเสียใจที่ว่าเมื่อ 2 ปีก่อนผมไม่น่าบ่นเลย น่าจะขอบคุณพระเจ้าตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว นี่แหละนะความผิดพลาดที่ไม่ยืนหยัดในพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า … จงขอบคุณทุกกรณี ท่านขอบคุณพระเจ้าในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือยังครับ จงเริ่มต้นขอบคุณพระเจ้าเถิดครับ แล้วสันติสุขของพระเจ้าจะคุ้มครองจิตใจ เพราะพระองค์มีแผนการณ์ที่ดีสำหรับลูกของพระองค์

ไม่มีสิ่งใดในโลกที่จะแสดงความขอบคุณได้อย่างชัดเจนเท่ามนุษย์ โต๊ะ, เก้าอี้, บ้าน คงไม่ขอบคุณผู้เช็ดถูกวาดให้นะครับ แต่สิ่งที่จะตอบสนองความดีและพระคุณด้วยมีจิตสำนึกอันสูงส่ง คงมีแต่มนุษย์นี่แหละครับ โดยเฉพาะคนที่เป็นบุตรพระเจ้า

ในงานเลี้ยงฉลองของบริษัทยักษ์ใหญ่ในเรื่องหัวอาหารหมูแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ เจ้าภาพได้เชิญหุ้นส่วนทั่วประเทศมาร่วมฉลองในผลกำไรสูงสุดรอบ 5 ปี ในงานเลี้ยงมีตั้งแต่พ่อค้า, กสิกร, นักธุรกิจ มาร่วมงานกันอย่างครึกครื้น
แต่มีโต๊ะหนึ่งที่มีนักธุรกิจคนหนึ่ง ได้นั่งกับลุงชาวชนบทมีอาชีพเลี้ยงหมู ก่อนรับประทานอาหารแกได้เริ่มหลับตาอธิษฐานขอบคุณพระเจ้าที่ประทานอาหารให้ พอนักธุรกิจเห็นเข้าก็หัวเราะดังลั่นและพูดว่า “ลุงไม่ทันสมัยเสียเลย มาเชื่อเรื่องบ้าบอ ขอบคงขอบคุณอะไรกัน อย่าทำตัวเคร่งศาสนามากเลย” แต่พอลุงอธิษฐานเสร็จก็หันมาที่นักธุรกิจแล้วพูดว่า “พ่อหนุ่มเจ้าต้องมีจิตสำนึกที่ถูกต้องกับพระเจ้า คิดถึงพระคุณของพระองค์ ขอบคุณที่ทรงประทานอาหารให้ อย่าให้เหมือนหมูที่บ้านลุงเลย เวลาเอาอาหารให้มัน มันก็ยังไม่ขอบคุณลุงเลย”

ภาพประกอบเพื่ออรรถรสในการอ่าน-ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทความ

 

บางครั้งเรามักลืมขอบคุณพระเจ้า ไม่ว่าสภาพเช่นไร จงขอบคุณทุกกรณี นี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ในเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่สามารถเข้าใจได้ สับสน แต่ขอให้ขอบคุณเถิดครับ เพื่อจะได้ไม่เสียใจภายหลัง ที่บ่นไปแล้วแต่ว่าผลแห่งปัญหาอุปสรรคกลับกลายเป็นพระพรตามมา
ในปี 1981 ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังศึกษาอยู่ในช่วงกลางเทอม รู้สึกว่าตัวเองปวดศีรษะมาก ขณะเรียนจึงไปตรวจสายตา ซึ่งทางร้านบอกว่าต้องตัดแว่น เพราะตาด้านซ้ายเอียง แต่ด้านขวาสั้น ข้าพเจ้าไม่ยอมตัดแว่น พอกลับมาถึงที่พักก็ได้อธิษฐานขอต่อพระเจ้า ให้พระองค์รักษา และไม่อยากใส่แว่นด้วย บุคลิกคงไม่ให้ และไม่มีเงิน อีกทั้งไม่ชอบด้วย แต่รู้สึกว่ามันยิ่งเจ็บมากขึ้นทุกวัน จนสัปดาห์ต่อมา ผมจึงจำยอมด้วยความขมขื่นที่ต้องตัดแว่นใส่
จนต่อมาปี 1983 ปลายเดือนมีนาคมขณะที่ข้าพเจ้านั่งรถเมลล์ไม่รู้ว่าวันนั้นคิดอะไร ไปนั่งหน้าสุดใกล้คนขับ พอรถแล่นไปถึงหน้าโรงแรมนารายณ์แถวสีลม ยังไม่ทันตั้งตัวเลยครับ เสียงกระจกดัง “เปรี้ยง” เศษกระจกกระเด็นติดหู ติดผมของผม เต็มไปหมดเพราะรถเมล์ชนกับรถกระบะคันหน้าเข้าแล้ว ขอบคุณพระเจ้าที่ข้าพเจ้าใส่แว่นตา มันช่วยไม่ให้เศษกระจกเข้าตาผมเลย มันน่าดีใจจริงๆ ผมรีบขอบคุณพระเจ้าใหญ่เลยครับ ที่พระองค์ให้มีแว่นตาช่วยป้องกันเศษกระจกมากมายได้
แต่ก็มีเรื่องน่าเสียใจที่ว่าเมื่อ 2 ปีก่อนผมไม่น่าบ่นเลย น่าจะขอบคุณพระเจ้าตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว นี่แหละนะความผิดพลาดที่ไม่ยืนหยัดในพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า … จงขอบคุณทุกกรณี ท่านขอบคุณพระเจ้าในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือยังครับ จงเริ่มต้นขอบคุณพระเจ้าเถิดครับ แล้วสันติสุขของพระเจ้าจะคุ้มครองจิตใจ เพราะพระองค์มีแผนการณ์ที่ดีสำหรับลูกของพระองค์
เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

เมื่อท่านประสบความสำเร็จ

ภาพประกอบเพื่ออรรถรสในการอ่าน-ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทความ

อีกไม่กี่เดือนก็จะสิ้นปีแล้ว แปดเดือนที่ผ่านมาบางคนอาจจะคิดว่าตนเองทำงานยังไม่เต็มที่, ไม่เป็นที่น่าพอใจ, ไม่ค่อยตรงเป้าเท่าไร อาจเกิดความท้อแท้ อยากเปลี่ยนงานที่ทำให้เจริญมากยิ่งขึ้น แต่ตรงกันข้าม บางท่านอาจรู้สึกพึงพอใจในผลงานของเดือนที่ผ่านมา และบางท่านอาจไม่ค่อยชอบงานที่ทำก็ได้ ใช่ไหมครับ…

มีคำกล่าว่า “จงหางานที่เรารัก ไม่ก็ให้รักงานที่เราทำ” สนุกกับมัน ทำความเข้าใจกับมัน ค้นหาประโยชน์ พระพร และคุณค่าของงานที่เราทำ แน่นอนหากเราเข้าใจจุดนี้ เราจะสามารถขอบพระคุณพระเจ้าได้เสมอ ขณะที่เราทำงาน ยังไง วันนี้ให้เรามาคิดถึงคุณค่าของความคิด ท่าทีที่มีต่อการทำงาน และการรับใช้ของเราสัก 3 ข้อ ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจ และช่วยท้าทายในการดำเนินชีวิตในปีใหม่นี้

1. มันเป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้นเอง
อย่ายึด หรือภูมิใจ ติดกับความสำเร็จที่ผ่านมามากเกินไป ให้ตระหนักว่ามันเป็นเพียงก้าวแรกแห่งการเริ่มต้นในงานที่ยิ่งใหญ่ ที่เราต้องพบอีกในภายหน้า มีคนถามธอร์วาลเซน ปฏิมากรผู้มีชื่อเสียงชาวเดนมาร์กว่า “คุณคิดว่างานชิ้นไหนครับที่เป็นอนุสาวรีย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณ” เขาตอบทันทีว่า “ยังไม่ได้ทำครับ ผมคิดว่าชิ้นต่อไปนี้แหละ” เปาโลยึดถือเสมอว่า “ข้าพเจ้าไม่ถือว่า ข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่งคือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า” (ฟป.3:13)

2. ทุกอย่างมีวาระ
“แต่วาระและโอกาสมีมาถึงเขาทุกคน” (ปญจ.9:11) ใช่ว่าเราจะตกต่ำ ผิดพลาด ผิดหวังตลอดไป แต่ให้เราเตรียมพร้อมที่พบกับความสำเร็จที่จะมาถึงเช่นกัน ข้าพเจ้าอยากให้ท่านรู้จักชายคนหนึ่ง เขาประกอบธุรกิจล้มเหลวในปี 1831, พ่ายแพ้การเลือกตั้งปี 1832, ธุรกิจล้มเหลวอีกในปี 1833, ได้รับเลือกเข้าสภาปี 1834, คนรักตายปี 1835, เป็นโรคประสาทเสื่อมปี 1836, พ่ายแพ้การเลือกตั้งเป็นประธานสภาปี 1838, ไม่ได้เข้ารับเลือกตั้งปี 1840, ไม่ได้เป็นพนักงานที่ดินปี 1843, ได้รับเลือกตั้งเข้าสภาคองเกรสปี 1845, ไม่ได้เลือกเข้าสภาซีเนตปี 1855, ไม่ได้เป็นรองประธานาธิบดีปี 1856, แต่ต่อมาในปี 1860

บุรุษผู้นั้นคือ อับราฮัม ลินคอล์น ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาครับ 30 ปี แห่งความอดทน เพียรมานะ พยายามและรอคอย อย่าคิดว่าหมดหวัง พระเจ้าไม่อวยพร โมเสสเองซึ่งเป็นผู้รับใช้พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่และสัตย์ซื่อ กว่าจะเป็นผู้ทำงานใหญ่ได้ ต้องไปเลี้ยงแกะถึง 40 ปี

3. อย่าลืมความยินดี
สมัยที่มาร์ติน ลูเธอร์ยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านเป็นคนที่มีใบหน้าเศร้าหมองมาก เนื่องจากการต่อสู้เพื่อความเชื่อของท่านและถูกต่อต้าน” ภรรยาของท่านได้เห็นท่านมีใบหน้าเศร้าหมองอยู่ตลอดเวลานั้น วันหนึ่ง เธอจึงแต่งชุดดำ ลูเธอร์จึงถามเธอว่า “ทำไมเธอจึงแต่งชุดดำ” เธอตอบว่า “เธอไว้ทุกข์ให้กับพระเยซู เพราะพระองค์ตายเสียแล้ว” ลูเธอร์ตกใจมาก กล่าวตอบว่า “พระเยซูทรงพระชนมอยู่ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า เธอควรจะปิติยินดีต่างหาก” ภรรยาท่านจึงตอบว่า “แล้วทำไมใบหน้าของเธอจึงเศร้าหมองนัก เหมือนกับว่าพระเยซูตายเสียแล้ว” ลูเธอร์คิดได้ จากนั้นท่านก็เปลี่ยน มีใบหน้าที่สดใสและเต็มไปด้วยความหวัง เพราะพระเยซูคริสต์ทรงพระชนม์อยู่ และช่วยเราได้ในทุกสิ่ง

“จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา ข้าพเจ้าของย้ำอีกครั้งว่า จงชื่นชมยินดีเถิด” (ฟป.4:4)

ภาพประกอบเพื่ออรรถรสในการอ่าน-ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทความ

อีกไม่กี่เดือนก็จะสิ้นปีแล้ว แปดเดือนที่ผ่านมาบางคนอาจจะคิดว่าตนเองทำงานยังไม่เต็มที่, ไม่เป็นที่น่าพอใจ, ไม่ค่อยตรงเป้าเท่าไร อาจเกิดความท้อแท้ อยากเปลี่ยนงานที่ทำให้เจริญมากยิ่งขึ้น แต่ตรงกันข้าม บางท่านอาจรู้สึกพึงพอใจในผลงานของเดือนที่ผ่านมา และบางท่านอาจไม่ค่อยชอบงานที่ทำก็ได้ ใช่ไหมครับ…

มีคำกล่าว่า “จงหางานที่เรารัก ไม่ก็ให้รักงานที่เราทำ” สนุกกับมัน ทำความเข้าใจกับมัน ค้นหาประโยชน์ พระพร และคุณค่าของงานที่เราทำ แน่นอนหากเราเข้าใจจุดนี้ เราจะสามารถขอบพระคุณพระเจ้าได้เสมอ ขณะที่เราทำงาน ยังไง วันนี้ให้เรามาคิดถึงคุณค่าของความคิด ท่าทีที่มีต่อการทำงาน และการรับใช้ของเราสัก 3 ข้อ ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจ และช่วยท้าทายในการดำเนินชีวิตในปีใหม่นี้

1. มันเป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้นเอง
อย่ายึด หรือภูมิใจ ติดกับความสำเร็จที่ผ่านมามากเกินไป ให้ตระหนักว่ามันเป็นเพียงก้าวแรกแห่งการเริ่มต้นในงานที่ยิ่งใหญ่ ที่เราต้องพบอีกในภายหน้า มีคนถามธอร์วาลเซน ปฏิมากรผู้มีชื่อเสียงชาวเดนมาร์กว่า “คุณคิดว่างานชิ้นไหนครับที่เป็นอนุสาวรีย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณ” เขาตอบทันทีว่า “ยังไม่ได้ทำครับ ผมคิดว่าชิ้นต่อไปนี้แหละ” เปาโลยึดถือเสมอว่า “ข้าพเจ้าไม่ถือว่า ข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่งคือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า” (ฟป.3:13)

2. ทุกอย่างมีวาระ
“แต่วาระและโอกาสมีมาถึงเขาทุกคน” (ปญจ.9:11) ใช่ว่าเราจะตกต่ำ ผิดพลาด ผิดหวังตลอดไป แต่ให้เราเตรียมพร้อมที่พบกับความสำเร็จที่จะมาถึงเช่นกัน ข้าพเจ้าอยากให้ท่านรู้จักชายคนหนึ่ง เขาประกอบธุรกิจล้มเหลวในปี 1831, พ่ายแพ้การเลือกตั้งปี 1832, ธุรกิจล้มเหลวอีกในปี 1833, ได้รับเลือกเข้าสภาปี 1834, คนรักตายปี 1835, เป็นโรคประสาทเสื่อมปี 1836, พ่ายแพ้การเลือกตั้งเป็นประธานสภาปี 1838, ไม่ได้เข้ารับเลือกตั้งปี 1840, ไม่ได้เป็นพนักงานที่ดินปี 1843, ได้รับเลือกตั้งเข้าสภาคองเกรสปี 1845, ไม่ได้เลือกเข้าสภาซีเนตปี 1855, ไม่ได้เป็นรองประธานาธิบดีปี 1856, แต่ต่อมาในปี 1860

บุรุษผู้นั้นคือ อับราฮัม ลินคอล์น ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาครับ 30 ปี แห่งความอดทน เพียรมานะ พยายามและรอคอย อย่าคิดว่าหมดหวัง พระเจ้าไม่อวยพร โมเสสเองซึ่งเป็นผู้รับใช้พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่และสัตย์ซื่อ กว่าจะเป็นผู้ทำงานใหญ่ได้ ต้องไปเลี้ยงแกะถึง 40 ปี

3. อย่าลืมความยินดี
สมัยที่มาร์ติน ลูเธอร์ยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านเป็นคนที่มีใบหน้าเศร้าหมองมาก เนื่องจากการต่อสู้เพื่อความเชื่อของท่านและถูกต่อต้าน” ภรรยาของท่านได้เห็นท่านมีใบหน้าเศร้าหมองอยู่ตลอดเวลานั้น วันหนึ่ง เธอจึงแต่งชุดดำ ลูเธอร์จึงถามเธอว่า “ทำไมเธอจึงแต่งชุดดำ” เธอตอบว่า “เธอไว้ทุกข์ให้กับพระเยซู เพราะพระองค์ตายเสียแล้ว” ลูเธอร์ตกใจมาก กล่าวตอบว่า “พระเยซูทรงพระชนมอยู่ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า เธอควรจะปิติยินดีต่างหาก” ภรรยาท่านจึงตอบว่า “แล้วทำไมใบหน้าของเธอจึงเศร้าหมองนัก เหมือนกับว่าพระเยซูตายเสียแล้ว” ลูเธอร์คิดได้ จากนั้นท่านก็เปลี่ยน มีใบหน้าที่สดใสและเต็มไปด้วยความหวัง เพราะพระเยซูคริสต์ทรงพระชนม์อยู่ และช่วยเราได้ในทุกสิ่ง

“จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา ข้าพเจ้าของย้ำอีกครั้งว่า จงชื่นชมยินดีเถิด” (ฟป.4:4)
เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Powered by www.477internet.com