May 19, 2012

We fall downWe fall down – เราก้มกราบ

กดฟังเพลงที่นี้

 

 

 

We fall down – เราก้มกรWe fall downาบ (PDF) แปลโดย อ.เจริญ ยธิกุล

 


Our God is GreaterOur God is Greater – พระเจ้าของเรายิ่งใหญ่

[Read more...]

ชีวิตมั่นใจในความรัก ตอนที่2 ความรักไม่ใช่อาชีพของพระเจ้า


1ยอห์น 4:8 ผู้ที่ไม่รักก็ไม่รู้จักพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นความรัก

ความรักไม่ใช่อาชีพ หรือ หน้าที่ ของพระเจ้า แต่ความรักเป็นพระเจ้า และเพราะพระเจ้าเป็นความรัก

บ่อยครั้งเรากลัวว่าพระเจ้าจะไม่รักเราหรือรักเราน้อยลงตามความคิดของเรา เช่น เราทำดีช่วงนี้มากหรือน้อย หรือ การรับใช้มากน้อยของเรา ซึ่งเราต้องแยกก่อนว่า เรื่องการรับใช้และการกระทำดี เป็นเรื่องหน้าที่รับผิดชอบในส่วนการดำเนินชีวิต มันจะส่งผลต่อความเชื่อใจและไว้วางใจที่พระเจ้าจะมอบให้แก่เรา แต่มันไม่เกี่ยวกับความรักที่พระเจ้ามีต่อเรา

อยากจะยกตัวเอง เช่น เมื่อท่านมีลูก หรือมีหลาน สักคนในบ้าน แม้เขาอาจจะกำลังเติบโต และมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง ในเรื่องนิสัยในความเป้นเด็ก บางครั้งก็ดูเหมือนว่าเขาเป็นเด็กที่ไม่ค่อยจะเชื่อฟัง สักเท่าไหร่ แต่ว่าลูกของท่านหรือหลานคนนี้ อาจจะต้องโดนท่านดุ ต่อว่า สั่งสอนจากท่าน หากเขาไม่ทำงานหรือตั้งใจเรียนเมื่อถึงวัยอันควร ท่านคงต้องตำหนิสั่งสอนเพราะท่านรักเด็กคนนี้ แต่ท่านก็ต้องการช่วยเหลือเขา ต้องการให้เขาหายป่วย มีการมีงานทำ เพื่อจะเข้าสู่ขบวนการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง เพื่อท่านจะได้มอบหมายงาน และไว้เนื้อเชื่อใจ มอบภาระในครอบครัวให้เขาดูแลต่อไปในอนาคต

แต่ว่าหากวันนี้เขาอาจจะยังไม่ได้ดีพร้อมสักเท่าไหร่ แต่ท่านก็ยังรักเขา และถ้ารู้ว่าเขาพบปัญหาอะไร ท่านก็จะยินดีช่วยเขาทันที

ผมจึงอยากบอกว่า พระเจ้าก็เป็นเช่นนั้น ที่มีพระคุณและความรักมั่งคงต่อท่าน แต่ท่านจะเข้าใจและรู้ซึ้งในความรักของพระเจ้าบริบูณ์เต็มที่ในชีวิตของท่านเมื่อท่านเชื่อฟังพระวจนะของพระองค์ เพราะท่านจะเข้าใจความรักแบบพระเจ้าแบบ ‘อกาเป้’ อย่างแท้จริง (1ยน2: 5 แต่ผู้ใดที่ประพฤติตามพระวจนะของพระองค์ ความรักของพระเจ้าก็ถึงความบริบูรณ์ในคนนั้นแล้วอย่างแน่แท้ ด้วยอาการอย่างนี้แหละเราทั้งหลายจึงรู้ว่าเราอยู่ในพระองค์)

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

ชีวิตมั่นใจในความรัก ตอนที่1 ความรักของพระเจ้า กับการให้อภัย

หนุ่มคนหนึ่ง   ขโมยเงินพ่อแม่ไปเที่ยว และใช้เงินจนหมด  ต่อมาเขาอยากกลับใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่ก็ไม่มั่นใจว่าพ่อจะอภัยให้ แต่ใจก็อยากกลับบ้านจึงเขียนจดหมายไปบอกทางบ้านว่า ขอให้คุณพ่อคุณแม่มัดผ้าแดงไว้หน้าบ้าน เพื่อเป็นสัญญาณการให้อภัย พอถึงวันกำหนดเด็กหนุ่มนั่งรถไฟกลับบ้านด้วยใจจดจ่อว่า จะมีผ้าแดงมัดไว้หน้าบ้านไหม? พอรถไฟผ่านหน้าบ้าน เขาร้องไห้โฮ เพราะพ่อแม่ของเขานำผ้าทุกชนิดที่มีสีแดงมามัดเต็มหน้าบ้าน เป็นสัญลักษณ์การให้อภัยอย่างมากมาย

เพราะความรัก เป็นพระลักษณะพระเจ้าผู้เป็นนิจนิรันดร์ การให้อภัยของพระองค์ยิ่งใหญ่มาก(ให้อภัยเสมอ) โดยโลหิตของพระคริสต์ไหลออกมาตาย บนใบหน้าและร่างกาย ที่บนไม้กางเขน ที่แสนทรมานและเจ็บปวด   แต่แขนของพระองค์ที่อ้ารับมนุษย์ทุกคน ทุกชนชั้น เพื่อมารับพระกรุณาของพระองค์ ทรงอภัยบาปของเราทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต ดังนี้เอง

1.อย่าให้มารหลอกเราได้ว่า เราหมดหวัง หมดโอกาส หลอกว่าความบาปมากเกิน ที่จะรับการอภัย หรือเราแก่เกินไปแล้ว ยาวนานจนหมดโอกาส

2.พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้ง แม้ท่านจะทิ้งพระเจ้า

3.พระองค์รับท่านได้ทุกสภาพ  ไม่ว่าในขณะนี้ท่านจะชอกช้ำ  บาดเจ็บ   ล้มเหลวแค่ไหน (ฮบ.4:14-15)  มีหลายคนทำผิด  แล้วน่าจะกลับใจมาหาพระเจ้า    แต่กลับเตลิดหนีไป ไม่หันกลับ เราต้องจำไว้ว่า พระคุณพระเจ้าไม่เคยหมด  ขอให้กลับมาแล้วจะเห็น ดั่งตัวอย่างของโจรที่ถูกตรึงกางเขนข้างๆพระเยซู เขาฆ่าคนเขาชั่วร้าย แต่พระเยซูยังรับเขา แล้วในชีวิตของท่าน พระเยซูจะไม่รับหรือหนุ่มคนหนึ่ง   ขโมยเงินพ่อแม่ไปเที่ยว และใช้เงินจนหมด  ต่อมาเขาอยากกลับใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่ก็ไม่มั่นใจว่าพ่อจะอภัยให้ แต่ใจก็อยากกลับบ้านจึงเขียนจดหมายไปบอกทางบ้านว่า ขอให้คุณพ่อคุณแม่มัดผ้าแดงไว้หน้าบ้าน เพื่อเป็นสัญญาณการให้อภัย พอถึงวันกำหนดเด็กหนุ่มนั่งรถไฟกลับบ้านด้วยใจจดจ่อว่า จะมีผ้าแดงมัดไว้หน้าบ้านไหม? พอรถไฟผ่านหน้าบ้าน เขาร้องไห้โฮ เพราะพ่อแม่ของเขานำผ้าทุกชนิดที่มีสีแดงมามัดเต็มหน้าบ้าน เป็นสัญลักษณ์การให้อภัยอย่างมากมาย

เพราะความรักเป็นพระลักษณะพระเจ้าผู้เป็นนิจนิรันดร์ การให้อภัยของพระองค์ยิ่งใหญ่มาก(ให้อภัยเสมอ) โดยโลหิตของพระคริสต์ไหลออกมาตาย บนใบหน้าและร่างกาย ที่บนไม้กางเขน ที่แสนทรมานและเจ็บปวด   แต่แขนของพระองค์ที่อ้ารับมนุษย์ทุกคน ทุกชนชั้น เพื่อมารับพระกรุณาของพระองค์ ทรงอภัยบาปของเราทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต ดังนี้เอง

1.อย่าให้มารหลอกเราได้ว่า เราหมดหวัง หมดโอกาส หลอกว่าความบาปมากเกิน ที่จะรับการอภัย หรือเราแก่เกินไปแล้ว ยาวนานจนหมดโอกาส

2.พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้ง แม้ท่านจะทิ้งพระเจ้า

3.พระองค์รับท่านได้ทุกสภาพ  ไม่ว่าในขณะนี้ท่านจะชอกช้ำ  บาดเจ็บ   ล้มเหลวแค่ไหน (ฮบ.4:14-15)  มีหลายคนทำผิด  แล้วน่าจะกลับใจมาหาพระเจ้า    แต่กลับเตลิดหนีไป ไม่หันกลับ เราต้องจำไว้ว่า พระคุณพระเจ้าไม่เคยหมด  ขอให้กลับมาแล้วจะเห็น ดั่งตัวอย่างของโจรที่ถูกตรึงกางเขนข้างๆพระเยซู เขาฆ่าคนเขาชั่วร้าย แต่พระเยซูยังรับเขา แล้วในชีวิตของท่าน พระเยซูจะไม่รับหรือ

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

วัชพืชทั้ง 7 ที่ทำลายชีวิตคริสเตียน ตอนที่ 8 วัชพืชเกาะที่ปาก

ลองคิดดูง่ายๆ เรื่องกลิ่นปากและเศษอาหาร ทุกๆคืนก่อนนอนท่านต้องแปรงฟัน บางคนอาจมีปัญหาโรคเหงือกหรือฟันผุเพราะเศษอาหารเหล่านี้ โดยปกติเราต้องไปพบทันตแพทย์ขูดหินปูน หรือรักษาโรคทางช่องปากปีละครั้งหรือสองครั้ง เพราะอาการข้างต้นที่กล่าวมาอาจทำให้เราเสียบุคลิก แม้เราอาจจะทานอาหารอร่อย แต่เวลาเราพูดกลิ่นปากที่ไม่ดีจะทำลายบุคลิกภาพของเรา คำพูดของเราก็เหมือนกับกลิ่นปาก เราต้องคอยชำระการพูดลบๆ การนินทาว่าร้าย การบ่นต่อว่าคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดที่พูดโดยไม่คิดหรือการกล่าวโทษผู้อื่น ทั้งที่เราเองก็ยังไม่ชนะในเรื่องนั้นๆทุกวัน เราต้องขอการชำระ และฝึกตัวเองในการระมัดระวังคำพูด เราควรฝึกพูดพระคำพระเจ้า พูดอย่างที่พระเจ้าพูด กล่าวพระวจนะที่หนุนใจ เสริมสร้าง สนุกแบบมีความหมาย ชื่นชม ยกย่องให้เกรียติ และอย่าให้เสียงเพลง นมัสการ สดุดีหยุดไปจากปากของท่าน

การชม ประกาศการมีตัวตนแก่คนในบ้าน ทีมงาน ครอบครัวสำคัญมาก และสำคัญที่สุดคือการพูดความจริงในเวลาที่เหมาะสม พูดด้วยใจรักเพื่อเสริมสร้างและปราศจากอคติ แม้ต้องเตือนก็ตักเตือนด้วยใจรัก คำพูดของท่านจะสร้างชีวิตเป็นอย่างมากมายครับ

การกล่าวโทษผู้อื่น เพราะใน มัทธิว 7:1-6 กล่าวว่า “อย่ากล่าวโทษเขา เพื่อพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษท่าน เพราะว่าท่านทั้งหลายจะกล่าวโทษเขาอย่างไร พระเจ้าจะทรงกล่าวโทษท่านอย่างนั้น และท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด พระเจ้าจะได้ทรงตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น”

Picture’s source: http://www.thechinaexpat.com/bad-words-in-chinese/ลองคิดดูง่ายๆ เรื่องกลิ่นปากและเศษอาหาร ทุกๆคืนก่อนนอนท่านต้องแปรงฟัน บางคนอาจมีปัญหาโรคเหงือกหรือฟันผุเพราะเศษอาหารเหล่านี้ โดยปกติเราต้องไปพบทันตแพทย์ขูดหินปูน หรือรักษาโรคทางช่องปากปีละครั้งหรือสองครั้ง เพราะอาการข้างต้นที่กล่าวมาอาจทำให้เราเสียบุคลิก แม้เราอาจจะทานอาหารอร่อย แต่เวลาเราพูดกลิ่นปากที่ไม่ดีจะทำลายบุคลิกภาพของเรา คำพูดของเราก็เหมือนกับกลิ่นปาก เราต้องคอยชำระการพูดลบๆ การนินทาว่าร้าย การบ่นต่อว่าคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดที่พูดโดยไม่คิดหรือการกล่าวโทษผู้อื่น ทั้งที่เราเองก็ยังไม่ชนะในเรื่องนั้นๆทุกวัน เราต้องขอการชำระ และฝึกตัวเองในการระมัดระวังคำพูด เราควรฝึกพูดพระคำพระเจ้า พูดอย่างที่พระเจ้าพูด กล่าวพระวจนะที่หนุนใจ เสริมสร้าง สนุกแบบมีความหมาย ชื่นชม ยกย่องให้เกรียติ และอย่าให้เสียงเพลง นมัสการ สดุดีหยุดไปจากปากของท่าน

การชม ประกาศการมีตัวตนแก่คนในบ้าน ทีมงาน ครอบครัวสำคัญมาก และสำคัญที่สุดคือการพูดความจริงในเวลาที่เหมาะสม พูดด้วยใจรักเพื่อเสริมสร้างและปราศจากอคติ แม้ต้องเตือนก็ตักเตือนด้วยใจรัก คำพูดของท่านจะสร้างชีวิตเป็นอย่างมากมายครับ

การกล่าวโทษผู้อื่น เพราะใน มัทธิว 7:1-6 กล่าวว่า “อย่ากล่าวโทษเขา เพื่อพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษท่าน เพราะว่าท่านทั้งหลายจะกล่าวโทษเขาอย่างไร พระเจ้าจะทรงกล่าวโทษท่านอย่างนั้น และท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด พระเจ้าจะได้ทรงตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น”

 

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Picture’s source: http://www.thechinaexpat.com/bad-words-in-chinese/

วัชพืชทั้ง7 ที่ทำลายชีวิตคริสเตียน ตอนที่ 7 วัชพืชเกาะที่มือ


สดุดี 24:3-4 ผู้ใดจะขึ้นไปบนภูเขาของพระเจ้า และผู้ใดจะยืนอยู่ในวิสุทธิสถานของพระองค์ คือผู้ที่มีมือสะอาดและใจบริสุทธิ์ ผู้ที่มิได้ปลงใจในสิ่งเท็จ และมิได้สาบานอย่างหลอกลวง

วัชพืชเกาะที่มือคนยิว มักจะชูมือขึ่นต่อพระเจ้า เพื่อบอกกับพระองค์ว่า มือของเขาสะอาด ไร้ความผิด ย่อมเห็นได้ว่า การนมัสการของคนยิว ต้องสอดคล้องกับชีวิตที่เขาเป็น ดังพระคริสต์พูดกับหญิงชาวสะมาเรียว่า ผู้ที่จะนมัสการพระเจ้า ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณ และความจริง (มธ4:24)

หาก มือของท่าน เปื้อนโคลน หรือคราบน้ำมัน มันจะทำให้ลื่นไหล เวลาจับอะไร มันก็ส่งผลให้ลื่นไหล หลุดออกจากมือไป และสิ่งของเหล่านั้นก็จะเปลื้อนโคลนและน้ำมันจากมือท่านได้ มือที่สะอาดและแห้ง จะไม่ลื่นไหลและ มันจะฝืดๆ เวลาจับอะๆไรก็จะแน่นไม่ตกลง สามารถจับสิ่งของต่างๆโดยไม่เปื้อนสกปรกไปได้

สังเกตุ เวลาเราซ่อนอะไร ไว้ที่ไหน เรามักจะ ไปดู ตรวจตรา จุดๆนั้นบ่อยๆ เราสะสมอะไร ก็จะตรวจตราอยู่เสมอ คนเล่นหุ้น ก็คอยเช็คดูตลาดหุ้น คนปลูกต้นไม้ก็ตรวจตรา รอวันต้นไม้เจริญเติบโต ออกดอก ออกผล คนเลี้ยงปลา ก็รอเวลา ที่ ปลาจะออกลูก เพราะเราต้องการเห็นการเกิดผล

แต่ว่าพระเจ้าต้องการให้เรามี เกิดผล แต่ไม่ต้องการให้เราโลภ และคิดถึงผลของการมี เพื่ออะไร?

( “อย่าส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัวในโลก ที่อาจเป็นสนิมและที่แมลงกินเสียได้ และที่ขโมยอาจขุดช่องลักเอาไปได้แต่จงส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์ ที่ไม่มีแมลงจะกินและไม่มีสนิมจะกัด และที่ไม่มีขโมยขุดช่องลักเอาไปได้เพราะว่าทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน ใจของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วยมธ6:19-21)

สมัยก่อนคนมีเงินสะสมเมล็ดพืชหรือเหรียญต่างๆและเพื่อซึ่งมาจากการเป็นเจ้าของที่ดิน แต่พระคริสต์จึงกล่าวว่าคนที่มี สิ่งต่างๆเหล่านี้ว่า แมลงจะกัดกินทำลายเสียได้ และสนิมก็จะเกิดขึ้น ขโมยก็จะขโมยไปเสียเพราะบ้านทำด้วยดินก็จะถูกขโมยเจาะขุดง่าย

ดังนั้น แทนที่ จะเอามือลงทุนทำงานทุ่มเทหาทรัพย์สิน ท่านเอามือนั้น ปรนนิบัติพระเจ้าดีกว่า รับใช้พระเจ้าเป็นชีวิต แต่ทำงานเพื่อจะมีเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูครอบครัวและปรนนิบัติพระเจ้า ครับ

สดุดี 24:3-4 ผู้ใดจะขึ้นไปบนภูเขาของพระเจ้า และผู้ใดจะยืนอยู่ในวิสุทธิสถานของพระองค์ คือผู้ที่มีมือสะอาดและใจบริสุทธิ์ ผู้ที่มิได้ปลงใจในสิ่งเท็จ และมิได้สาบานอย่างหลอกลวง

วัชพืชเกาะที่มือคนยิว มักจะชูมือขึ่นต่อพระเจ้า เพื่อบอกกับพระองค์ว่า มือของเขาสะอาด ไร้ความผิด ย่อมเห็นได้ว่า การนมัสการของคนยิว ต้องสอดคล้องกับชีวิตที่เขาเป็น ดังพระคริสต์พูดกับหญิงชาวสะมาเรียว่า ผู้ที่จะนมัสการพระเจ้า ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณ และความจริง (มธ4:24)

หาก มือของท่าน เปื้อนโคลน หรือคราบน้ำมัน มันจะทำให้ลื่นไหล เวลาจับอะไร มันก็ส่งผลให้ลื่นไหล หลุดออกจากมือไป และสิ่งของเหล่านั้นก็จะเปลื้อนโคลนและน้ำมันจากมือท่านได้ มือที่สะอาดและแห้ง จะไม่ลื่นไหลและ มันจะฝืดๆ เวลาจับอะๆไรก็จะแน่นไม่ตกลง สามารถจับสิ่งของต่างๆโดยไม่เปื้อนสกปรกไปได้

สังเกตุ เวลาเราซ่อนอะไร ไว้ที่ไหน เรามักจะ ไปดู ตรวจตรา จุดๆนั้นบ่อยๆ เราสะสมอะไร ก็จะตรวจตราอยู่เสมอ คนเล่นหุ้น ก็คอยเช็คดูตลาดหุ้น คนปลูกต้นไม้ก็ตรวจตรา รอวันต้นไม้เจริญเติบโต ออกดอก ออกผล คนเลี้ยงปลา ก็รอเวลา ที่ ปลาจะออกลูก เพราะเราต้องการเห็นการเกิดผล

แต่ว่าพระเจ้าต้องการให้เรามี เกิดผล แต่ไม่ต้องการให้เราโลภ และคิดถึงผลของการมี เพื่ออะไร?

( “อย่าส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัวในโลก ที่อาจเป็นสนิมและที่แมลงกินเสียได้ และที่ขโมยอาจขุดช่องลักเอาไปได้แต่จงส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์ ที่ไม่มีแมลงจะกินและไม่มีสนิมจะกัด และที่ไม่มีขโมยขุดช่องลักเอาไปได้เพราะว่าทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน ใจของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วยมธ6:19-21)

สมัยก่อนคนมีเงินสะสมเมล็ดพืชหรือเหรียญต่างๆและเพื่อซึ่งมาจากการเป็นเจ้าของที่ดิน แต่พระคริสต์จึงกล่าวว่าคนที่มี สิ่งต่างๆเหล่านี้ว่า แมลงจะกัดกินทำลายเสียได้ และสนิมก็จะเกิดขึ้น ขโมยก็จะขโมยไปเสียเพราะบ้านทำด้วยดินก็จะถูกขโมยเจาะขุดง่าย

ดังนั้น แทนที่ จะเอามือลงทุนทำงานทุ่มเทหาทรัพย์สิน ท่านเอามือนั้น ปรนนิบัติพระเจ้าดีกว่า รับใช้พระเจ้าเป็นชีวิต แต่ทำงานเพื่อจะมีเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูครอบครัวและปรนนิบัติพระเจ้า ครับ    

 เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

 

วัชพืชทั้ง7 ที่ทำลายชีวิตคริสเตียน ตอนที่ 6-3 การอดอาหาร


มธ.6: 17 ฝ่ายท่านเมื่อถืออดอาหาร จงล้างหน้าและเอาน้ำมันใส่ศีรษะ18 เพื่อคนจะไม่ได้รู้ว่าถืออดอาหาร แต่ให้ปรากฏแก่พระบิดาของท่าน ผู้ทรงสถิตในที่ลี้ลับ และพระบิดาของท่าน ผู้ทรงเห็นในที่ลี้ลับจะทรงโปรดประทานบำเหน็จแก่ท่าน

ความหมายการอดอาหาร เป็นศาสนกิจของชาวยิว เป็นการอดกลั้นใจจากอาหารประเภทเนื้อ เครื่องดื่ม และจะปฏิบัติยามโศกเศร้า หรือ คนรักจากไป พิธีงานศพ นักประวัติศาสตร์บางท่านกล่าว รูเบนและสิเมโอน พี่ชายโยเซฟอดอาหารเป็นเวลา 7 วัน บ่อยๆ เพราะว่าเขาไม่สามารถช่วยน้องชายโยเซพ ที่พี่ๆวางแผนขายไปได้ คนยิวจะอดสัปดาห์ละ 2 ครั้ง คำสอนนี้กำลังจะบอกเราว่า ให้อดอย่างลับ ๆ เป็นความลับ เขาจะรับบำเหน็จจากพระเจ้าในที่ลับ เพื่อแสดงความภักดี ความไว้วางใจ และความกังวลกับพระเจ้า

การอดอาหาร เน้นปฏิบัติ ตัวต่อพระเจ้าสองต่อสอง มิใช่ให้คนสรรเสริญ ชมเชย เพราะพระคริสต์ทรงตำหนิการโออวดของพวกฟาริสี คือ เขา อดอาหาร เอาขี้เถ้าทาบนหน้า ไม่หวีผม หรือโกนหนวดเคราในเวลาอดอาหาร เพื่อเรียกร้องความสนใจ ให้ผู้พบเห็นสรรเสริญ ยกย่อง ความเคร่งครัดในศาสนา

สรุปคือ การทำทาน การอธิษฐาน การอดอาหาร หากมาจากแรงจูงใจ โอ้อวด ต้องการคำชม ก็ไร้บำเหน็จจากพระเจ้า การรับใช้แบบลับๆ อยู่เบื้องหลัง การทำทานแบบลับๆ แต่พระเจ้าเห็นเป็นสิ่งสำคัญมาก อย่าให้ ค่านิยมของโลก การต้องการ เอาชนะ โอ้อวดเพื่ออยากอยู่เหนือผู้อื่น การบังคับผุ้อื่น ให้เป็นเหมือนเรา ทำอะไรเปรียบเทียบไปเสียหมด การที่จะเรียนรู้การดำเนินด้วยปราศจากความรัก และความจริงใจต่อพระเจ้าและมนุษย์ เป็นวัชพืชของโลก ที่กำลังเกาะกุมในใจ ของใครบางคนก็ได้ ให้เปลี่ยนท่าใหม่ เพื่อจะได้ รับบำเหน็จและจากพระเจ้า และการอดอาหาร จะนำพระพร อย่างมากเหลือล้นครับ

มธ.6: 17 ฝ่ายท่านเมื่อถืออดอาหาร จงล้างหน้าและเอาน้ำมันใส่ศีรษะ18 เพื่อคนจะไม่ได้รู้ว่าถืออดอาหาร แต่ให้ปรากฏแก่พระบิดาของท่าน ผู้ทรงสถิตในที่ลี้ลับ และพระบิดาของท่าน ผู้ทรงเห็นในที่ลี้ลับจะทรงโปรดประทานบำเหน็จแก่ท่าน

ความหมายการอดอาหาร เป็นศาสนกิจของชาวยิว เป็นการอดกลั้นใจจากอาหารประเภทเนื้อ เครื่องดื่ม และจะปฏิบัติยามโศกเศร้า หรือ คนรักจากไป พิธีงานศพ นักประวัติศาสตร์บางท่านกล่าว รูเบนและสิเมโอน พี่ชายโยเซฟอดอาหารเป็นเวลา 7 วัน บ่อยๆ เพราะว่าเขาไม่สามารถช่วยน้องชายโยเซพ ที่พี่ๆวางแผนขายไปได้ คนยิวจะอดสัปดาห์ละ 2 ครั้ง คำสอนนี้กำลังจะบอกเราว่า ให้อดอย่างลับ ๆ เป็นความลับ เขาจะรับบำเหน็จจากพระเจ้าในที่ลับ เพื่อแสดงความภักดี ความไว้วางใจ และความกังวลกับพระเจ้า

การอดอาหาร เน้นปฏิบัติ ตัวต่อพระเจ้าสองต่อสอง มิใช่ให้คนสรรเสริญ ชมเชย เพราะพระคริสต์ทรงตำหนิการโออวดของพวกฟาริสี คือ เขา อดอาหาร เอาขี้เถ้าทาบนหน้า ไม่หวีผม หรือโกนหนวดเคราในเวลาอดอาหาร เพื่อเรียกร้องความสนใจ ให้ผู้พบเห็นสรรเสริญ ยกย่อง ความเคร่งครัดในศาสนา

สรุปคือ การทำทาน การอธิษฐาน การอดอาหาร หากมาจากแรงจูงใจ โอ้อวด ต้องการคำชม ก็ไร้บำเหน็จจากพระเจ้า การรับใช้แบบลับๆ อยู่เบื้องหลัง การทำทานแบบลับๆ แต่พระเจ้าเห็นเป็นสิ่งสำคัญมาก อย่าให้ ค่านิยมของโลก การต้องการ เอาชนะ โอ้อวดเพื่ออยากอยู่เหนือผู้อื่น การบังคับผุ้อื่น ให้เป็นเหมือนเรา ทำอะไรเปรียบเทียบไปเสียหมด การที่จะเรียนรู้การดำเนินด้วยปราศจากความรัก และความจริงใจต่อพระเจ้าและมนุษย์ เป็นวัชพืชของโลก ที่กำลังเกาะกุมในใจ ของใครบางคนก็ได้ ให้เปลี่ยนท่าใหม่ เพื่อจะได้ รับบำเหน็จและจากพระเจ้า และการอดอาหาร จะนำพระพร อย่างมากเหลือล้นครับ

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

 

วัชพืชทั้ง7 ที่ทำลายชีวิตคริสเตียน ตอนที่ 6-2 วัชพืชเกาะที่ใจ ด้านการอธิษฐาน เข้าหาพระเจ้าด้วยใจและท่าที บริสุทธิ์

สมัยของพระคริสต์ พวกยิวมีข้อบังคับในการอธิษฐานอยู่แล้ว ข้อบังคับนี้รวมถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการกินการประกอบ อาหาร การจุดไฟ การนับเวลาในเรื่อง เมื่อดวงจันทร์ขึ้นใหม่ การใช้อุปกรณ์ภายในบ้าน แม้กระทั่ง การเข้าออกจากเมืองหนึ่ง ๆ เขาก็จะอธิษฐานด้วยการยืนกางแขน พูดเสียงดังๆ จะอธิษฐาน 9 โมงเช้า-บ่าย 3 โมง พวกฟาริสิก็จะยืนที่อยู่ตามท้องตลาด ตามท้องถนน อธิษฐานดังๆ เพื่อจะได้ยินกันไปทั่ว

คนอีกพวกคน หนึ่ง คือคนที่ยืนอธิษฐานในธรรมศาลา จะนานกว่าคำอธิษฐานที่เป็นปกติวิสัย 10 เท่า ซึ่งทำเป็นพิธีการ เพื่อโอ้อวด เท่านั้นเอง

แต่พระเจ้าไม่ต้องการให้เราเป็นเช่นนั้น เพราะมันเป็นการอธิษฐานที่พูดพร่อยๆ ไพเราะเพราะพริ้งแต่ปราศจากใจสรรเสริญ อย่าง แท้จริง จริงใจ เพราะพระคริสต์ มิได้ประนามการประชุม ในที่ สาธารณชน แต่ประนามการต้องการคำเยินยอ โอ้อวด พระองค์จะทรงไม่พอพระทัย และพระคริสต์สนับสนุนอธิษฐานในที่มิดชิด (มธ6: 5-6)

อีกอย่างการอธิษฐานมิใช่ให้พระเจ้ากระทำตามความปราถนาของเรา หรือให้คำอธิษฐานเป็น เครื่องมือบังคับพระองค์ (ข้อ มธ6: 8-10) แต่การอธิษฐานควรเป็นการสำแดงความพร้อมที่จะติดต่อพระองค์ และพร้อมให้น้ำพระทัยพระองค์สำแดงในชีวิตของเราทุกสิ่งพระเจ้ารู้ แต่พระองค์ให้เรา ขอเพื่อสำแดงความปรารถนาอยากติดต่อพระองค์

 สมัยของพระคริสต์ พวกยิวมีข้อบังคับในการอธิษฐานอยู่แล้ว ข้อบังคับนี้รวมถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการกินการประกอบ อาหาร การจุดไฟ การนับเวลาในเรื่อง เมื่อดวงจันทร์ขึ้นใหม่ การใช้อุปกรณ์ภายในบ้าน แม้กระทั่ง การเข้าออกจากเมืองหนึ่ง ๆ เขาก็จะอธิษฐานด้วยการยืนกางแขน พูดเสียงดังๆ จะอธิษฐาน 9 โมงเช้า-บ่าย 3 โมง พวกฟาริสิก็จะยืนที่อยู่ตามท้องตลาด ตามท้องถนน อธิษฐานดังๆ เพื่อจะได้ยินกันไปทั่ว

คนอีกพวกคน หนึ่ง คือคนที่ยืนอธิษฐานในธรรมศาลา จะนานกว่าคำอธิษฐานที่เป็นปกติวิสัย 10 เท่า ซึ่งทำเป็นพิธีการ เพื่อโอ้อวด เท่านั้นเอง

แต่พระเจ้าไม่ต้องการให้เราเป็นเช่นนั้น เพราะมันเป็นการอธิษฐานที่พูดพร่อยๆ ไพเราะเพราะพริ้งแต่ปราศจากใจสรรเสริญ อย่าง แท้จริง จริงใจ เพราะพระคริสต์ มิได้ประนามการประชุม ในที่ สาธารณชน แต่ประนามการต้องการคำเยินยอ โอ้อวด พระองค์จะทรงไม่พอพระทัย และพระคริสต์สนับสนุนอธิษฐานในที่มิดชิด (มธ6: 5-6)

อีกอย่างการอธิษฐานมิใช่ให้พระเจ้ากระทำตามความปราถนาของเรา หรือให้คำอธิษฐานเป็น เครื่องมือบังคับพระองค์ (ข้อ มธ6: 8-10) แต่การอธิษฐานควรเป็นการสำแดงความพร้อมที่จะติดต่อพระองค์ และพร้อมให้น้ำพระทัยพระองค์สำแดงในชีวิตของเราทุกสิ่งพระเจ้ารู้ แต่พระองค์ให้เรา ขอเพื่อสำแดงความปรารถนาอยากติดต่อพระองค์

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

วัชพืชทั้ง7 ที่ทำลายชีวิตคริสเตียน ตอนที่ 6-1 วัชพืชเกาะที่ใจ ด้านการให้ การรับ

ใจเป็นที่มาของแหล่ง แห่งความจูงใจ (หรือ ท่าทีแรงผลักดันภายใน) เราต้องระวัง ท่าทีในการปรนนิบัติพระเจ้า อย่าทำเพราะแรงจูงใจผิด คือ การโอ้อวด หรือจะเอาชนะ หรือรู้สึกว่า เหนือผู้อื่น ในดำเนินชีวิตและการปรนนิบัติพระเจ้า ควรหลีกเลี่ยง สามเรื่อง ต่อไปนี้ (มธ.6:1-4)

เรื่องแรก “การทำทาน” ในภาษาเดิมใช้วลีความหมาย “ความชอบธรรมแห่งการกระทำ”

เรากระทำในพระนามพระเจ้าไม่ใช่ประกาศความดีของเรา เช่นการรับใช้ปรนนิบัติพระเจ้า และช่วยเหลือพี่น้อง (มัทธิว 61 “จงระวัง อย่ากระทำศาสนกิจเพื่ออวดคนอื่น ถ้าทำอย่างนั้นท่านจะไม่ได้รับบำเหน็จจากพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์) เราไม่ควรทำเพื่อโอ้อวด เพื่อต้องการคำชมเชย เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านจะไม่ได้รับบำเหน็จจากพระเจ้าเลย การทำหน้าที่ใด ๆ โดยปราศจากใจโอ้อวด เปรียบเทียบและดูหมิ่นผู้อื่น ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี การทำทานที่ดีที่สุดคือ มือขวาให้มือซ้ายไม่รู้ว่ามือขวาทำ ให้มือซ้าย มือขวาลืม และให้ลืมว่าให้ใคร เพื่อจะได้ไม่หวังการตอบแทน และให้โดยไม่หวังว่าจะได้คืน เพราะเราให้พระเจ้า เราควรมีจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีแรงจูงใจใดๆแอบแฝง

หากเรา มีแรงจูงใจไม่สะอาด เป็นผู้หวังการตอบแทน เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ทำอะไรหวังผลตามมา แจงจูงใจไม่บริสุทธิ์ หวังเพื่อคนจะชม และต้องการคำสรรเสริญ จิตใจที่มั่นคงปกติ ในการ ให้ ด้วยใจบริสุทธิ์ก็จะหายไปใจเป็นที่มาของแหล่ง แห่งความจูงใจ (หรือ ท่าทีแรงผลักดันภายใน) เราต้องระวัง ท่าทีในการปรนนิบัติพระเจ้า อย่าทำเพราะแรงจูงใจผิด คือ การโอ้อวด หรือจะเอาชนะ หรือรู้สึกว่า เหนือผู้อื่น ในดำเนินชีวิตและการปรนนิบัติพระเจ้า ควรหลีกเลี่ยง สามเรื่อง ต่อไปนี้ (มธ.6:1-4)

เรื่องแรก “การทำทาน” ในภาษาเดิมใช้วลีความหมาย “ความชอบธรรมแห่งการกระทำ”

เรากระทำในพระนามพระเจ้าไม่ใช่ประกาศความดีของเรา เช่นการรับใช้ปรนนิบัติพระเจ้า และช่วยเหลือพี่น้อง (มัทธิว 61 “จงระวัง อย่ากระทำศาสนกิจเพื่ออวดคนอื่น ถ้าทำอย่างนั้นท่านจะไม่ได้รับบำเหน็จจากพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์) เราไม่ควรทำเพื่อโอ้อวด เพื่อต้องการคำชมเชย เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านจะไม่ได้รับบำเหน็จจากพระเจ้าเลย การทำหน้าที่ใด ๆ โดยปราศจากใจโอ้อวด เปรียบเทียบและดูหมิ่นผู้อื่น ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี การทำทานที่ดีที่สุดคือ มือขวาให้มือซ้ายไม่รู้ว่ามือขวาทำ ให้มือซ้าย มือขวาลืม และให้ลืมว่าให้ใคร เพื่อจะได้ไม่หวังการตอบแทน และให้โดยไม่หวังว่าจะได้คืน เพราะเราให้พระเจ้า เราควรมีจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีแรงจูงใจใดๆแอบแฝง

หากเรา มีแรงจูงใจไม่สะอาด เป็นผู้หวังการตอบแทน เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ทำอะไรหวังผลตามมา แรงจูงใจไม่บริสุทธิ์ หวังเพื่อคนจะชม และต้องการคำสรรเสริญ จิตใจที่มั่นคงปกติ ในการ ให้ ด้วยใจบริสุทธิ์ก็จะหายไป

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วัชพืชทั้ง7 ที่ทำลายชีวิตคริสเตียน ตอนที่ 5 วัชพืช เกาะที่ ความคิด

ท่านรู้ไหมว่า ทำไม กุ๊ก ที่ทำอาหาร และคนทำพิชซ่าในร้านพิซซ่า ทั้งหญิงและชาย จึงต้องใส่หมวก?

เพราะ เขากลัว รังแค เศษผม ตกลงไปในชามอาหารที่ปรุงสิครับ  ปัจจุบัน แชมพูแทบทุกยี่ห้อ บอกสรรพคุณว่า แก้รังแคได้ มีตั้งแต่แบบอ่อนๆจนถึง แบบอย่างแรง…  รังแค ที่ศรีษะ เป็นสิ่งที่ต้องระวัง และรักษาทุกวัน เพราะอาการคันและเศษรังแคทางหนังศรีษะ  บางคนมีมาก และตกหล่นลงบนไหล่ คอเสื้อ ทำให้เสียบุคลิกภาพได้

แต่ รังแคหรือ วัชพืชในสมอง ในความคิด  มันเกิดขึ้นได้ทุกวันเช่นกัน หากเราไม่ขจัดออกไป   ทุกวัน เราได้เห็น ได้ยิน ได้รับข้อมูลข่าวสารต่างๆ  หากเราไม่รู้จักเป้าหมายของชีวิต จุดประสงค์แต่ละวันในการ ดำเนินชีวิต เราก็จะรับทุกอย่างเข้ามาในความคิด   หากเราไม่รู้ว่าสิ่งไหนควรคิดสิ่งไหนไม่ควรคิด เราจะมีรังแคในสมองเต็มไป

ดังที่ได้กล่าว รังแคท่านสามารถปัดหวีผม ขจัดมันได้ทุกวัน แต่วัชพืช ในความคิดที่เต็มไปด้วย การตอบโต้ ความโกรธ ไม่พอใจ การแก้แค้น ความคิดอาฆาต ไม่ให้อภัย  มันทำให้ท่าน มีใบหน้า โศกเศร้า หมองคล้ำ ทานไม่ได้ นอนไม่หลับ แต่ละวัน ท่านไม่ได้จัดการถอดถอน ต้นวัชพืชในความคิดที่กำลังเจริญขึ่นทุกวัน   มันจะเจริญเติบโตงอกงาม อย่างรวดเร็วในความคิดและอารมณ์ของท่าน

เรื่อง อารมณ์ทางความคิดจึงสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องความโกรธ เมื่อ มีคนทำผิดต่อเรา ก็ไม่ควร และอย่าสู้กับ คนชั่ว  เราควรทำดีต่อ ผู้ที่ทำผิดกับเรา ด้วยเช่นกัน  “ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า ตาแทนตา และฟันแทนฟัน   ฝ่ายเราบอกท่านว่า อย่าต่อสู้คนชั่ว ถ้าผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน ก็จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย มธ 5: 38-39”

ความคิดที่ให้อภัย  คือการคิดที่มอบทุกอย่างให้กับพระเจ้า  จะทำให้เรามีชีวิต

ทุกๆวัน อย่าให้ความคิดที่โกรธ อาฆาต (วัชพืชต้นไม้ ที่ดูดดึง แย่งน้ำ สันติสุข ปุ๋ยฝ่ายวิญญาณ) ไปจาก ความคิด ที่สงบของเรา    ให้เรา วิ่งเข้าหาพระเจ้า มอบเรื่องการแก้แค้นไว้กับพระองค์ และพระเจ้าจะทรงฟังคำอธิษฐานผู้ที่ชอบธรรม นั่นหมายความว่า แม้ลูกพระเจ้าเองทำผิด พระองค์จะฟังฝ่ายที่ถูก อย่าให้เรา หมกมุ่นในการ แก้ต่างแทนตัวเอง แต่มอบการนั้นให้แก่พระเจ้า

คำสอนที่กล่าวว่า เมื่อถูกตบแก้มซ้ายจงหันแก้มขวาให้ คือ การไม่ยอมตอบโต้ เพื่อมอบการนั้นให้กลับพระเจ้า  เป็นผู้ตอบสนอง เพียงผู้เดียว  แต่ไม่ใช่ มาจากตัวของเรา

ระวังความคิดของเรา ที่จะมีความคิดที่ถูกต้องกับพระเจ้า และท่าทีต่อผู้ที่ทำร้ายเราถูกต้อง เพื่อบำเหน็จจะเป็นของเราด้วยเช่นกัน ท่านจำเป็นต้อง กำจัด วัชพืช สิ่งสกปรกออก จากสมองของท่าน เพื่อรอรับบำเหน็จรางวัลดีกว่า ครับ

 ท่านรู้ไหมว่า ทำไม กุ๊ก ที่ทำอาหาร และคนทำพิชซ่าในร้านพิซซ่า ทั้งหญิงและชาย จึงต้องใส่หมวก?

เพราะ เขากลัว รังแค เศษผม ตกลงไปในชามอาหารที่ปรุงสิครับ  ปัจจุบัน แชมพูแทบทุกยี่ห้อ บอกสรรพคุณว่า แก้รังแคได้ มีตั้งแต่แบบอ่อนๆจนถึง แบบอย่างแรง…  รังแค ที่ศรีษะ เป็นสิ่งที่ต้องระวัง และรักษาทุกวัน เพราะอาการคันและเศษรังแคทางหนังศรีษะ  บางคนมีมาก และตกหล่นลงบนไหล่ คอเสื้อ ทำให้เสียบุคลิกภาพได้

แต่ รังแคหรือ วัชพืชในสมอง ในความคิด  มันเกิดขึ้นได้ทุกวันเช่นกัน หากเราไม่ขจัดออกไป   ทุกวัน เราได้เห็น ได้ยิน ได้รับข้อมูลข่าวสารต่างๆ  หากเราไม่รู้จักเป้าหมายของชีวิต จุดประสงค์แต่ละวันในการ ดำเนินชีวิต เราก็จะรับทุกอย่างเข้ามาในความคิด   หากเราไม่รู้ว่าสิ่งไหนควรคิดสิ่งไหนไม่ควรคิด เราจะมีรังแคในสมองเต็มไป

ดังที่ได้กล่าว รังแคท่านสามารถปัดหวีผม ขจัดมันได้ทุกวัน แต่วัชพืช ในความคิดที่เต็มไปด้วย การตอบโต้ ความโกรธ ไม่พอใจ การแก้แค้น ความคิดอาฆาต ไม่ให้อภัย  มันทำให้ท่าน มีใบหน้า โศกเศร้า หมองคล้ำ ทานไม่ได้ นอนไม่หลับ แต่ละวัน ท่านไม่ได้จัดการถอดถอน ต้นวัชพืชในความคิดที่กำลังเจริญขึ่นทุกวัน   มันจะเจริญเติบโตงอกงาม อย่างรวดเร็วในความคิดและอารมณ์ของท่าน

เรื่อง อารมณ์ทางความคิดจึงสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องความโกรธ เมื่อ มีคนทำผิดต่อเรา ก็ไม่ควร และอย่าสู้กับ คนชั่ว  เราควรทำดีต่อ ผู้ที่ทำผิดกับเรา ด้วยเช่นกัน  “ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า ตาแทนตา และฟันแทนฟัน   ฝ่ายเราบอกท่านว่า อย่าต่อสู้คนชั่ว ถ้าผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน ก็จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย มธ 5: 38-39”

ความคิดที่ให้อภัย  คือการคิดที่มอบทุกอย่างให้กับพระเจ้า  จะทำให้เรามีชีวิต

ทุกๆวัน อย่าให้ความคิดที่โกรธ อาฆาต (วัชพืชต้นไม้ ที่ดูดดึง แย่งน้ำ สันติสุข ปุ๋ยฝ่ายวิญญาณ) ไปจาก ความคิด ที่สงบของเรา    ให้เรา วิ่งเข้าหาพระเจ้า มอบเรื่องการแก้แค้นไว้กับพระองค์ และพระเจ้าจะทรงฟังคำอธิษฐานผู้ที่ชอบธรรม นั่นหมายความว่า แม้ลูกพระเจ้าเองทำผิด พระองค์จะฟังฝ่ายที่ถูก อย่าให้เรา หมกมุ่นในการ แก้ต่างแทนตัวเอง แต่มอบการนั้นให้แก่พระเจ้า

คำสอนที่กล่าวว่า เมื่อถูกตบแก้มซ้ายจงหันแก้มขวาให้ คือ การไม่ยอมตอบโต้ เพื่อมอบการนั้นให้กลับพระเจ้า  เป็นผู้ตอบสนอง เพียงผู้เดียว  แต่ไม่ใช่ มาจากตัวของเรา

ระวังความคิดของเรา ที่จะมีความคิดที่ถูกต้องกับพระเจ้า และท่าทีต่อผู้ที่ทำร้ายเราถูกต้อง เพื่อบำเหน็จจะเป็นของเราด้วยเช่นกัน ท่านจำเป็นต้อง กำจัด วัชพืช สิ่งสกปรกออก จากสมองของท่าน เพื่อรอรับบำเหน็จรางวัลดีกว่า ครับ

 เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Powered by www.477internet.com