ชีวิตที่เคยล้มลงของแคทเธอรีน คูลห์แมน

11 ก.พ. 1891 — 9 พ.ค.1907 ช่วงชีวิตของ Kathryn Johanna Kuhlman บุตรของ Joseph Adolph Kuhlman กับ Emma Walkenhorst ที่เมือง คอนคอร์เดีย รัฐมิสซูรี่ พี่สาวของเธอชื่อ Myrtle Kuhlman แต่งงานกับ Everett Parrot ฤดูใบไม้ร่วง ปี 1921 แคทเธอรีน คูลห์แมน บังเกิดใหม่ที่ คจ.เมทธอดิสท์ ประมาณปี 1924 แคทเธอรีนร่วมกับพี่สาวและพี่เขยเดินทางไปประกาศที่รัฐวอชิงตันและโอเรกอน ตอนนั้นเธอได้มีโอกาสเทศนาบ้างเป็นครั้งคราว จนปี 1928 เธอเริ่มต้นพันธกิจของตัวเองที่เมืองบอยเซ่ รัฐไอดาโฮ จนถึงปี 1933 ที่เมืองพิวโบล รัฐโคโรลาโด้ เธอได้จัดการประชุม ฟื้นใจ และดำเนินติดต่อกันเป็นเวลานานถึง 6 เดือน ต่อมาวันที่ 27 ส.ค. 1933 – จัดการประชุมที่เดน เวอร์เป็นครั้งแรกและดำเนินยาวนานเป็นเวลา 5 ปี และเริ่มต้นจัดรายการ วิทยุเป็นครั้งแรก ชื่อว่า KVOD จนวันที่ 28 ธ.ค. 1934 — คุณพ่อถูกรถชน และเสียชีวิตในอีก 2 วันต่อมา โดยไม่ได้เห็นหน้าเธอเป็นครั้งสุดท้ายต่อมา 25 ก.พ. 1935 หน่วยงาน Denver Revival Tabernacle ได้ก่อตั้งขึ้น โดยมี แคทเธอรีน คูลห์แมน เป็นผู้อำนวยการการก่อตั้งอาคาร ซึ่งสร้างแล้ว เสร็จในเดือนมิถุนายน ปี1936 คุณแม่ของเธอบังเกิดใหม่และรับบัพติสมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ขณะร่วมการประชุมของเธอที่เมืองเดนเวอร์เหตุการเริ่มแปรผันเมื่อเธอหันจากการทรงเรียกของพระเจ้า ต้นปี 1937 Burroughs Waltrip ผู้ประกาศหนุ่มรูปหล่อชาวเมืองเท็กซัส ซี่งเป็นหนึ่งในนักเทศน์รับเชิญหลายคนที่ถูกเชิญให้มาเทศนา มาเยี่ยม Denver Revival Tabernacle เป็นครั้งแรก หลังจากนั้นในปลายปีเดียวกัน เขาฟ้องหย่าภรรยาคนแรกของเขา เขาทิ้งเธอพร้อมลูกชายเล็ก ๆ 2 คน และมาเริ่มต้นพันธกิจใหม่ของตัว เอง ตั้งชื่อว่า Radio Chapel ที่เมืองเมสันซิตี้ รัฐไอโอว่า เดือนกรกฎาคม 1938 – แคทเธอรีน คูลห์แมนได้รับเชิญให้มาเทศนาที่ Radio Chapel ปรากฏว่าสองคนเริ่มมีความสัมพันธ์ ลึกซึ้งต่อกัน จนวันที่ 18 ต.ค.1938 แคทเธอรีนได้แต่งงานกับ Burroughs Waltrip ที่เมืองเมสันซิตี้Radio Chapel ถูกปิดหลังจากนั้นไม่นาน และทั้งคู่ต้องจากไอโอว่าไปอยู่ที่อื่น จนปี 1943 ข่าวเรื่องการแอบแต่งงานอย่างไม่ถูกต้องของทั้งสองรั่วออกไป ทำให้การ ประชุมต้องถูกยกเลิกไป ทั้งคู่ย้ายไปอยู่อพาร์ทเมนท์ ที่เมืองลอสแองเจลลิส รัฐคาลิฟอร์เนีย ที่นั่นเองที่แคทเธอรีนมีประสบการณ์ตายต่อตัวเอง เธอ รู้สำนึกผิดและตัดสนใจทิ้งสามีของเธอ ซื้อตั๋วรถไฟเที่ยวเดียวไปเมืองแฟลงคลิน รัฐเพนซิลวาเนีย โดยไม่กลับมาหาและติดต่อชายที่เธอแต่งงานด้วยอย่างไม่ถูกต้องอีกเลยตลอดชีวิตเธอซื้อตั๋วรถไปเที่ยวเดียวจริงๆ และไม่คิดหันหลังกลับมาอีก ชีวิตเธอมอบให้กับพระองค์ กลับมาสู่การทรงเรียกอีกครั้งอย่างแท้จริงพายุเริ่มโหมเข้ามา ปี 1945 อีกสองปีหลังเธอกลับใจใหม่ จากความบาปล่วงประเวณี เธอถูกพาดหัวในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นว่าหย่ากับสามี ทั้งที่ขณะนั้นวอลทริบยังไม่ได้ยื่นขอหย่ากับเธอเลยตามกฏหมาย จึงต้องกลับไปเพนซิลวาเนีย จากนั้นเมื่อเธอเดินทางไปที่ไหน เริ่มจัดประกาศ เมื่อถีงวันงานหนังสือพิมพ์ หรือนักข่าว บางครั้งก็เป็นคริสตจักร ได้ออกข่าวโจมตี เธอว่าเคยแต่งานและหย่า จึงทำไห้งานประกาศ งานประชุมของเธอเลิกจัดกลางครัน บางครั้งเธอย้ายไปอีกเมืองหนึ่ง และเริ่มจัดการประชุมใหม่ ใกล้ถึงเวลางานปรากฏว่าข่าวเรื่องการหย่ากับสามี ก็ตามไปถึงที่นั่น เธอก็งดจัดการประชุมอีก ผลจากการกลับใจใหม่ของเธอ และละทิ้งกับความบาปในอดีต แม้พระเจ้ายกโทษให้แก่เธอ แต่ว่านักข่าว คริสตชน ไม่ยอมที่จะให้โอกาสเธอเสียแล้ว เธอต้องย้ายถิ่นฐานบ่อย ๆ เพราะอยากหลบคำกล่าวหาจากอดีต และเธอต้องพิสูจน์ การกลับใจใหม่ไปอีกนาน โดยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะผ่านพ้นสถานการณ์นี้พระเจ้ามีเวลาของพระองค์ ก.พ. 1946 –เธอเริ่มเช่าสถานที่ของ Gospel Tabernacle จาก M.J. Maloney เธอเริ่มต้นออกอากาศรายการวิทยุ และต่อมา เธอเริ่มสนใจเรื่องการรักษาโรค จึงเดินทางไปดูตามที่ต่าง ๆ ที่มีการจัดครูเสด รักษาโรค และเธอเริ่มศึกษาค้นคว้าพระคัมภีร์อย่างจริงจังเกี่ยวกับเรื่องพระวิญญาณ บริสุทธิ์ต่อมา พ.ย. 1946 – เธอ ได้พบกับหญิงม่าย 2 คน ซึ่งได้ชวนให้แคทเธอรีนไปอยู่ด้วย ต่อมาหญิงม่ายคนหนึ่งตาย อีกคนกลายเป็นเลขาฯ ส่วนตัวของ แคทเธอรีนตลอดชีวิตของเธอ จนเดือน เมษายน 1947 -เธอ เริ่มสอนเรื่องพระวิญญาณ จากนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นพยานว่าได้รับการรักษาโรค อีกไม่นานต่อมาก็มีการหายโรคครั้งที่สอง จนปี 1948 วอลทริบ สามีเธอ ขอหย่าอย่างเป็นทางการ โดยมีเพื่อนสนิทของทั้งสองเป็นผู้เดินเรื่องให้อย่างลับ ๆ จนวันที่ 4 ก.ค. 1948 – เธอจัดการประชุม Miracle Crusade เป็นครั้งแรก จากนั้นก็จัดติดต่อกันเป็นเวลา 20 ปี ห้องประชุมล้นและเกิดการอัศจรรย์ตั้งแต่ครั้งแรกของการประชุม และปี 1973 — ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิต ทางด้านมนุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยออรัล โรเบิร์ท แคทเธอรีน เสียชีวิตในวันที่ 20 ก.พ. 1976 เนื่องจากหัวใจล้มเหลวจากบทเรียนนี้ แม้จะพลาดออกจากเส้นทางของพระเจ้า บาปหนักแค่ไหน มนุษย์รังเกียจ และจะไม่มีโอกาสให้ได้ยืนหยัด แต่ผลจากการกลับใจใหม่ของท่าน ก็จะเป็นที่ประจักษ์ และสามารถรับใช้ในงาน อันยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งได้ เหมือนแคทเธอรีน คูลห์แมน ผู้ที่ตีตั๋วรถไฟเที่ยวเดียว ออกจากชีวิตเก่า และไม่ตีตั๋กลับอีกเลย พระเจ้ารอทุกคนอยู่ครับ เขียนโดย อาจารย์เจริญ...

Read More

ดนตรีที่แช่ในการทรงสถิตจะนำการเยียวยาอย่างไร?

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ทาง RMC Soaking Centre หรือเรียกในภาษาไทยคือ “ศูนย์แม่น้ำแห่งชีวิต” ได้ทำพันธกิจเกี่ยวกับดนตรีบำบัด โดยใช้เพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักและถ้อยคำที่พระเจ้าพูดกับเรา ซึ่งจะต่างกับเรานมัสการพระเจ้า คือเราเป็นฝ่ายรับความรักจากพระเจ้าแทนที่จะพยายามรักพระเจ้า ซึ่งเป็นธรรมดาที่ชีวิตของเราจะมีทั้งการให้และการรับ บทเพลงที่ใช้ที่กล่าวมาทั้งหมด ล้วนมาจากแนวทางของพระวจนะ คือบทเพลงที่มีเนื้อหาการพูดหรือสอนจากพระวจนะพระเจ้ามาหนุนใจ โดยใช้คำพูดง่ายๆ หรือการเปิดเพลงที่มีเนื้อหาที่พระเจ้าพูดกับเรา การใช้เสียงเพลงนั้นมีผลต่อชีวิตคริสเตียนหรือไม่? แท้จริงแล้วเสียงเพลงนั้นมีบทบาทต่อชีวิตคริสเตียนมาก เพราะในพันธสัญญาเดิม กษัตริย์ดาวิดได้ใช้เสียงเพลงในการระบายความในใจและนมัสการร้องทูลต่อพระเจ้า และในพันธสัญญาใหม่ พระเยซูคริสตร์ได้กล่าวว่า การนมัสการนั้นต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง (ยน 4:24) ด้วยเหตุนี้เสียงเพลงจึงเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเรา เสียงเพลงนั้นมีผลต่อร่างกาย เพราะตัวโน็ตของดนตรีนั้นมีระบบระเบียบและแบบแผนที่ชัดเจน ดังนั้นเสียงเพลงจึงมีผลต่ออัตราของการเต้นของหัวใจ ชีพจรและการไหลเวียนของโลหิต การตอบสนองของเซลล์ประสาท ม่านตาและอารมณ์ ซึ่งนำไปสู่การมีสมาธิ สติสัมปชัญญะ ดนตรีที่นำการทรงสถิตนั้นจะนำไปสู่จินตนาการและการเคลื่อนไหวของพระวิญญารบริสุทธิ์ หรือเรียกว่า การเทพระสิริของพระเจ้าลงมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่วงทำนองของเสียงเพลงนั้น จะเป็นการระบายอารมณ์ ความรู้สึกส่วนลึกของจิตใจ ขจัดความวิตกกังวลและการผ่อนคลาย หรือทำให้การจดจ่อที่ปัญหาน้อยลงไปจดจ่อที่ท่วงทำนองอันไพเราะของเสียงเพลงแทน การบำบัดด้วยเสียงเพลงที่นำการทรงสถิตคืออะไร? คือการนำเสียงเพลงที่กล่าวถึง พระลักษณะเกี่ยวกับความรัก ความบริสุทธิ์ ความอ่อนโยนและการรักษาเยียวยาของพระเจ้าให้ซึมซับเข้าไปในจิตใจและจิตวิญญาณ เพราะระหว่างสัปดาห์เราทั้งหลายได้รับผลกระทบจากคน สภาวะแวดล้อมและเหตุการณ์ต่างๆ ประโยชน์ของดนตรีบำบัด ช่วยกระตุ้นทักษะในการรับรู้และการจำ อีกทั้งลดอาการเจ็บปวด ห่อเหี่ยวและท้อแท้ได้ อีกทั้งยังได้เพิ่มการสร้างสมาธิแบบง่ายที่สุด เนื่องจากคริสตชนทุกคนล้วนต้องการมีสมาธิในการนมัสการและอธิษฐาน หรือการอ่านพระคัมภีร์  เขียนโดย อาจารย์ เจริญ...

Read More

ประวัติ อ.เจริญ ยธิกุล คริสตจักรพันธกิจแม่น้ำ และมูลนิธิพันธกิจแม่น้ำ

ประวัติ อ.เจริญ ยธิกุล อาจารย์ เจริญ ยธิกุล  ท่านสำเร็จจากสถาบัน พระคริสธรรม กรุงเทพฯ BBS และหลังจากนั้นได้รับใช้พระเจ้า ที่คริสตจักรใจสมาน กรุงเทพฯ นานมากกว่า10 ปี  พระเจ้าทรงนำท่านได้อบรมต่อ ด้าน การ ฟังเสียงพระเจ้า การอธิษฐานด้วยการบำบัดเยียวยา และการเผยวจนะ การใช้ของประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่สถาบัน Nehemiah Ministry แอตแลนต้า จอร์เจีย สหรัฐอเมริกา กับวิทยากรหลายท่าน เช่น แรนดี้ คลาร์ค (Randy Clark) บิล จอห์นสัน (Bill Johnson) บ็อบบี้ คอนเนอร์ Bobby Corner ไมเคิล เอลลิส (Michael Ellis)และ จอห์น พอลล่า แซนด์ฟอร์ด (John Paula Sandford) ผู้ก่อตั้ง Elijah House และ Henry Mavada ปัจจุบัน อ.เจริญ เป็นผู้นำกลุ่มพันธกิจคริสตจักรแม่น้ำ และได้รับเชิญเป็นวิทยากรในการประชุม สัมนา อบรม ในกรุงเทพฯและทุกภาคในประเทศไทย เพื่อช่วยฝึกฝน และเข้าใจหลักการพื้นฐานในการดำเนินชีวิต จนถึงการรู้จักการทรงเรียกในของประทาน และรับใช้ตามการทรงเรียก ของพระเจ้า ประวัติคริสตจักรพันธกิจแม่น้ำ และมูลนิธิพันธกิจแม่น้ำ       ในปี 2005  พระเจ้าทรงนำ อาจารย์เจริญและครอบครัวแสวงหาพระเจ้า และกลุ่มผู้ที่มีค่านิยมเดียวกันในเรื่องการฟังเสียงพระเจ้า การอธิษฐานด้วยการเยียวยา และการเผยวจนะก็ได้ก่อตัวขึ้น พวกเราเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่มีโอกาสเดินทางไปสอน อบรม ในจังหวัดต่างๆ ทั้งวันธรรมดาและวันอาทิตย์ จนต่อมาก็มีผู้ที่มีค่านิยมเดียวกับเรามาร่วมกลุ่มมากขึ้น บวกกับมีผู้กลับใจใหม่มาเชื่อผ่านกลุ่มของเรา ทำให้กลุ่มขยายมากยิ่งขึ่น อีกทั้งพระเจ้าได้ทรงนำให้พวกเราเริ่มพันธกิจเกี่ยวกับสถานีวิทยุออนไลน์ การนมัสการด้วยการทรงสถิตและการเปิดศูนย์แม่น้ำแห่งชีวิต (RMC Soaking Center)  เพื่อเป็นพระพรสำหรับผู้ที่ต้องการพักสงบ ฟังเสียงพระเจ้า และรับการอบรมด้านการเยียวยา ปกป้องและช่วยเหลือผู้อื่น ด้วยการอธิษฐาน       จนปี 2012  พวกเราจึงตัดสินใจที่จะเลี้ยงดูผู้เชื่อ สร้างสาวกให้ประกาศพระกิตติคุณและปลดปล่อยเยียวยาได้ เราจึงได้เริ่มก่อตั้งเป็นคริสตจักร  รวมไปถึงมูลนิธิ พันธกิจแม่น้ำขึ้นมา       ขอขอบคุณ เพื่อนผู้รับใช้และคริสตจักรต่างๆ ที่มีส่วนสนับสนุนพวกเราและหวังว่าพวกเราจะเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ปรนนิบัติท่านทุกคน...

Read More

เรือไททานิค

ปีนี้มีภาพยนตร์ 3 มิติที่กลับมาเป็นที่ฮือฮากันอีกครั้ง คือเรื่องไททานิค ซึ่งเป็น ภาพยนตร์ที่เคยฉายมาก่อนแล้วหลายสิบปีก่อน จึงอยากนำบทเรียน ข้อคิดจากเรือไททานิคมาเสนอแก่พวกเรา บทเรียนแรก คือ ความยิ่งใหญ่ที่สูญเปล่าในท้องทะเล วันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ. 1911 เรือไททานิคถูกปล่อยลงน้ำเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลกในยุคนั้น มีความยาว 268 เมตร กว้าง 28 เมตร และความสูงถึงห้องควบคุมเรือที่อยู่บนดาดฟ้า 30 เมตร พิธีปล่อยเรือถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และมีผู้เข้าชมถึง 100,000 คน เรือไททานิคบรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือได้เต็มที่ถึง 3,547 คน ค่าก่อสร้างสูงถึง 7,500,000 ดอลลาร์ และค่าตกแต่งอีก 2,500,000 ดอลลาร์ รวมเป็น 10 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถ้าคิดเทียบเป็นค่าของเงินในปัจจุบันจะเป็นมูลค่าถึง 400 ล้านดอลลาร์ (ราวสองหมื่นล้านบาท) ทีเดียว วันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 1912 เรือไททานิคออกเดินทางเที่ยวปฐมฤกษ์จากท่าเรือเซาแธมป์ตันในอังกฤษ โดยมีจุดหมายปลายทางคือเมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ผู้โดยสารในเที่ยวนั้นประกอบด้วยบุคคลชั้นสูงในวงสังคมของอังกฤษ ยุโรป และสหรัฐอเมริกาจำนวนมาก แต่การเดินทางกลับเป็นการเดินทางที่นำไปสู่หายนะ เพราะความประมาทของมนุษย์ บทเรียนที่สอง คือ ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ เรือไททานิค “เรือที่ปลอดภัยที่สุดในโลก และได้สมญานามว่าเป็นเรือที่ไม่มีวันจม” แต่ในการเดินทางเที่ยวแรกเรือไททานิคก็ต้องจมลง เพราะความประมาทของมุษย์ คือกัปตันเรือที่ประมาทคิดว่าเรือมีความแข็งแรงพอ เพราะเหล็กหุ้มเรือไททานิคนั้นหนาประมาณหนึ่งฟุต แต่กลับต้องพ่ายแพ้กับภูเขาน้ำแข็งซึ่งกัปตันมองเห็นไม่ทัน เลยไม่สามารถนำเรือหลบได้ แล้วจะนับประสาอะไรกับมนุษย์ที่ปราศจากพระเจ้า ไม่พึ่งการทรงนำจากพระองค์ในแต่ละวันและดำเนินชีวิตด้วยความรอบคอบ บทเรียนที่สาม คือ ผู้ที่รู้จักพระเจ้ากับคุณค่าของหัวใจ คุณทวีชัย เอื้ออริยกุล ได้เล่าเขียนในบทความหนึ่งว่า ในคืนวันที่ 14 เมษายน ค.ศ.1912  บนเรือกลไฟ “ไททานิค” (Titanic) หนึ่งในผู้โดยสารที่เสียชีวิต คือ ศาสนาจารย์จอห์น ฮาร์เปอร์ (Rev. John Harper) ซึ่งกำลังเดินทางไปรับตำแหน่งศิษยาภิบาลที่โบสถ์แห่งหนึ่งในเมืองชิคาโก (Moody Memorial  Church) ขณะที่เรือไททานิคกำลังจะจม ศจ.จอห์น ฮาร์เปอร์ ได้พยายามขอร้องผู้โดยสารให้เสียสละให้กับสตรีและเด็กให้ลงเรือเล็กก่อน อีกทั้งยังขอร้องบรรดาผู้รับเชื่อพระเจ้าแล้วให้เสียสละห่วงชูชีพให้กับผู้ที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า ขณะที่ ศจ.จอห์น ฮาร์เปอร์ กำลังลอยคออยู่ในทะเลอันเยือกเย็น ท่านได้พบกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ต้องมาประสบชะตาชีวิตเหมือนกับท่านในขณะนี้ ศจ.จอห์น ฮาร์เปอร์ ได้ถามเด็กหนุ่มคนนั้นว่า “ท่านได้รับความรอดจากพระเยซูคริสต์แล้วหรือยัง” เด็กหนุ่มคนนั้นตอบท่านว่า “ยัง” ทันใดนั้นก็มีคลื่นลูกหนึ่งได้มาทำให้เขาทั้งสองต้องแยกจากกัน แต่ ศจ.จอห์น ฮาร์เปอร์ ก็พยายามว่ายไปหาเด็กหนุ่มคนนั้นแล้วถามว่า “เธอคืนดีกับพระเจ้าแล้วหรือยัง” เด็กหนุ่มคนนั้นก็ตอบเหมือนว่า “ยัง” แล้วคลื่นอีกลูกหนึ่งก็ทำให้เขาต้องแยกกันอีก ส่วน ศจ.จอห์น ฮาร์เปอร์ ก็ไม่ละความพยายามว่ายไปหาเขาอีกครั้งแล้วบอกกับเขาว่า “พระเยซูคริสต์เป็นทางนั้น” พร้อมกับยื่นไม้กระดานแผ่นที่ท่านใช้เกาะอยู่ให้กับเด็กหนุ่มคนนั้น แล้วท่านก็จมหายไปในทะเลพร้อมกับเรือไททานิคซึ่งได้ชื่อว่าเรือที่ไม่มีวันจม หลังจากนั้นสองอาทิตย์เด็กหนุ่มคนที่ได้รับการช่วยเหลือจากศจ.จอห์น ฮาร์เปอร์ก็ได้ยืนขึ้นเป็นพยานที่โบสถ์แห่งหนึ่งในเมืองนิวยอร์กว่า “ขอบคุณพระเจ้า ข้าพเจ้าเป็นผลสุดท้ายของศจ.จอห์น ฮาร์เปอร์ ท่านเป็นผู้นำข้าพเจ้าสู่สวรรค์” บทเรียนที่สี่ คือ บทเรียนแห่งบทเพลง บทเพลงที่ร้องขณะเรือกำลังจม นักสีไวโอลีน ได้บรรเลง Nearer my God to thee เพลงนี้ความจริงเป็น Hymn เพลงสวดคริสเตียน เก่าแก่ แต่งขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 19 โดย Sarah Flower Adams หลังจากนี้เพลงนี้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเนื่องจาก ไททานิค เนื้อหาจากบทเพลงนี้กำลังสอนว่า ขณะกำลังจะสิ้นหวัง เราจะมั่นคงในการใกล้ชิดพระองค์ วันนี้แม้ยังไม่สิ้นลมท่านควรเข้าหาพระองค์จะดีกว่าครับ ลองดูยูทูปข้างล่าง       เฝ้าชิดสนิทพระเจ้า 1.    เฝ้าชิดสนิทพระเจ้า ยิ่งใกล้ยิ่งดี   แม้ยากลำบากเพียงไร ใจอยากอยู่ใกล้ Nearer, my God, to Thee, nearer to Thee! E’en though it be a cross that raiseth me; ความทุกข์เดือดร้อนหมดไปเพราะว่าอยู่ใกล้พระเจ้า  ยิ่งใกล้พระองค์ยิ่งดี อยู่ใกล้พระเจ้า Still all my song shall be, nearer my God to Thee Nearer my God to Thee, Nearer to Thee 2.แม้ว่าข้าได้เหินห่าง จากทางพระเจ้า    ดวงใจอ้างว้างเปลี่ยวเปล่า จิตใจโศกเศร้า Though like the wanderer, the sun gone down, Darkness be over me, my rest a stone เมื่อนั้นใจข้าต้องการ อยากใกล้พระเจ้านานนาน  ยิ่งใกล้พระองค์ยิ่งดี อยู่ใกล้พระเจ้า Yet in my dreams I’d be, nearer my God to Thee Nearer my God to Thee, Nearer to Thee 3.ยามทุกข์ลำบากเช่นนี้ ยังโปรดปรานี  เปิดทางสวรรค์ให้มีบันไดจากฟ้า There let the way appear, steps unto heav’n; All that thou sendest me, in mercy giv’n; เห็นทูตสวรรค์ลงมาเรียกข้าให้เข้าไปใกล้  ยิ่งใกล้พระองค์ยิ่งดี อยู่ใกล้พระเจ้า Angels to beck-on me, nearer my God to Thee Nearer my God to Thee, Nearer to Thee 4. แล้วข้าจึงเห็นสว่าง ทางของพระเจ้า    ความยากลำบากบางเบาเมื่อใกล้พระองค์  Then, with my walking tho’ts bright with thy praise Out of my stony griefs bethel I’ll rest; ข้าจะร้องเพลงสรรเสริญเฝ้าใกล้พระเจ้าทุกที  ยิ่งใกล้พระองค์ยิ่งดี อยู่ใกล้พระเจ้า So by my woes to be nearer my God to Thee Nearer my God to Thee, nearer to Thee ขอขอบคุณ จากข้อมูลจาก “นิตยสารมิชชัน CCM” ฉบับเดือนมิถุนายน 1998 จากหน้งสือพระคริสตธรรมประทีป ฉบับที่ 264 เดือนกันยายน-ตุลาคม1998 จากเวปไซท์...

Read More

ครอบครัวจำเป็นต้องสำแดงรักแท้ของพระเจ้าแก่สังคม ตอนที่ 1

1. สามีภรรยาควรตั้งใจอยู่ด้วยกัน ไม่มีคำว่า ‘เลิก’ ความรักเกิดขึ้นได้โดยอาศัยเวลาที่ยาวนาน เกิดความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ทั้งยอมรับข้อผิดพลาดกันและกันได้ 2 ความรักที่แท้จริงจะสงบเงียบ ปลอดโปร่ง สามารถพึ่งพาได้ ยกย่อง อิ่ม ปิติสมบูรณ์เมื่ออยู่ด้วยกัน        และมิใช่อารมณ์หวือหวา ข้อคิด ทำไมสามีหรือภรรยาปล่อยอารมณ์ระเบิดใส่กัน ไม่ใช่เขาไม่รัก แต่เพราะเขาเชื่อว่าคุณจะยกโทษให้ หากทำกับคนอื่นโดนติหนิหรือทำร้ายแน่ แต่กลับกันหลายคู่กับตอบโต้ เรื่องจึงใหญ่โต 3 ความรักที่แท้จริง คือ การมองดูอีกฝ่ายได้อย่างชัดแจ้งและตระหนักว่าทั้งสองมีข้อดีข้อเสียและยอมรับข้อผิดพลาดของกันและกันได้ 4 ความรักแท้ คือ การร่วมทุกข์ด้วยกัน แต่การหลงเป็นเพียงการร่วมสุขด้วยกันเท่านั้น พิสูจน์รักแท้ได้อย่างไร? รักแท้เป็นความรักที่เสริมสร้างและเป็นพลัง โรม.8:37 แต่ว่าในเหตุการณ์ทั้งปวงเหล่านี้ เรามีชัยยิ่งกว่าผู้พิชิตโดยพระองค์ผู้ได้ทรงรักเราทั้งหลาย รักแท้คือรางวัลที่พระเจ้าประทานให้แก่เรา ฉะนั้นจงมอบรางวัล คำชม เวลาพักผ่อนให้ครอบครัว รักแท้คือการอดทนนาน (อฟ.4:2 คือจงมีใจถ่อมลงทุกอย่างและใจอ่อนสุภาพ อดกลั้นไว้นาน และอดทนต่อกันและกันด้วยความรัก) หากถามว่า ภรรยาหรือลูกทำผิดต่อคุณกี่ครั้ง ควรตอบว่าไม่มีเลย เพราะ 1 ปต. 4:8 กล่าวว่า ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดก็จงรักซึ่งกันและกันให้มาก ด้วยว่าความรักก็ปกปิดความผิดไว้มากหลาย หากคุณทนไม่ได้ หมายความว่าความรักของคุณอ่อนแอลงแล้ว แต่เราสามารถกลับใจใหม่ได้ เราสามารถอธิษฐานสารภาพ ให้อภัย ยกโทษที่ความรักของคุณน้อยลง รักแท้คือการให้อภัยจะเป็นการช่วยให้กลับสู่สภาพดี (2คร.2:8 ดังนั้นข้าพเจ้าขอวิงวอนท่านให้ยืนยันความรักต่อคนนั้นใหม่) รักแท้คือการควบคุมเสรีภาพ เรามีชีวิตเพื่อผู้อื่นไม่ใช่ตัวเราเอง (กท. 5:13 พี่น้องทั้งหลาย ที่ทรงเรียกท่านก็เพื่อให้มีเสรีภาพ อย่าเอาเสรีภาพของท่านเป็นช่องทางที่จะปล่อยตัวไปตามเนื้อหนัง...

Read More

ความสำร็จที่ 5 คือ บุตรต้องเชื่อฟังและรักบิดามารดา

อฟ 6:1-2 “ฝ่ายบุตรจงนบนอบเชื่อฟังบิดามารดาของตนในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะกระทำอย่างนั้นเป็นการถูก จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า นี่เป็นพระบัญญัติข้อแรกที่มีพระสัญญาไว้ด้วย” ก. ท่านต้องเชื่อว่าพระเจ้ากำหนดก่อนวางรากสร้างโลกว่าท่านเหมาะที่สุดที่จะเป็นลูกครอบครัวนี้ ข. ความรักที่มีต่อพ่อแม่ พระคัมภีร์ใหม่กล่าวหลายข้อเกี่ยวกับความรัก เช่น ให้รักพระเจ้าผู้เดียว (มธ.6:24) ความรักต้องตั้งอยู่บนความกตัญญู (ลก.7:42,47) ความรักที่เชื่อฟังและต้องแสดงออก (ยน.14:15, 1ยน.4:12,20) ความรักของคริสเตียน คือ ความรักแบบอากาเป้ เป็นความรักและการเชื่อฟังดังที่พระคริสต์ทรงเชื่อฟังพระบิดา จนมีชัยชนะเหนือความตายและซาตาน ค. พ่อแม่ควรรู้เรื่องก่อนเพื่อน เพราะพ่อแม่รักเราจริง พ่อแม่แสดงอารมย์เพราะแม่มีความสุขทุกข์ร่วมด้วยความจริงใจ ง. พ่อแม่เป็นที่ปรึกษาที่ดีที่สุด เพราะท่านรู้ครบ รู้ภาพรวม หวังดี ต้องการช่วยจริงๆ สภษ 11:14 เมื่อไม่มีการนำ ประชาชนก็ล้มลง สภษ 15:22 แนะนำมากก็สำเร็จ สภษ24:6 เข้าสงครามได้ด้วยคำปรึกษา จ. อย่าทำให้พ่อแม่รู้สึกไม่ดี เมื่อติดเกมส์ นิยาย เพื่อน นั่นเป็นความสุขชั่วคราวและสิ่งเหล่านี้ไม่รักเราจริง แต่ความรักและสุขจริง คือ ความรักของพ่อแม่ ฉ. ลูกต้องเข้าใจความยุติธรรมนั่นไม่ใช่ให้เท่ากัน ความยุติธรรม คือ การให้ในสิ่งที่สมควรได้และเหมาะสม ซึ่งลูกไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนั้ ช. ลูกชมแม่ แม่ชมลูก ลูกชมพ่อ...

Read More