พลังความคิด ตอน ความรู้สู้ปัญญาไม่ได้

ความคิดของเราก็เหมือนกล่องเปล่าๆเล็กๆ หากเราเอาทรายใส่ลงไปในกล่อง แล้วเทน้ำลงไปในกล่องทราย น้ำก็จะซึมลงและหายไป หากเราวางรากฐานโดยเอาดินเหนียวใส่ลงไปในกล่อง เวลาเอาน้ำเทลงไปมันก็จะจับตัวเป็นก้อน เอามานวดปั้นเป็นรูปอะไรก็ได้ เพราะดินเหนียวจะทำปฏิกริยากับน้ำทำให้แข็งตัว เหมือนกันหากเราเอากรวดใส่ในกล่องนั้น เวลาเทน้ำลงไปน้ำก็จะแยกกรวดกับน้ำไม่ผสมผสานกันได้ เพราะมันเป็นสะสารคนละชนิดกัน หากความคิดเราเป็นทรายละเอียดอ่อน หากมีเรื่องราวอะไรที่ดีและไม่ดีมา มันก็ซึมเข้าไปในความคิดหมด เราก็รับไปหมด สุดท้ายก็วุ่นวาย แต่หากเราเอาดินเหนียวใส่ เมื่อเจอน้ำก็เกิดการผสมผสานกันปั้นเป็นรูปทรงอะไรสักอย่างก็ได้ หรือหากเป็นหินก็ต่างก็อยู่กันในกล่องแต่ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ต่างก็เป็นขยะที่รกสมองรกความคิดทั้งคู่ ด้วยเหตุนี้เองเราต้องมีฐานข้อมูลที่ดีใส่ลงไปในสมอง สิ่งนั้นก็คือความรู้และปัญญา (ดินเหนียว) ความรู้ต่างกับปัญญาอย่างไร? หลายคนมีความรู้ท่องได้ อ่านแล้วมาหลายตำราหลายเล่ม หลายสัมนา รอบรู้หมด แต่คนมีปัญญาคือ สามารถนำความรู้มาประยุกต์ ใช้ นำไปปฏิบัติได้อย่างช่ำชอง พลิกแพลงให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันและช่วยเหลือผู้อื่น คนมีความรู้อ้างอิงตำราต่างๆได้ แต่คนมีปัญญาประยุกต์วิธีการนำไปใช้ได้ ก็คือคนมีความรู้คือความฉลาดอยู่ที่สมอง แต่คนมีปัญญาคือคนมีความเฉลียวมีไหวพริบ อยู่ที่เซนส์และประสบการณ์ แต่ความรู้กับปัญญาต้องไปด้วยกัน บางคนมีปัญญาช่างคิด เก่งเรื่องคิด แต่ไม่มีฐานข้อมูลในเรื่องความรู้ ก็คิดได้ตามปัญญาแคบๆ บางคนมีความรู้มากแต่ไม่มีการใช้ปัญญา ก็ได้ใช้ความรู้อย่างแคบๆเหมือนกัน สรุปคือเราจะมีปัญญามากแค่ไหนก็เท่ากับฐานความรู้มากด้วยครับ เราจำเป็นต้องมีความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ความเข้าใจทางความเชื่อในชีวิตคริสเตียนที่ถูกต้อง ความรู้เรื่องพระเจ้า จริยธรรมจากพระคัมภีร์ไบเบิล ผ่านทางคำสอนของผู้นำคริสตจักรในวันอาทิตย์หรือผ่านทางสื่อต่างๆ ซึ่งปัจจุบันเป็นเรื่องหาได้ง่ายดาย จงแสวงหาเพราะอยู่ที่ใจของเราต่างหาก ว่าเราจะหิวกระหายมากน้อยแค่ไหน เพราะในความคิดของเรา จำเป็นต้องมีฐานข้อมูลความรู้ที่ถูกที่สุด คือ พระคำพระเจ้าครับ “สภษ18: 15 ใจที่มีความคิดย่อมหาความรู้ และหูของปราชญ์แสวงความรู้.” การแสวงหาปัญญาเพื่อความกระจ่าง ความเข้าใจในความรู้ หลายคนมีความรู้แต่ไม่มีปัญญา แล้วเราจะมีปัญญาได้อย่างไร การมีปัญญาเกิดขึ้นจากการเอาความรู้จากที่มีมาขยายความ หรือจากการได้ฟังพูดคุยกับผู้ที่มีประสบการณ์ ผู้ที่เคยทำปฎิบัติมาก่อน หรือเกิดจากประสบการณ์ของเราเอง ที่ได้พบ สะสมมากๆยิ่งขึ้น จนเกิดจากความเข้าใจ ดังนั้นเราจะให้ความรู้งอกงามจนเป็นปัญญาได้นั้น มีปัจจัยหลายทางครับ ส่วนสำคัญที่สุดคือการฟัง การได้ทำ และการได้เรียนจากผู้รู้ที่รู้มากกว่า สภษ 14: 33 ปัญญาอาศัยอยู่ในความคิดของคนที่มีความเข้าใจแต่ปัญญานั้นไม่ประจักษ์ในใจของคนโง่ สภษ18: 2 คนโง่ไม่เพลิดเพลินในความเข้าใจ แต่เพลิดเพลินในการแสดงความคิดเห็นของตนเท่านั้น เมื่อเรามีฐานข้อมูลทางความคิดแล้ว คือ ความรู้และปัญญา ตอนนี้เมื่อเราคิดอะไร ก็เป็นความคิดที่มาจากปัญญา เราก็จะมีความคิดที่ไร้ความสับสนวุ่นวาย ไร้ไวรัส ไร้ความมืด ความสกปรก และความไม่สงบ เพราะเรารู้ว่าอะไรคือพิษในความคิด อะไรคืออาหาร อะไรคือสิ่งที่ควรคิดเพื่อชัยชนะครับ Picture’s source: http://www.successandfailure.net/blog/2010/08/16/finding-the-wisdom-of-god/ความคิดของเราก็เหมือนกล่องเปล่าๆเล็กๆ หากเราเอาทรายใส่ลงไปในกล่อง แล้วเทน้ำลงไปในกล่องทราย น้ำก็จะซึมลงและหายไป หากเราวางรากฐานโดยเอาดินเหนียวใส่ลงไปในกล่อง เวลาเอาน้ำเทลงไปมันก็จะจับตัวเป็นก้อน เอามานวดปั้นเป็นรูปอะไรก็ได้ เพราะดินเหนียวจะทำปฏิกริยากับน้ำทำให้แข็งตัว เหมือนกันหากเราเอากรวดใส่ในกล่องนั้น เวลาเทน้ำลงไปน้ำก็จะแยกกรวดกับน้ำไม่ผสมผสานกันได้ เพราะมันเป็นสะสารคนละชนิดกัน หากความคิดเราเป็นทรายละเอียดอ่อน หากมีเรื่องราวอะไรที่ดีและไม่ดีมา มันก็ซึมเข้าไปในความคิดหมด เราก็รับไปหมด สุดท้ายก็วุ่นวาย แต่หากเราเอาดินเหนียวใส่ เมื่อเจอน้ำก็เกิดการผสมผสานกันปั้นเป็นรูปทรงอะไรสักอย่างก็ได้ หรือหากเป็นหินก็ต่างก็อยู่กันในกล่องแต่ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ต่างก็เป็นขยะที่รกสมองรกความคิดทั้งคู่ ด้วยเหตุนี้เองเราต้องมีฐานข้อมูลที่ดีใส่ลงไปในสมอง สิ่งนั้นก็คือความรู้และปัญญา (ดินเหนียว) ความรู้ต่างกับปัญญาอย่างไร? หลายคนมีความรู้ท่องได้ อ่านแล้วมาหลายตำราหลายเล่ม หลายสัมนา รอบรู้หมด แต่คนมีปัญญาคือ สามารถนำความรู้มาประยุกต์ ใช้ นำไปปฏิบัติได้อย่างช่ำชอง พลิกแพลงให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันและช่วยเหลือผู้อื่น คนมีความรู้อ้างอิงตำราต่างๆได้ แต่คนมีปัญญาประยุกต์วิธีการนำไปใช้ได้ ก็คือคนมีความรู้คือความฉลาดอยู่ที่สมอง แต่คนมีปัญญาคือคนมีความเฉลียวมีไหวพริบ อยู่ที่เซนส์และประสบการณ์ แต่ความรู้กับปัญญาต้องไปด้วยกัน บางคนมีปัญญาช่างคิด เก่งเรื่องคิด แต่ไม่มีฐานข้อมูลในเรื่องความรู้ ก็คิดได้ตามปัญญาแคบๆ บางคนมีความรู้มากแต่ไม่มีการใช้ปัญญา ก็ได้ใช้ความรู้อย่างแคบๆเหมือนกัน สรุปคือเราจะมีปัญญามากแค่ไหนก็เท่ากับฐานความรู้มากด้วยครับ เราจำเป็นต้องมีความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ความเข้าใจทางความเชื่อในชีวิตคริสเตียนที่ถูกต้อง ความรู้เรื่องพระเจ้า จริยธรรมจากพระคัมภีร์ไบเบิล ผ่านทางคำสอนของผู้นำคริสตจักรในวันอาทิตย์หรือผ่านทางสื่อต่างๆ ซึ่งปัจจุบันเป็นเรื่องหาได้ง่ายดาย จงแสวงหาเพราะอยู่ที่ใจของเราต่างหาก ว่าเราจะหิวกระหายมากน้อยแค่ไหน เพราะในความคิดของเรา จำเป็นต้องมีฐานข้อมูลความรู้ที่ถูกที่สุด คือ พระคำพระเจ้าครับ “สภษ18: 15 ใจที่มีความคิดย่อมหาความรู้ และหูของปราชญ์แสวงความรู้.” การแสวงหาปัญญาเพื่อความกระจ่าง ความเข้าใจในความรู้ หลายคนมีความรู้แต่ไม่มีปัญญา แล้วเราจะมีปัญญาได้อย่างไร การมีปัญญาเกิดขึ้นจากการเอาความรู้จากที่มีมาขยายความ หรือจากการได้ฟังพูดคุยกับผู้ที่มีประสบการณ์ ผู้ที่เคยทำปฎิบัติมาก่อน หรือเกิดจากประสบการณ์ของเราเอง ที่ได้พบ สะสมมากๆยิ่งขึ้น จนเกิดจากความเข้าใจ ดังนั้นเราจะให้ความรู้งอกงามจนเป็นปัญญาได้นั้น มีปัจจัยหลายทางครับ ส่วนสำคัญที่สุดคือการฟัง การได้ทำ และการได้เรียนจากผู้รู้ที่รู้มากกว่า สภษ 14: 33 ปัญญาอาศัยอยู่ในความคิดของคนที่มีความเข้าใจแต่ปัญญานั้นไม่ประจักษ์ในใจของคนโง่ สภษ18: 2 คนโง่ไม่เพลิดเพลินในความเข้าใจ แต่เพลิดเพลินในการแสดงความคิดเห็นของตนเท่านั้น เมื่อเรามีฐานข้อมูลทางความคิดแล้ว คือ ความรู้และปัญญา ตอนนี้เมื่อเราคิดอะไร ก็เป็นความคิดที่มาจากปัญญา เราก็จะมีความคิดที่ไร้ความสับสนวุ่นวาย ไร้ไวรัส ไร้ความมืด ความสกปรก และความไม่สงบ เพราะเรารู้ว่าอะไรคือพิษในความคิด อะไรคืออาหาร อะไรคือสิ่งที่ควรคิดเพื่อชัยชนะครับ เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล Picture’s source:...

Read More

พลังความคิด ตอน หัดคิดทีละเรื่อง

คิดทีละเรื่องแล้วเอามาผนวกผสมผสานกัน อย่าเพิ่งคิดทีเดียวทุกเรื่องพร้อมๆกัน เพราะหากเราไม่มีทักษะในความคิด เราจะมึนงงและสับสนในตัวเราเองในที่สุด เราลองมาดูคนเล่นกระดานหมากรุก หรือหมากฮอร์ส เขาเหล่านั้นแม้เป็นอัจฉริยะ แม้คิดเดินในใจไว้ล่วงหน้าไปแล้วทีละหลายตัว แต่อย่างไรเขาก็ต้องตัดสินใจ คิดที่จะเดินทีละตัว คือตัวที่จำเป็นที่ต้องเดินขณะนั้นเพื่อชัยชนะในที่สุด และครั้งต่อไปเขาต้องเดินตัวไหนอย่างไร ก็ต้องตัดสินใจเดินได้ทีละตัว ในกฎการเล่นผู้เล่นจะต้องเดินทีละตัวครับ แต่ในใจเขาความสามารถเดินล่วงหน้าทีละหลายตัว ตามความสามารถของสติปัญญาของผู้เล่น แต่กฎพิ้นฐานของเรา คือ เดินทีละตัว ฝ่ายตรงกันข้าม (มารความชั่วร้าย )ไม่ได้เดินหมากตามอารมณ์มั่ว ๆ แต่มันมีแผนงาน วางแผนอย่างเป็นระบบขบวนการ และเราจะเดินระบบความคิดตามอารมณ์ไม่ได้ ไม่ใช่อยากเดินตัวไหนก็เดินตามอารมณ์โดยปราศจากแผนความคิดเป็นขั้นเป็นตอนและเป็นเหตุเป็นผล ความชั่วร้ายและมาร มีเป้าหมายเดียวคือ ให้เราแพ้แบบลุกไม่ได้ แพ้อย่างราบคาบและไวที่สุด ดังนั้นการเดินด้วยอารมณ์และมั่วๆ จึงไม่ใช่วิธีการคิดของเราผู้ต้องการชัยชนะ มารมีพรรคพวก ทำเป็นทีมงาน มีวัสดุอุปกรณ์แหล่งอบายมุขครบมือ เราซึ่งต้องการมีชัยชนะเหนือความพ่ายแพ้ จะเอาชนะมันได้ก็ต้องมีทีม คือผู้ที่เชื่อเหมือนเรา เพื่อนผู้ให้กำลังใจ และเคียงข้างยามล้มลง เราต้องคิดเป็นระบบ คิดเอาชนะทีละเรื่อง คิดวีธีที่จะเอาชนะด้วย ไม่ใช่ไหลไปตามน้ำตามอารมณ์ และที่ดีที่สุดที่ปรึกษาที่มีชัยชนะ ต้องเป็นผู้ใหญ่ที่มีประสบกาณร์ เราควรขอคำปรึกษาจากท่านเหล่านั้น อ่านวรรณกรรม ที่รวบรวมประสบการณ์ของผู้ที่ชนะ จงจำไว้ช่วงปีนขึ้นภูเขาจะลำบาก แต่เมื่อถึงปลายยอดเขาแล้ว ท่านจะได้สูดอากาศสดชื่นและมองเห็นวิวทิวทัศน์อันสวยงาม การเดินขึ้นภูเขามีเคล็ดลับคือก้าวสั้นๆ ทีละก้าวโดยเฉพาะทางชันก็จะปลอดภัยและไปสู่จุดหมายอย่างแน่นอน เหมือนคิดทีละเรื่อง และหลังจากนั้นเริ่มเอามาผนวกผสมผสานกัน ว่าสิ่งไหนดีที่สุดและเป็นน้ำพระทัยพระเจ้าครับ แล้วท่านจะได้ไม่สับสนและไม่ต้องกลัวตัดสินใจคิดผิด คิดทีละเรื่องแล้วเอามาผนวกผสมผสานกัน อย่าเพิ่งคิดทีเดียวทุกเรื่องพร้อมๆกัน เพราะหากเราไม่มีทักษะในความคิด เราจะมึนงงและสับสนในตัวเราเองในที่สุด เราลองมาดูคนเล่นกระดานหมากรุก หรือหมากฮอร์ส เขาเหล่านั้นแม้เป็นอัจฉริยะ แม้คิดเดินในใจไว้ล่วงหน้าไปแล้วทีละหลายตัว แต่อย่างไรเขาก็ต้องตัดสินใจ คิดที่จะเดินทีละตัว คือตัวที่จำเป็นที่ต้องเดินขณะนั้นเพื่อชัยชนะในที่สุด และครั้งต่อไปเขาต้องเดินตัวไหนอย่างไร ก็ต้องตัดสินใจเดินได้ทีละตัว ในกฎการเล่นผู้เล่นจะต้องเดินทีละตัวครับ แต่ในใจเขาความสามารถเดินล่วงหน้าทีละหลายตัว ตามความสามารถของสติปัญญาของผู้เล่น แต่กฎพิ้นฐานของเรา คือ เดินทีละตัว ฝ่ายตรงกันข้าม (มารความชั่วร้าย )ไม่ได้เดินหมากตามอารมณ์มั่ว ๆ แต่มันมีแผนงาน วางแผนอย่างเป็นระบบขบวนการ และเราจะเดินระบบความคิดตามอารมณ์ไม่ได้ ไม่ใช่อยากเดินตัวไหนก็เดินตามอารมณ์โดยปราศจากแผนความคิดเป็นขั้นเป็นตอนและเป็นเหตุเป็นผล ความชั่วร้ายและมาร มีเป้าหมายเดียวคือ ให้เราแพ้แบบลุกไม่ได้ แพ้อย่างราบคาบและไวที่สุด ดังนั้นการเดินด้วยอารมณ์และมั่วๆ จึงไม่ใช่วิธีการคิดของเราผู้ต้องการชัยชนะ มารมีพรรคพวก ทำเป็นทีมงาน มีวัสดุอุปกรณ์แหล่งอบายมุขครบมือ เราซึ่งต้องการมีชัยชนะเหนือความพ่ายแพ้ จะเอาชนะมันได้ก็ต้องมีทีม คือผู้ที่เชื่อเหมือนเรา เพื่อนผู้ให้กำลังใจ และเคียงข้างยามล้มลง เราต้องคิดเป็นระบบ คิดเอาชนะทีละเรื่อง คิดวีธีที่จะเอาชนะด้วย ไม่ใช่ไหลไปตามน้ำตามอารมณ์ และที่ดีที่สุดที่ปรึกษาที่มีชัยชนะ ต้องเป็นผู้ใหญ่ที่มีประสบกาณร์ เราควรขอคำปรึกษาจากท่านเหล่านั้น อ่านวรรณกรรม ที่รวบรวมประสบการณ์ของผู้ที่ชนะ จงจำไว้ช่วงปีนขึ้นภูเขาจะลำบาก แต่เมื่อถึงปลายยอดเขาแล้ว ท่านจะได้สูดอากาศสดชื่นและมองเห็นวิวทิวทัศน์อันสวยงาม การเดินขึ้นภูเขามีเคล็ดลับคือก้าวสั้นๆ ทีละก้าวโดยเฉพาะทางชันก็จะปลอดภัยและไปสู่จุดหมายอย่างแน่นอน เหมือนคิดทีละเรื่อง และหลังจากนั้นเริ่มเอามาผนวกผสมผสานกัน ว่าสิ่งไหนดีที่สุดและเป็นน้ำพระทัยพระเจ้าครับ แล้วท่านจะได้ไม่สับสนและไม่ต้องกลัวตัดสินใจคิดผิด เขียนโดย อ.เจริญ...

Read More

พลังความคิด ตอน จราจรทางความคิด

เราลองมาคิดดูจราจรในกรุงเทพโดยเฉพาะเวลาเร่งด่วนตอนเช้าๆช่วงโรงเรียนเปิด ระบบไฟจราจรแทบจะช่วยไม่ได้ เพราะมีคนขับรถบางคนมักง่าย คิดว่าตัวเขาแต่ละคนมีความจำเป็นต้องไปให้ถึงจุดหมายปลายทางก่อน เลยทำให้ขับแซง ขับเลยเส้น ขับเร่งๆ ไม่สนใจคนอยู่คันหน้า หรือคนที่ตามมา ด้วยเหตุนี้เองสิ่งที่ช่วยได้คือไฟจราจร ไฟเขียว ไฟเหลือง ไฟแดง แต่กระนั้น สำหรับกรุงเทพฯ ก็ยังต้องพึ่งเจ้าหน้าที่จราจร เพราะคนขับบางคนยังไม่เชื่อฟังและเดินตามสัญญาณไฟจราจร แต่หากไม่มีไฟสัญญาณญาณจราจร ตำรวจจราจรคงเหนื่อยกว่านี้ ผมจะเปรียบเทียบระหว่างไฟจราจร ก็คือ ข้อระวังในการคิด ตำรวจจราจรก็คือ คนที่มีอำนาจฝ่ายจิตใจของเรา ที่หลายครั้งเราไม่เดินตามไฟจราจรในความติด ต้องให้จราจรฝ่ายวิญญาณมาจัดการห้ามปรามเรา เพราะบางเรื่องในความคิดของเราต้องเดินหน้า เราต้องหยุด หรือต้องรอไว้ก่อน แต่เราไม่มีกำลังจะทำตาม หรือเราอยากทำตามอารมณ์ ตำรวจจราจรเลยต้องเข้ามาช่วยเรา เพื่อเราจะได้ไม่ทำความวุ่นวายครับ เรามาดูหลักการไฟ จราจรด้วยกัน ไฟแดง ห้ามคิด ความคิดไม่นำไปสู่ความสว่าง ไม่สะอาด ไม่สงบ ไฟเหลือง อย่าเพิ่งคิดตอนนี้ เก็บไว้ก่อน เพราะยังไม่ถึงเลา ยังมีเรื่องเร่งด่วนกว่า ไฟเขียว คิดได้ คิดทีละเรื่อง เราจะมาพูดในบทต่อไป นี้เป็นวินัยง่ายๆในการคิด ซึ่งเอามาเป็นหลักประจำใจในการคิดได้ หากท่านไม่มีกำลัง เป็นคนเดินตามอารมณ์ อ่อนแอ พ่ายแพ้ บางเรื่องง่าย ๆ ท่านจำเป็นต้องมีตำรวจจราจรที่พร้อมจะช่วยเหลือท่าน ในชีวิตท่านควรหาผู้ใหญ่สักคน ที่เตือนสอนท่านได้ หรือผู้ที่มีอำนาจทางจิตใจของท่าน ที่จะหยุดความคิด การกระทำบางอย่าง ที่นำไปสู่การฝ่าไฟแดงได้ ซึ่งเราจะเห็นว่าเรื่องนี้ ควรขอพระเจ้า ประทานให้ท่านสักคนสองคน เป็นเพื่อนการต่อสู้ต่อไป แต่หากหาไม่ได้ ให้อัญเชิญพระเยซูคริสต์เข้ามาเป็นพระผู้ช่วยท่านครับ เพราะพระองค์ไม่เคยปฎิเสธใครเลย Picture’s source: http://www.musthavemenus.com/clipart/cartoon-traffic-light.htmlเราลองมาคิดดูจราจรในกรุงเทพโดยเฉพาะเวลาเร่งด่วนตอนเช้าๆช่วงโรงเรียนเปิด ระบบไฟจราจรแทบจะช่วยไม่ได้ เพราะมีคนขับรถบางคนมักง่าย คิดว่าตัวเขาแต่ละคนมีความจำเป็นต้องไปให้ถึงจุดหมายปลายทางก่อน เลยทำให้ขับแซง ขับเลยเส้น ขับเร่งๆ ไม่สนใจคนอยู่คันหน้า หรือคนที่ตามมา ด้วยเหตุนี้เองสิ่งที่ช่วยได้คือไฟจราจร ไฟเขียว ไฟเหลือง ไฟแดง แต่กระนั้น สำหรับกรุงเทพฯ ก็ยังต้องพึ่งเจ้าหน้าที่จราจร เพราะคนขับบางคนยังไม่เชื่อฟังและเดินตามสัญญาณไฟจราจร แต่หากไม่มีไฟสัญญาณญาณจราจร ตำรวจจราจรคงเหนื่อยกว่านี้ ผมจะเปรียบเทียบระหว่างไฟจราจร ก็คือ ข้อระวังในการคิด ตำรวจจราจรก็คือ คนที่มีอำนาจฝ่ายจิตใจของเรา ที่หลายครั้งเราไม่เดินตามไฟจราจรในความติด ต้องให้จราจรฝ่ายวิญญาณมาจัดการห้ามปรามเรา เพราะบางเรื่องในความคิดของเราต้องเดินหน้า เราต้องหยุด หรือต้องรอไว้ก่อน แต่เราไม่มีกำลังจะทำตาม หรือเราอยากทำตามอารมณ์ ตำรวจจราจรเลยต้องเข้ามาช่วยเรา เพื่อเราจะได้ไม่ทำความวุ่นวายครับ เรามาดูหลักการไฟ จราจรด้วยกัน ไฟแดง ห้ามคิด ความคิดไม่นำไปสู่ความสว่าง ไม่สะอาด ไม่สงบ ไฟเหลือง อย่าเพิ่งคิดตอนนี้ เก็บไว้ก่อน เพราะยังไม่ถึงเลา ยังมีเรื่องเร่งด่วนกว่า ไฟเขียว คิดได้ คิดทีละเรื่อง เราจะมาพูดในบทต่อไป นี้เป็นวินัยง่ายๆในการคิด ซึ่งเอามาเป็นหลักประจำใจในการคิดได้ หากท่านไม่มีกำลัง เป็นคนเดินตามอารมณ์ อ่อนแอ พ่ายแพ้ บางเรื่องง่าย ๆ ท่านจำเป็นต้องมีตำรวจจราจรที่พร้อมจะช่วยเหลือท่าน ในชีวิตท่านควรหาผู้ใหญ่สักคน ที่เตือนสอนท่านได้ หรือผู้ที่มีอำนาจทางจิตใจของท่าน ที่จะหยุดความคิด การกระทำบางอย่าง ที่นำไปสู่การฝ่าไฟแดงได้ ซึ่งเราจะเห็นว่าเรื่องนี้ ควรขอพระเจ้า ประทานให้ท่านสักคนสองคน เป็นเพื่อนการต่อสู้ต่อไป แต่หากหาไม่ได้ ให้อัญเชิญพระเยซูคริสต์เข้ามาเป็นพระผู้ช่วยท่านครับ เพราะพระองค์ไม่เคยปฎิเสธใครเลย เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล Picture’s source:...

Read More

พลังความคิด ตอน การป้องกันความคิดสับสน

“สภษ  27: 19 ในน้ำ  คนเห็นหน้าคนฉันใด  ความคิดของคนก็ส่อคนฉันนั้น” ขอให้สังเกตว่า  เรามักจะเห็นคำว่า  “ใจคิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น” หรือ “เราคิดอย่างไร ใจก็เป็นอย่างนั้น”  หรือ คำว่า “คิดในใจ” หรืออีกคำ “ใจคิดอย่างไร ก็ทำอย่างนั้น”  สังเกตุ คำว่า ใจกับความคิดมักเชื่อมโยงติดกันเสมอ    และโดยธรรมชาติของเราก็มักทำในสิ่งที่คิดไว้ในใจ ในตอนนี้เราไม่มานั่ง   หาเหตุผลทางวิชาการหรือทางจิตวิทยาละครับ ในเรื่องความคิดกับใจ  แต่เราจะมาคุยกัน ในเรื่อง เชื่อมโยงกับการเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างใจกับความคิด   และจะแก้ไข ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร?   ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มเติมอีกสักเรื่อง เช่น  หากใจเราเกลียด ความคิดก็คิดเกลียดตาม   หรือหากใจเรารัก  เราก็คิดรักตาม     แต่ทางกลับกัน หากเราคิดเกลียด ใจก็ปะทุอารมย์อยากจะด่า ฆ่าทำร้าย   แต่หากความคิดจะรัก ใจของเราก็มีอารมย์ร่วม รัก คิดหา ทางทำอะไรบางอย่างเพื่อ คนๆนั้น  โดยวางแผนงานกับความคิดด้วยเช่นกัน พลังความคิดสำคัญมาก หากความคิดสับสน ใจก็สับสน หากความคิดวุ่นวายใจก็วุ่นวาย   และถ้า หากรความคิดวิปริต ใจก็วิปริต   ความคิดไม่เป็นระบบระเบียบ ใจก็ไม่เป็นระบบระเบียบ  ความคิดไม่เป็นผู้ใหญ่ ใจก็ไม่โตเป็นผู้ใหญ่ หรือคำว่าใจไม่กว้าง ใจไม่มีเมตตาอารีย์ เรามาลองดู เมื่อตาของเรามองเห็นอะไรสักอย่าง  จิตใจของเราก็ อยาก ปราถนา และความคิดก็เริ่มวางแผนทันที ทันใด  หรือ เมื่อใจ ปราถนา เพราะ สายตากวาดไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ต้องใจ   ความคิดก็เริ่มวางแผนที่จะได้มา   หรือ เมื่อหูได้ยิน จิตใจ อารมณ์พาไป ความคิดก็เริ่ม หาช่องทาง หรือวิเคราะห์ หรือ เมื่อเรา ได้กลิ่นอาหาร ขนม อันโอชะ ใจปราถนาจะกิน ความคิดก็วางแผน หาทาง ที่จะได้ขนมนั้นมากิน หากจะ หยุด ก็หยุด ที่ ตา หู จมูก   ปาก ที่จะรับ รู้สิ่งรอบกายทั้งหมด แต่เราหยุดไม่ได้ นอกจากไปอยู่นอกโลก  เพราะทุกวันนี้ เราอยู่ในสังคมที่มีการสื่อสารเป็นตัวเร้าทุกสถาณการณ์  เราต้องหยุดที่ใจ กับความคิด เพราะสองส่วนนี้มันอยู่ภายในเรา เพราะสองส่วนนี้จะทำงาน วางแผนร่วมกัน   และเราก็มีอำนาจจะหยุดด้วย  หากเรารู้วิธีการ เพื่อผลที่ตามมา คือ เราจะสามารถหยุดมันที่จะพาเราไปสู่การชั่วก็ได้ หรือหยุดความคิดที่สับสน วุ่นวาย ขาดสันติสุขในชีวิต ปัญหาใหญ่ที่สุด ที่เรามีความคิดสับสน หาจุดสรุปไม่ได้ เราก็จะเป็นคนที่สื่อสารไม่รู้เรื่อง  จัดลำดับ สำคัญต่างๆในการทำงานไม่ได้   คิด สะเปะสปะ ในการทำงาน ไม่สามารถ ทำงานใหญ่ที่ซับซ้อนกว่านี้ได้ และหากเราอยู่ในขบวนการบำบัด   เราก็จะจมดิ่งลงไปใน วิถีชีวิตเดิมอีก  เพราะปัญหาอยู่ที่เรา คือ ความคิดและจิตใจ ที่ไม่มีระบบและไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งยังสับสนครับ อยากจะยกตัวอย่าง  สมมุติว่า ทั้งความคิดและจิตใจ เป็นคอมพิวเตอร์  และมีไวรัสเข้าไปเยอะๆ (ไวรัสคือ สิ่งที่ไม่สว่าง ไม่สะอาด ไม่สงบ ) และเอกสาร ภายใน คอมพิวเตอร์ของเรา แบ่งไม่เป็นหมวดหมู่ เช่นไฟล์เกี่ยวกับ เสียง  ภาพ  อักษร ผสมปนเปไปหมด ไม่มีการจัดให้เรียบร้อย  และไม่มีการแสกนไวรัส ไม่มีการจัดหมดหมู่เอกสาร ) ต่อมา ไวรัส ก็ทำไห้กัดกิน สมองกล ของเรา และจิตใจ จนเครื่องพัง ไม่สามารถ ใช้คอมพิวเตอร์ สมองกลนี้ ทำงานได้แม้แต่งานเล็กๆ อย่าเพิ่งพูดถึงงานใหญ่ๆ บางเครื่องจะเปิดเครื่องยังไม่ได้เลย แต่หาก ไม่มีไวรัส  ความชั่วร้าย มารเข้ามาแทรกแซงเพราะมีระบบป้องกันอย่างดี และการจัดระบบจิตสำนึกดีชั่ว ทำงานปกติ  โดยมีพระคำพระเจ้าเป็นตัวป้องกัน  เจ้าของเครื่องจัดเอกสาร เป็นหมวดหมู่   ระบบสมองกล ของความคิดของเราก็จะไม่รวนสับสน ครับ แล้วอะไรคือไวรัสล่ะ ก็ความคิดที่ไม่สว่าง ไม่สะอาด ไม่สงบ ไม่รู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำในชีวิตของเรา ซึ่งจะกล่าวในตอน ต่อไป Picture’s source http://www.khonmuangchon.com/_files/news/2011_04_29_092423_15ai7xdi.jpg “สภษ  27: 19 ในน้ำ  คนเห็นหน้าคนฉันใด  ความคิดของคนก็ส่อคนฉันนั้น” ขอให้สังเกตว่า  เรามักจะเห็นคำว่า  “ใจคิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น” หรือ “เราคิดอย่างไร ใจก็เป็นอย่างนั้น”  หรือ คำว่า “คิดในใจ” หรืออีกคำ “ใจคิดอย่างไร ก็ทำอย่างนั้น”  สังเกตุ คำว่า ใจกับความคิดมักเชื่อมโยงติดกันเสมอ    และโดยธรรมชาติของเราก็มักทำในสิ่งที่คิดไว้ในใจ ในตอนนี้เราไม่มานั่ง   หาเหตุผลทางวิชาการหรือทางจิตวิทยาละครับ ในเรื่องความคิดกับใจ  แต่เราจะมาคุยกัน ในเรื่อง เชื่อมโยงกับการเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างใจกับความคิด   และจะแก้ไข ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร?   ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มเติมอีกสักเรื่อง เช่น  หากใจเราเกลียด ความคิดก็คิดเกลียดตาม   หรือหากใจเรารัก  เราก็คิดรักตาม     แต่ทางกลับกัน หากเราคิดเกลียด ใจก็ปะทุอารมย์อยากจะด่า ฆ่าทำร้าย   แต่หากความคิดจะรัก ใจของเราก็มีอารมย์ร่วม รัก คิดหา ทางทำอะไรบางอย่างเพื่อ คนๆนั้น  โดยวางแผนงานกับความคิดด้วยเช่นกัน พลังความคิดสำคัญมาก หากความคิดสับสน ใจก็สับสน หากความคิดวุ่นวายใจก็วุ่นวาย   และถ้า หากรความคิดวิปริต ใจก็วิปริต   ความคิดไม่เป็นระบบระเบียบ ใจก็ไม่เป็นระบบระเบียบ  ความคิดไม่เป็นผู้ใหญ่ ใจก็ไม่โตเป็นผู้ใหญ่ หรือคำว่าใจไม่กว้าง ใจไม่มีเมตตาอารีย์ เรามาลองดู เมื่อตาของเรามองเห็นอะไรสักอย่าง  จิตใจของเราก็ อยาก ปราถนา และความคิดก็เริ่มวางแผนทันที ทันใด  หรือ เมื่อใจ ปราถนา เพราะ สายตากวาดไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ต้องใจ   ความคิดก็เริ่มวางแผนที่จะได้มา   หรือ เมื่อหูได้ยิน จิตใจ อารมณ์พาไป ความคิดก็เริ่ม หาช่องทาง หรือวิเคราะห์ หรือ เมื่อเรา ได้กลิ่นอาหาร ขนม อันโอชะ ใจปราถนาจะกิน ความคิดก็วางแผน หาทาง ที่จะได้ขนมนั้นมากิน หากจะ หยุด ก็หยุด ที่ ตา หู จมูก   ปาก ที่จะรับ รู้สิ่งรอบกายทั้งหมด แต่เราหยุดไม่ได้ นอกจากไปอยู่นอกโลก  เพราะทุกวันนี้ เราอยู่ในสังคมที่มีการสื่อสารเป็นตัวเร้าทุกสถาณการณ์  เราต้องหยุดที่ใจ กับความคิด เพราะสองส่วนนี้มันอยู่ภายในเรา เพราะสองส่วนนี้จะทำงาน วางแผนร่วมกัน   และเราก็มีอำนาจจะหยุดด้วย  หากเรารู้วิธีการ เพื่อผลที่ตามมา คือ เราจะสามารถหยุดมันที่จะพาเราไปสู่การชั่วก็ได้ หรือหยุดความคิดที่สับสน วุ่นวาย ขาดสันติสุขในชีวิต ปัญหาใหญ่ที่สุด ที่เรามีความคิดสับสน หาจุดสรุปไม่ได้ เราก็จะเป็นคนที่สื่อสารไม่รู้เรื่อง  จัดลำดับ สำคัญต่างๆในการทำงานไม่ได้   คิด สะเปะสปะ ในการทำงาน ไม่สามารถ ทำงานใหญ่ที่ซับซ้อนกว่านี้ได้ และหากเราอยู่ในขบวนการบำบัด   เราก็จะจมดิ่งลงไปใน วิถีชีวิตเดิมอีก  เพราะปัญหาอยู่ที่เรา คือ ความคิดและจิตใจ ที่ไม่มีระบบและไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งยังสับสนครับ อยากจะยกตัวอย่าง  สมมุติว่า ทั้งความคิดและจิตใจ เป็นคอมพิวเตอร์  และมีไวรัสเข้าไปเยอะๆ (ไวรัสคือ สิ่งที่ไม่สว่าง ไม่สะอาด ไม่สงบ ) และเอกสาร ภายใน คอมพิวเตอร์ของเรา แบ่งไม่เป็นหมวดหมู่ เช่นไฟล์เกี่ยวกับ เสียง  ภาพ  อักษร ผสมปนเปไปหมด ไม่มีการจัดให้เรียบร้อย  และไม่มีการแสกนไวรัส ไม่มีการจัดหมดหมู่เอกสาร ) ต่อมา ไวรัส ก็ทำไห้กัดกิน สมองกล ของเรา และจิตใจ จนเครื่องพัง ไม่สามารถ ใช้คอมพิวเตอร์ สมองกลนี้ ทำงานได้แม้แต่งานเล็กๆ อย่าเพิ่งพูดถึงงานใหญ่ๆ บางเครื่องจะเปิดเครื่องยังไม่ได้เลย แต่หาก ไม่มีไวรัส  ความชั่วร้าย มารเข้ามาแทรกแซงเพราะมีระบบป้องกันอย่างดี และการจัดระบบจิตสำนึกดีชั่ว ทำงานปกติ  โดยมีพระคำพระเจ้าเป็นตัวป้องกัน  เจ้าของเครื่องจัดเอกสาร เป็นหมวดหมู่   ระบบสมองกล ของความคิดของเราก็จะไม่รวนสับสน ครับ แล้วอะไรคือไวรัสล่ะ ก็ความคิดที่ไม่สว่าง ไม่สะอาด ไม่สงบ ไม่รู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำในชีวิตของเรา ซึ่งจะกล่าวในตอน ต่อไป เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล Picture’s source...

Read More

พลังความคิด ตอน ไวรัสทางความคิด

ความสับสนเกิดขึ้นจากการไม่รู้ว่าจะคิดอย่างไร ทำอย่างไร อะไรที่เป็นมาตฐาน ขอบเขตอยู่ที่ไหนตรงไหน ระดับไหน จะถือว่าถูกต้องอยู่ที่ระดับไหน ถือว่าผิดเอาอะไรเป็นมาตฐาน ตอนนี้ผมจะยกตัวอย่าง เรื่องง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน ประการแรก เราต้องมีฐานข้อมูลที่ถูกในความคิดและจิตใจของเราก่อน เหมือนคอมพิวเตอร์ที่มี โปรแกรมหลักเพื่อปฎิบัติการ และโปรแกรมป้องกัน เพื่อการละเมิดลิขสิทธิ์และไวรัส เมื่อไหร่ เราใส่โปรแกรมผีที่มักซ่อนสปายแวร์หรือไวรัสเข้าไป มันจะฟ้อง ป้องกัน และไม่ยอมรับโปรแกรมเหล่านี้ ให้เข้าไปทำงานในคอมพิวเตอร์ของเราได้ แล้วโปรแกรมหลักและโปรแกรมป้องกันนี้คืออะไรล่ะ “สภษ12:8 คนจะได้คำชมเชยตามสามัญสำนึกที่ดีของเขา แต่คนที่ความคิดตลบตะแลงก็เป็นที่ดูหมิ่น” พระวจนะตอนนี้ สอนเราว่า สามัญสำนีกที่ดีนำสู่การประพฤติที่ดี แล้วหากประพฤติดี ก็จะมีผู้ชมเชย จากผลการประพฤตินั้น การประพฤติที่ดีเกิดจากสามัญสำนึกที่ดีในชีวิต เราจะสร้างสามัญสำนึกที่ดีได้อย่างไรล่ะ มีสามทางครับ มีวิธีสร้างง่าย ๆ คือ เราต้องมีความคิดสว่าง คิดสะอาด คิดสงบ คิดสว่าง คือ สิ่งที่ท่านคิดนั้น เมื่อท่านนำความนั้นเอามาเล่าในความสว่างใครก็รับได้ สามารถเอามาพูดแล้วคนไม่สะดุด ไม่ตกใจ ไม่อับอาย ไม่ผิดต่อคุณความดี คุณธรรม ความสว่างคือความดี ความมืดคือความชั่ว สิ่งใดที่แอบทำใคความมืด แอบคิดในความืด หลบ ๆ ซ่อน ๆ ไม่ถือว่าคิดแบบคนมีความสว่างคับ  คิดสะอาด คือ คิดเรื่องสะอาดไม่สกปรก ลามก ไม่ผิดศิลธรรม หรือกฎหมาย คิดแล้วไม่ต้องมาสารภาพบาป หรือละอายใจทีหลัง เล่าให้ใครฟัง ก็ไม่ต้องกลัวว่าผู้คนจะดูถูกดูหมิ่นในความนี้  คิดสงบ คือ เรื่องที่คิดแล้วหากใครได้ยิน ใครรับฟังความคิดของเราแล้วก็เกิดความสงบ ไม่เดือดร้อนเป็นไฟให้เกิดความวุ่นวาย และที่สำคัญตัวเราคิดแล้ว เราก็เกิดความสงบสุขในใจ เล่าเรื่องนี้แล้ว ทุกคนสบายใจ สงบสุข แบบนี้ต้องหาทาง และฝึกเรียนรู้ครับ เห็นหรือยังครับ หากเรามีมาตฐานทางความคิดแล้วอะไรที่กำลังคิดมันไม่สว่างไม่สะอาด ไม่สงบ เราก็ไม่คิด เราก็มีมาตฐานเดียว ในการคิดก็จะง่ายต่อการตัดสินใจ ละเลือกที่จะทิ้งหลายต่อหลายเรื่องที่มันแวะมาเยี่ยมในสมองของเรา ครับ จำไว้ อย่ารับแขกแปลกหน้าที่ไม่ได้เชิญ ที่ไม่สว่าง ไม่สะอาด ไม่สงบเลย ความสับสนเกิดขึ้นจากการไม่รู้ว่าจะคิดอย่างไร ทำอย่างไร อะไรที่เป็นมาตฐาน ขอบเขตอยู่ที่ไหนตรงไหน ระดับไหน จะถือว่าถูกต้องอยู่ที่ระดับไหน ถือว่าผิดเอาอะไรเป็นมาตฐาน ตอนนี้ผมจะยกตัวอย่าง เรื่องง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน ประการแรก เราต้องมีฐานข้อมูลที่ถูกในความคิดและจิตใจของเราก่อน เหมือนคอมพิวเตอร์ที่มี โปรแกรมหลักเพื่อปฎิบัติการ และโปรแกรมป้องกัน เพื่อการละเมิดลิขสิทธิ์และไวรัส เมื่อไหร่ เราใส่โปรแกรมผีที่มักซ่อนสปายแวร์หรือไวรัสเข้าไป มันจะฟ้อง ป้องกัน และไม่ยอมรับโปรแกรมเหล่านี้ ให้เข้าไปทำงานในคอมพิวเตอร์ของเราได้ แล้วโปรแกรมหลักและโปรแกรมป้องกันนี้คืออะไรล่ะ “สภษ12:8 คนจะได้คำชมเชยตามสามัญสำนึกที่ดีของเขา แต่คนที่ความคิดตลบตะแลงก็เป็นที่ดูหมิ่น” พระวจนะตอนนี้ สอนเราว่า สามัญสำนีกที่ดีนำสู่การประพฤติที่ดี แล้วหากประพฤติดี ก็จะมีผู้ชมเชย จากผลการประพฤตินั้น การประพฤติที่ดีเกิดจากสามัญสำนึกที่ดีในชีวิต เราจะสร้างสามัญสำนึกที่ดีได้อย่างไรล่ะ มีสามทางครับ มีวิธีสร้างง่าย ๆ คือ เราต้องมีความคิดสว่าง คิดสะอาด คิดสงบ คิดสว่าง คือ สิ่งที่ท่านคิดนั้น เมื่อท่านนำความนั้นเอามาเล่าในความสว่างใครก็รับได้ สามารถเอามาพูดแล้วคนไม่สะดุด ไม่ตกใจ ไม่อับอาย ไม่ผิดต่อคุณความดี คุณธรรม ความสว่างคือความดี ความมืดคือความชั่ว สิ่งใดที่แอบทำใคความมืด แอบคิดในความืด หลบ ๆ ซ่อน ๆ ไม่ถือว่าคิดแบบคนมีความสว่างคับ คิดสะอาด คือ คิดเรื่องสะอาดไม่สกปรก ลามก ไม่ผิดศิลธรรม หรือกฎหมาย คิดแล้วไม่ต้องมาสารภาพบาป หรือละอายใจทีหลัง เล่าให้ใครฟัง ก็ไม่ต้องกลัวว่าผู้คนจะดูถูกดูหมิ่นในความนี้ คิดสงบ คือ เรื่องที่คิดแล้วหากใครได้ยิน ใครรับฟังความคิดของเราแล้วก็เกิดความสงบ ไม่เดือดร้อนเป็นไฟให้เกิดความวุ่นวาย และที่สำคัญตัวเราคิดแล้ว เราก็เกิดความสงบสุขในใจ เล่าเรื่องนี้แล้ว ทุกคนสบายใจ สงบสุข แบบนี้ต้องหาทาง และฝึกเรียนรู้ครับ เห็นหรือยังครับ หากเรามีมาตฐานทางความคิดแล้วอะไรที่กำลังคิดมันไม่สว่างไม่สะอาด ไม่สงบ เราก็ไม่คิด เราก็มีมาตฐานเดียว ในการคิดก็จะง่ายต่อการตัดสินใจ ละเลือกที่จะทิ้งหลายต่อหลายเรื่องที่มันแวะมาเยี่ยมในสมองของเรา ครับ จำไว้ อย่ารับแขกแปลกหน้าที่ไม่ได้เชิญ ที่ไม่สว่าง ไม่สะอาด ไม่สงบเลย เขียนโดย อ.เจริญ...

Read More

ชีวิตไม่ได้วัดแค่ความฉลาด

ใน ปัจจุบัน เราไม่ได้วัดคนแค่ความฉลาด IQ เท่านั้น สมัยก่อน เราวัดความเก่งด้วย แค่IQ อัจฉริยภาพ หรือไอคิว (IQ) เพราะชีวิตที่สุดยอด ในมุมมองพระคัมภีร์ มองที่ความสัมพันธ์กับพระเจ้าและสุขภาพ อารมณ์ (ผลพระวิญญาณ) และมนุษยสัมพันธ์ หากคนมีไอคิวดีเด็กฉลาดแต่เข้าสังคมไม่ได้ ทำงานกับคนอื่นยาก ก็ไม่มีประโยชน์ที่ จะฉลาด เพราะ เป็นคนเห็นแก่ตัว ล้ำเส้น สิทธิของผู้อื่น หรือเป็นคนที่สุขภาพไม่แข็งแรง อยากจะให้ดูพระวจนะของพระเจ้าสองตอนด้วยกัน ลูกา 2:40 พระกุมารนั้นก็เจริญวัยแข็งแรงขึ้น ประกอบด้วยสติปัญญาและพระคุณของพระเจ้าอยู่กับท่าน 3ยอห์น 1-5ท่านที่รัก ข้าพเจ้าอธิษฐานขอให้ท่านมีพลานามัยสมบูรณ์ และเจริญสุขทุกประการ อย่างจิตวิญญาณของท่านจำเริญอยู่นั้น ……เมื่อพวกพี่น้องบางคนได้มาและเป็นพยานถึงชีวิตอันคงเส้นคงวา (อดทน) ของท่าน ตามที่ท่านได้ประพฤติตามสัจจะ (จริยธรรม) นั้นไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้ข้าพเจ้าปีติยิ่งกว่านี้……ประพฤติตามสัจ จธรรม ท่านที่รัก เมื่อท่านกระทำสิ่งใดให้พี่น้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ให้แก่แขกที่มาบ้าน ก็เป็นที่แสดงความภักดีของท่าน สรุปได้ว่า คนที่มีไอคิวดี หรือจะสร้างเด็กที่ฉลาด ต้องสร้างเสริมด้านอารมณ์ สุขภาพ การบังคับตนเองที่เป็นผู้ใหญ่ด้วย 1ทิโมธี 4:12 อย่าให้ผู้ใดหมิ่นประมาทความหนุ่มแน่นของท่าน แต่จงเป็นแบบอย่างแก่คนที่เชื่อทั้งปวง ทั้งในทางวาจาและการประพฤติ ในความรัก ในความเชื่อ และในความบริสุทธิ์ ใน ปัจจุบัน เราไม่ได้วัดคนแค่ความฉลาด IQ เท่านั้น สมัยก่อน เราวัดความเก่งด้วย แค่IQ อัจฉริยภาพ หรือไอคิว (IQ) เพราะชีวิตที่สุดยอด ในมุมมองพระคัมภีร์ มองที่ความสัมพันธ์กับพระเจ้าและสุขภาพ อารมณ์ (ผลพระวิญญาณ) และมนุษยสัมพันธ์ หากคนมีไอคิวดีเด็กฉลาดแต่เข้าสังคมไม่ได้ ทำงานกับคนอื่นยาก ก็ไม่มีประโยชน์ที่ จะฉลาด เพราะ เป็นคนเห็นแก่ตัว ล้ำเส้น สิทธิของผู้อื่น หรือเป็นคนที่สุขภาพไม่แข็งแรง อยากจะให้ดูพระวจนะของพระเจ้าสองตอนด้วยกัน ลูกา 2:40 พระกุมารนั้นก็เจริญวัยแข็งแรงขึ้น ประกอบด้วยสติปัญญาและพระคุณของพระเจ้าอยู่กับท่าน 3ยอห์น 1-5ท่านที่รัก ข้าพเจ้าอธิษฐานขอให้ท่านมีพลานามัยสมบูรณ์ และเจริญสุขทุกประการ อย่างจิตวิญญาณของท่านจำเริญอยู่นั้น ……เมื่อพวกพี่น้องบางคนได้มาและเป็นพยานถึงชีวิตอันคงเส้นคงวา (อดทน) ของท่าน ตามที่ท่านได้ประพฤติตามสัจจะ (จริยธรรม) นั้นไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้ข้าพเจ้าปีติยิ่งกว่านี้……ประพฤติตามสัจ จธรรม ท่านที่รัก เมื่อท่านกระทำสิ่งใดให้พี่น้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ให้แก่แขกที่มาบ้าน ก็เป็นที่แสดงความภักดีของท่าน สรุปได้ว่า คนที่มีไอคิวดี หรือจะสร้างเด็กที่ฉลาด ต้องสร้างเสริมด้านอารมณ์ สุขภาพ การบังคับตนเองที่เป็นผู้ใหญ่ด้วย 1ทิโมธี 4:12 อย่าให้ผู้ใดหมิ่นประมาทความหนุ่มแน่นของท่าน แต่จงเป็นแบบอย่างแก่คนที่เชื่อทั้งปวง ทั้งในทางวาจาและการประพฤติ ในความรัก ในความเชื่อ และในความบริสุทธิ์ เขียนโดย อ.เจริญ...

Read More