ชีวิตที่เคยล้มลงของแคทเธอรีน คูลห์แมน

11 ก.พ. 1891 — 9 พ.ค.1907 ช่วงชีวิตของ Kathryn Johanna Kuhlman บุตรของ Joseph Adolph Kuhlman กับ Emma Walkenhorst ที่เมือง คอนคอร์เดีย รัฐมิสซูรี่ พี่สาวของเธอชื่อ Myrtle Kuhlman แต่งงานกับ Everett Parrot ฤดูใบไม้ร่วง ปี 1921 แคทเธอรีน คูลห์แมน บังเกิดใหม่ที่ คจ.เมทธอดิสท์ ประมาณปี 1924 แคทเธอรีนร่วมกับพี่สาวและพี่เขยเดินทางไปประกาศที่รัฐวอชิงตันและโอเรกอน ตอนนั้นเธอได้มีโอกาสเทศนาบ้างเป็นครั้งคราว จนปี 1928 เธอเริ่มต้นพันธกิจของตัวเองที่เมืองบอยเซ่ รัฐไอดาโฮ จนถึงปี 1933 ที่เมืองพิวโบล รัฐโคโรลาโด้ เธอได้จัดการประชุม ฟื้นใจ และดำเนินติดต่อกันเป็นเวลานานถึง 6 เดือน ต่อมาวันที่ 27 ส.ค. 1933 – จัดการประชุมที่เดน เวอร์เป็นครั้งแรกและดำเนินยาวนานเป็นเวลา 5 ปี และเริ่มต้นจัดรายการ วิทยุเป็นครั้งแรก ชื่อว่า KVOD จนวันที่ 28 ธ.ค. 1934 — คุณพ่อถูกรถชน และเสียชีวิตในอีก 2 วันต่อมา โดยไม่ได้เห็นหน้าเธอเป็นครั้งสุดท้ายต่อมา 25 ก.พ. 1935 หน่วยงาน Denver Revival Tabernacle ได้ก่อตั้งขึ้น โดยมี แคทเธอรีน คูลห์แมน เป็นผู้อำนวยการการก่อตั้งอาคาร ซึ่งสร้างแล้ว เสร็จในเดือนมิถุนายน ปี1936 คุณแม่ของเธอบังเกิดใหม่และรับบัพติสมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ขณะร่วมการประชุมของเธอที่เมืองเดนเวอร์เหตุการเริ่มแปรผันเมื่อเธอหันจากการทรงเรียกของพระเจ้า ต้นปี 1937 Burroughs Waltrip ผู้ประกาศหนุ่มรูปหล่อชาวเมืองเท็กซัส ซี่งเป็นหนึ่งในนักเทศน์รับเชิญหลายคนที่ถูกเชิญให้มาเทศนา มาเยี่ยม Denver Revival Tabernacle เป็นครั้งแรก หลังจากนั้นในปลายปีเดียวกัน เขาฟ้องหย่าภรรยาคนแรกของเขา เขาทิ้งเธอพร้อมลูกชายเล็ก ๆ 2 คน และมาเริ่มต้นพันธกิจใหม่ของตัว เอง ตั้งชื่อว่า Radio Chapel ที่เมืองเมสันซิตี้ รัฐไอโอว่า เดือนกรกฎาคม 1938 – แคทเธอรีน คูลห์แมนได้รับเชิญให้มาเทศนาที่ Radio Chapel ปรากฏว่าสองคนเริ่มมีความสัมพันธ์ ลึกซึ้งต่อกัน จนวันที่ 18 ต.ค.1938 แคทเธอรีนได้แต่งงานกับ Burroughs Waltrip ที่เมืองเมสันซิตี้Radio Chapel ถูกปิดหลังจากนั้นไม่นาน และทั้งคู่ต้องจากไอโอว่าไปอยู่ที่อื่น จนปี 1943 ข่าวเรื่องการแอบแต่งงานอย่างไม่ถูกต้องของทั้งสองรั่วออกไป ทำให้การ ประชุมต้องถูกยกเลิกไป ทั้งคู่ย้ายไปอยู่อพาร์ทเมนท์ ที่เมืองลอสแองเจลลิส รัฐคาลิฟอร์เนีย ที่นั่นเองที่แคทเธอรีนมีประสบการณ์ตายต่อตัวเอง เธอ รู้สำนึกผิดและตัดสนใจทิ้งสามีของเธอ ซื้อตั๋วรถไฟเที่ยวเดียวไปเมืองแฟลงคลิน รัฐเพนซิลวาเนีย โดยไม่กลับมาหาและติดต่อชายที่เธอแต่งงานด้วยอย่างไม่ถูกต้องอีกเลยตลอดชีวิตเธอซื้อตั๋วรถไปเที่ยวเดียวจริงๆ และไม่คิดหันหลังกลับมาอีก ชีวิตเธอมอบให้กับพระองค์ กลับมาสู่การทรงเรียกอีกครั้งอย่างแท้จริงพายุเริ่มโหมเข้ามา ปี 1945 อีกสองปีหลังเธอกลับใจใหม่ จากความบาปล่วงประเวณี เธอถูกพาดหัวในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นว่าหย่ากับสามี ทั้งที่ขณะนั้นวอลทริบยังไม่ได้ยื่นขอหย่ากับเธอเลยตามกฏหมาย จึงต้องกลับไปเพนซิลวาเนีย จากนั้นเมื่อเธอเดินทางไปที่ไหน เริ่มจัดประกาศ เมื่อถีงวันงานหนังสือพิมพ์ หรือนักข่าว บางครั้งก็เป็นคริสตจักร ได้ออกข่าวโจมตี เธอว่าเคยแต่งานและหย่า จึงทำไห้งานประกาศ งานประชุมของเธอเลิกจัดกลางครัน บางครั้งเธอย้ายไปอีกเมืองหนึ่ง และเริ่มจัดการประชุมใหม่ ใกล้ถึงเวลางานปรากฏว่าข่าวเรื่องการหย่ากับสามี ก็ตามไปถึงที่นั่น เธอก็งดจัดการประชุมอีก ผลจากการกลับใจใหม่ของเธอ และละทิ้งกับความบาปในอดีต แม้พระเจ้ายกโทษให้แก่เธอ แต่ว่านักข่าว คริสตชน ไม่ยอมที่จะให้โอกาสเธอเสียแล้ว เธอต้องย้ายถิ่นฐานบ่อย ๆ เพราะอยากหลบคำกล่าวหาจากอดีต และเธอต้องพิสูจน์ การกลับใจใหม่ไปอีกนาน โดยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะผ่านพ้นสถานการณ์นี้พระเจ้ามีเวลาของพระองค์ ก.พ. 1946 –เธอเริ่มเช่าสถานที่ของ Gospel Tabernacle จาก M.J. Maloney เธอเริ่มต้นออกอากาศรายการวิทยุ และต่อมา เธอเริ่มสนใจเรื่องการรักษาโรค จึงเดินทางไปดูตามที่ต่าง ๆ ที่มีการจัดครูเสด รักษาโรค และเธอเริ่มศึกษาค้นคว้าพระคัมภีร์อย่างจริงจังเกี่ยวกับเรื่องพระวิญญาณ บริสุทธิ์ต่อมา พ.ย. 1946 – เธอ ได้พบกับหญิงม่าย 2 คน ซึ่งได้ชวนให้แคทเธอรีนไปอยู่ด้วย ต่อมาหญิงม่ายคนหนึ่งตาย อีกคนกลายเป็นเลขาฯ ส่วนตัวของ แคทเธอรีนตลอดชีวิตของเธอ จนเดือน เมษายน 1947 -เธอ เริ่มสอนเรื่องพระวิญญาณ จากนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นพยานว่าได้รับการรักษาโรค อีกไม่นานต่อมาก็มีการหายโรคครั้งที่สอง จนปี 1948 วอลทริบ สามีเธอ ขอหย่าอย่างเป็นทางการ โดยมีเพื่อนสนิทของทั้งสองเป็นผู้เดินเรื่องให้อย่างลับ ๆ จนวันที่ 4 ก.ค. 1948 – เธอจัดการประชุม Miracle Crusade เป็นครั้งแรก จากนั้นก็จัดติดต่อกันเป็นเวลา 20 ปี ห้องประชุมล้นและเกิดการอัศจรรย์ตั้งแต่ครั้งแรกของการประชุม และปี 1973 — ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิต ทางด้านมนุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยออรัล โรเบิร์ท แคทเธอรีน เสียชีวิตในวันที่ 20 ก.พ. 1976 เนื่องจากหัวใจล้มเหลวจากบทเรียนนี้ แม้จะพลาดออกจากเส้นทางของพระเจ้า บาปหนักแค่ไหน มนุษย์รังเกียจ และจะไม่มีโอกาสให้ได้ยืนหยัด แต่ผลจากการกลับใจใหม่ของท่าน ก็จะเป็นที่ประจักษ์ และสามารถรับใช้ในงาน อันยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งได้ เหมือนแคทเธอรีน คูลห์แมน ผู้ที่ตีตั๋วรถไฟเที่ยวเดียว ออกจากชีวิตเก่า และไม่ตีตั๋กลับอีกเลย พระเจ้ารอทุกคนอยู่ครับ เขียนโดย อาจารย์เจริญ...

Read More

ผู้นำศตวรรษที่ 20 มักจะเป็นผู้จัดการภายในตัว

ครั้งที่แล้วผมได้ พูดถึงเรื่องผู้นำกับผู้จัดการแตกต่างกันอย่างไร เพราะเราจะได้รู้ถึงธรรมชาติคนทั้งสองประเภทนี้ว่าผู้นำมักมีไอเดียรายวัน หรือรายเดือน มองภาพกว้าง ใหญ่ แต่ผู้จัดการเขาสามารถ แยกแยะ จัดลำดับความสำคัญ เอาไอเดียของผู้นำมาจัดการเป็นระบบหมวดหมู่ ลำดับตามความสำคัญได้เป็นอย่างดี แต่ผู้นำในศตวรรษ ที่ 20 ต่างกับผู้นำยุคก่อนแล้ว ที่จะมานั่งในห้องประชุม หรือโทรบอกผู้จัดการ ให้พิมพ์จดหมาย ร่างจดหมาย โทรหาคนนั้นคนนี้ ไปวางแผนมาส่ง หรือจะทำอะไรก็ต้องเรียกผู้จัดการคนนั้นมาทำให้หมด ผลก็คือหากขาดผู้จัดการ ผู้นำคนนี้เหมือนเป็นง่อยไปเลยนะครับ ปัจจุบันผู้นำที่โดดเด่นมักจะเป็นผู้จัดการกึ่งๆภายในตัว พร้อมกับโน้ตบุ๊คคอมพิวเตอร์หนึ่งตัว เขาไม่ต้องเรียกเลขามาชงกาแฟให้ และไปร่างจดหมาย พิมพ์จดหมายให้แล้ว มันล้าสมัยแล้วครับ เพราะผู้นำในปัจจุบันหลายคน เขามีไอเดียขณะนั้นเขาอาจนั่งที่ร้านกาแฟ ซึ่งปัจจุบันก็สามารถเชื่อมต่อ wi fi หรือ อินเตอร์เน็ตได้ สั่งกาแฟมากิน พร้อมกับเช็คเมล์เอง ส่งเอง ตอบเองได้ทันที และที่ต้องการรายละเอียดในการปฎิบัติการรองต่อมา ค่อยให้ผู้จัดการนำไปทำต่อให้สำเร็จ หรืออีกภาพหนึ่ง สมัยก่อนผู้นำต้องร่างเอกสารหรือให้ผู้จัดการค้นหาข้อมูลโทรติดต่อ สมัยนี้ผู้นำสามารถค้นหาข้อมูลดิบเองทางเว็บไซด์ เพราะร้าน บริษัทในปัจจุบันก็มีข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตได้ สามารถโอนเงิน จ่ายเงินได้หมด จะสมัครวีซ่าไปอเมริกา ก็สามารถดาวน์โหลดทางเว็บไซต์ เรื่องพวกนี้ผู้นำเขาทำกันได้ทุกที่ทันที แม้ไปพักผ่อนที่ชะอำ หัวหิน หากวันนี้ท่านหวังแค่จะเป็นผู้นำที่ดี อบอุ่น แต่ท่านต้องใช้บุคลากรมากมาย เสียงบประมาณในสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องเสีย เพราะผู้นำต้องปรับตัวพัฒนาที่จะคิดได้ทั้งแบบกว้าง ๆ คือคิดภาพใหญ่ และคิดมองภาพแบบ ภาพเล็ก แต่ทั้งสองแบบ ปัจจุบันมันต้องไปด้วยกัน และผู้นำศตวรรษที่ 20 มักจะเป็นผู้จัดการแบบกึ่ง ๆ ภายในตัวครับ ไม่ใช่แค่ใช้คำสั่งและแบ่งปันนิมิต พูด นั่งรอเลขามาชงกาแฟ ให้อย่างเดียว นี่คือสิ่งที่ผู้นำต้องพัฒนาและไม่เกี่ยวกับอายุจะมากแค่ไหน แต่ว่าท่านอยากจะให้พระเจ้าใช้ได้มาก และเหมาะกับยุคสมัยนี้มากแค่ไหนครับ Picture’s source: http://ayushveda.com/blogs/business/communication-and-leadership-leader-vs-manager/ครั้งที่แล้วผมได้ พูดถึงเรื่องผู้นำกับผู้จัดการแตกต่างกันอย่างไร เพราะเราจะได้รู้ถึงธรรมชาติคนทั้งสองประเภทนี้ว่าผู้นำมักมีไอเดียรายวัน หรือรายเดือน มองภาพกว้าง ใหญ่ แต่ผู้จัดการเขาสามารถ แยกแยะ จัดลำดับความสำคัญ เอาไอเดียของผู้นำมาจัดการเป็นระบบหมวดหมู่ ลำดับตามความสำคัญได้เป็นอย่างดี แต่ผู้นำในศตวรรษ ที่ 20 ต่างกับผู้นำยุคก่อนแล้ว ที่จะมานั่งในห้องประชุม หรือโทรบอกผู้จัดการ ให้พิมพ์จดหมาย ร่างจดหมาย โทรหาคนนั้นคนนี้ ไปวางแผนมาส่ง หรือจะทำอะไรก็ต้องเรียกผู้จัดการคนนั้นมาทำให้หมด ผลก็คือหากขาดผู้จัดการ ผู้นำคนนี้เหมือนเป็นง่อยไปเลยนะครับ ปัจจุบันผู้นำที่โดดเด่นมักจะเป็นผู้จัดการกึ่งๆภายในตัว พร้อมกับโน้ตบุ๊คคอมพิวเตอร์หนึ่งตัว เขาไม่ต้องเรียกเลขามาชงกาแฟให้ และไปร่างจดหมาย พิมพ์จดหมายให้แล้ว มันล้าสมัยแล้วครับ เพราะผู้นำในปัจจุบันหลายคน เขามีไอเดียขณะนั้นเขาอาจนั่งที่ร้านกาแฟ ซึ่งปัจจุบันก็สามารถเชื่อมต่อ wi fi หรือ อินเตอร์เน็ตได้ สั่งกาแฟมากิน พร้อมกับเช็คเมล์เอง ส่งเอง ตอบเองได้ทันที และที่ต้องการรายละเอียดในการปฎิบัติการรองต่อมา ค่อยให้ผู้จัดการนำไปทำต่อให้สำเร็จ หรืออีกภาพหนึ่ง สมัยก่อนผู้นำต้องร่างเอกสารหรือให้ผู้จัดการค้นหาข้อมูลโทรติดต่อ สมัยนี้ผู้นำสามารถค้นหาข้อมูลดิบเองทางเว็บไซด์ เพราะร้าน บริษัทในปัจจุบันก็มีข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตได้ สามารถโอนเงิน จ่ายเงินได้หมด จะสมัครวีซ่าไปอเมริกา ก็สามารถดาวน์โหลดทางเว็บไซต์ เรื่องพวกนี้ผู้นำเขาทำกันได้ทุกที่ทันที แม้ไปพักผ่อนที่ชะอำ หัวหิน หากวันนี้ท่านหวังแค่จะเป็นผู้นำที่ดี อบอุ่น แต่ท่านต้องใช้บุคลากรมากมาย เสียงบประมาณในสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องเสีย เพราะผู้นำต้องปรับตัวพัฒนาที่จะคิดได้ทั้งแบบกว้าง ๆ คือคิดภาพใหญ่ และคิดมองภาพแบบ ภาพเล็ก แต่ทั้งสองแบบ ปัจจุบันมันต้องไปด้วยกัน และผู้นำศตวรรษที่ 20 มักจะเป็นผู้จัดการแบบกึ่ง ๆ ภายในตัวครับ ไม่ใช่แค่ใช้คำสั่งและแบ่งปันนิมิต พูด นั่งรอเลขามาชงกาแฟ ให้อย่างเดียว นี่คือสิ่งที่ผู้นำต้องพัฒนาและไม่เกี่ยวกับอายุจะมากแค่ไหน แต่ว่าท่านอยากจะให้พระเจ้าใช้ได้มาก และเหมาะกับยุคสมัยนี้มากแค่ไหนครับ เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล Picture’s source:...

Read More

ผู้นำกับการเคลื่อนในการฟื้นใจดังแม่น้ำ

เวลา นี้พวกเราที่เคลื่อนในแม่น้ำของพระเจ้า มีประสบการณ์ในการกระโดดลงในแม่น้ำ แห่งการเจิม การเยียวยา การทรงสถิตของพระองค์ลึกลงตามลำดับ เมื่อเรากระโดดลงไปในแม่น้ำแห่งชีวิตที่ไหลเข้ามาสู่ชีวิตคริสตจักรของเรา เราควรจะเข้าใจจุดประสงค์ของการดื่ม การก้าวลงไปในแม่น้ำของพระองค์ คำว่า แม่น้ำ ในพระคัมภีร์ถูกใช้เป็นสถานที่ตั้งเมืองและตั้งรกรากที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ ยังใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น ยอห์นใช้ในการรับบัพติสมา หรือนาอามานใช้จุ่มตัวเพื่อรักษาโรค (2 พกษ.5:14) ในพระคัมภีร์เดิม แม่น้ำยูเฟรติสเป็นแม่น้ำสายพิเศษ และมักใช้คำว่า “The River” (เอสรา 4:10) มักถูกใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์กำหนดเขตแดนชาติอิสราเอล (ปฐก. 15:18; ฉธบ. 1:7) ถูกครอบครองในช่วงสั้น ๆ ในสมัยของดาวิดและซาโลมอน (2 ซมอ. 8:3; 1 พกษ 4:21) เขตแดนนี้ต้องสูญเสียไปในที่สุด แต่ก็ยังได้รับการยืนยันจากบรรดาผู้เผยพระวจนะว่าเป็นพระสัญญาของพระเจ้า (อสย. 27:12; มีคาห์ 7:12). นอกจากนี้ แม่น้ำยูเฟรติสยังเป็นเครื่องหมายทางภูมิศาสตร์ของเขตแดนระหว่างเมโสโปเตเมียกับอัสซีเรีย แม่น้ำของสวนเอเดน ซึ่งประกอบด้วยแม่น้ำยูเฟรติสและไทกริส เป็นสัญญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ที่พระเจ้าประทานให้ (ปฐก. 2:10-14) แนวความคิดนี้ยังครอบคลุมไปถึงภูเขาซีโยน ซึ่งเล็งถึงพระพรของพระเจ้า (สดด.46:4; อสค.47:5-12) และเยรูซาเล็มใหม่ (วว.22:1-2) คำว่าแม่น้ำ มักถูกใช้เพื่อแสดงถึงความปีติยินดีของพระเจ้า (สดด.36:8) สันติสุข (อสย.48:18; 66:12) ชีวิต (ยน.7:38) น้ำตา (พคค.3:48) ทั้งยังใช้ในความหมายถึงสิทธิอำนาจในการควบคุมเหนือธรรมชาติของพระเจ้า (สดด.107:33; อสย.42:15) บาง คนใช้คำนี้ หมายถึง การฟื้นฟู เราอยู่ในแม่น้ำของพระเจ้าจึงหมายถึง เราอยู่ในคลื่นการฟื้นฟูของพระเจ้า เหมือนดังบทเพลงที่ร้องกันอย่างแพร่หลายว่า “สายน้ำไหลหลากจากบนภูเขา นำเอาความชื่นบานสู่ทุก ๆ ที่ที่ผ่านไป” แม่น้ำแห่งชีวิตนี้ คือการเคลื่อนของพระวิญญาณของพระเจ้าในการฟื้นฟู (อสค.47) ได้นำเอา “…วาระ พักผ่อนหย่อนใจ…มาจากพระพักตร์พระเจ้า” (กจ 3:19) จริง ๆ แต่แม่น้ำของพระเจ้าเป็นมากกว่าความชื่นบาน ในขณะที่หลายคนพอใจเพียงแค่ยืนอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำ อยู่ในการทรงสถิตย์ของพระเจ้า แต่แม่น้ำไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่นั้น แม่น้ำยังทำหน้าที่ในการเชื่อมต่อแหล่งน้ำในที่ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน แม่น้ำต้องไหลออกไปในธรรมชาติ แม่น้ำไม่ได้เพียงแต่ไหลไปไหลมาเท่านั้น แต่จะต้องไหลไปสู่ทะเล มหาสมุทร หรือแม่น้ำสายอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน  การฟื้นฟูไม่ได้จบแค่มีประสบการณ์ แล้วจบในตัวเองแค่นั้น แต่ต้องหมายถึงการขยายออกไป โดยการชำระในแม่น้ำแห่งการฟื้นฟู เราจะได้รับการชำระให้สะอาด ยอมจำนนที่จะเคลื่อนไปกับพระวิญญาณ ได้รับความสดชื่น และได้ใช้ของประทาน ยิ่งกว่านั้น แม่น้ำแห่งการฟื้นฟูที่แท้จริงจะต้องขยายออกไปยังดินแดนที่แห้งแล้ง และไปถึงคนที่หลงหาย ไม่ใช่จบแค่ในคริสตจักร หรือเซลของเราเช่น เดียวกับแม่น้ำที่ต้องมีทางออก แม่น้ำก็ต้องมีต้นน้ำด้วย และต้นน้ำต้องอยู่สูงกว่าแม่น้ำเอง มันอาจไหลลงมาจากภูเขา แต่มันก็จะไม่หยุดอยู่ตรงนั้น มันจะไหลลงไปสู่ที่ต่ำกว่า ไปยังหุบเขา เมื่อมันไหลอย่างอิสระ แม่น้ำของพระเจ้าจะเชื่อมความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า (ภูเขา) ไปยังที่ที่ต้องการ (หุบเขา) ภูเขายิ่งสูง น้ำยิ่งไหลแรง หุบเขายิ่งลึง น้ำก็ยิ่งไหลแรง น้ำยิ่งไหลแรง อำนาจของมันก็ยิ่งมาก แม่น้ำไม่ไหลสะเปะสะปะ มันมีทิศทางของมัน น้ำไม่เคยไหลจากฝั่งตะวันออกไปยังฝั่งตะวันตก หรือไหลขึ้นแล้วไหลลงอย่างไร้จุดหมาย มันมีระเบียบของมัน ไหลไปตามทางของมัน และไหลไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก สิ่งเหล่านี้ เปรียบเหมือนกับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและการยอมจำนนในพระกาย เมื่อมันออกนอกลู่นอกทางอย่างควบคุมไม่ได้ ก็จะก่อให้เกิดน้ำท่วม ถึงแม้ว่าจะมีหลายคนมองการฟื้นฟูว่าเป็นความบ้าคลั่งที่ไร้ระเบียบ แต่แม่น้ำช่วยเปลี่ยนสภาพทางภูมิศาสตร์ สร้างความสวยงาม ช่วยขัดให้หินเรียบลื่นขึ้น นำสิ่งต่าง ๆ ลงมาจากภูเขา สร้างความประทับใจในรูปแบบต่าง ๆ ที่มันไหลผ่านไป นี่เป็นภาพของการฟื้นฟูที่แท้จริง ซึ่งจะเปลี่ยนชีวิตของเรา และคนรอบข้างที่ได้สัมผัสชีวิตของเรา เราจะไม่เป็นเหมือนเดิม อีกต่อไป  แม่น้ำสามารถเป็นแหล่งของพลังงานเมื่อถูกนำไปใช้อย่างถูกต้อง ซึ่งหมายถึงความมีวินัยฝ่ายวิญญาณ แต่เพราะว่าแม่น้ำต้องไหลไป มันจึงไม่มีรูปแบบ ไม่สามารถตรึงเอาไว้ (ไม่มีแม้น้ำแข็ง มีแต่ทะเลสาปแข็งเป็นน้ำแข็ง เพราะแม่น้ำไหลตลอดเวลา แต่ทะเลสาปอยู่นิ่ง ๆ) • แม่น้ำจะนำเอาสิ่งที่ไม่ขัดขืนมัน ยอมไหลตามมันไปด้วย แค่เพียงแต่อยู่ในแม่น้ำเฉย ๆ เท่านั้น โดยไม่ขัดขืน เช่นเดียวกัน พระเจ้ามีวิธีการของพระองค์ในการเคลื่อนในเรื่องการฟื้นฟู สิ่งที่เราต้องทำมีอย่างเดียวคือ เชื่อฟังและทำตาม ไหลไปตามกระแสของมัน อย่าดื้อดึง แล้วมันจะพาเราไปเอง • แม่น้ำไม่ได้ไหลเป็นเส้นตรง มันโค้งไปมา ทางของพระเจ้าก็เช่นกัน ไม่สามารถคาดเดาได้ พระองค์ไม่ได้ทำอย่างเดียวกันทุกครั้ง ไม่เช่นนั้นเราคงสามารถผลิตการเคลื่อนของพระเจ้าได้เอง (มีคนเคยพยายามแล้ว แต่ไม่สำเร็จ!) โดยธรรมชาติแล้ว ความลึกของแม่น้ำมักจะสัมพันธ์กับความกว้าง ยิ่งเราลึกกับพระเจ้ามากเท่าไหร่ • หมายสำคัญและการอัศจรรย์ก็ยิ่งมากเท่านั้น เช่น การรักษาโรค การเผยพระวจนะ ขึ้นอยู่กับระดับของการไหลไปกับการฟื้นฟู ยิ่งมากเราก็จะมีประสบการณ์ในฤทธิ์อำนาจมาก  • แม่น้ำชะล้างให้สะอาด แน่นอนว่านี่เล็งถึงความบริสุทธิ์ แม่น้ำแห่งชีวิตนั้นจะใสราวกับกระจก (วว.22:1) เพราะว่าน้ำนั้นไม่เปื้อนโคลน จึงไม่มีสิ่งในโลกนี้ปะปนมากับน้ำ แม่น้ำแห่ง ชีวิต รักษาชีวิตที่อาศัยอยู่ในนั้น และนำน้ำแห่งชีวิตไปยังทุก ๆ ที่ที่มันไป ดังที่เอเศเคียล 47:7-9 กล่าวว่า “ต้นไม้มากมายอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำทั้งสองฟาก …แม่น้ำนั้นไปถึงที่ไหน สัตว์มีชีวิตที่อยู่กันเป็นฝูงก็จะมีชีวิตได้ และที่นั่นมีปลามากมาย เพราะว่าน้ำนี้ไปถึงที่นั่นน้ำทะเลก็จืด เพราะฉะนั้นแม่น้ำไปถึงไหน ทุกสิ่งก็มีชีวิต” Picture’s source: http://menuiq.blogspot.com/2010/12/oldies-moon-river.html เวลา นี้พวกเราที่เคลื่อนในแม่น้ำของพระเจ้า มีประสบการณ์ในการกระโดดลงในแม่น้ำ แห่งการเจิม การเยียวยา การทรงสถิตของพระองค์ลึกลงตามลำดับ เมื่อเรากระโดดลงไปในแม่น้ำแห่งชีวิตที่ไหลเข้ามาสู่ชีวิตคริสตจักรของเรา เราควรจะเข้าใจจุดประสงค์ของการดื่ม การก้าวลงไปในแม่น้ำของพระองค์ คำว่า แม่น้ำ ในพระคัมภีร์ถูกใช้เป็นสถานที่ตั้งเมืองและตั้งรกรากที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ ยังใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น ยอห์นใช้ในการรับบัพติสมา หรือนาอามานใช้จุ่มตัวเพื่อรักษาโรค (2 พกษ.5:14) ในพระคัมภีร์เดิม แม่น้ำยูเฟรติสเป็นแม่น้ำสายพิเศษ และมักใช้คำว่า “The River” (เอสรา 4:10) มักถูกใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์กำหนดเขตแดนชาติอิสราเอล (ปฐก. 15:18; ฉธบ. 1:7) ถูกครอบครองในช่วงสั้น ๆ ในสมัยของดาวิดและซาโลมอน (2 ซมอ. 8:3; 1 พกษ 4:21) เขตแดนนี้ต้องสูญเสียไปในที่สุด แต่ก็ยังได้รับการยืนยันจากบรรดาผู้เผยพระวจนะว่าเป็นพระสัญญาของพระเจ้า (อสย. 27:12; มีคาห์ 7:12). นอกจากนี้ แม่น้ำยูเฟรติสยังเป็นเครื่องหมายทางภูมิศาสตร์ของเขตแดนระหว่างเมโสโปเตเมียกับอัสซีเรีย แม่น้ำของสวนเอเดน ซึ่งประกอบด้วยแม่น้ำยูเฟรติสและไทกริส เป็นสัญญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ที่พระเจ้าประทานให้ (ปฐก. 2:10-14) แนวความคิดนี้ยังครอบคลุมไปถึงภูเขาซีโยน ซึ่งเล็งถึงพระพรของพระเจ้า (สดด.46:4; อสค.47:5-12) และเยรูซาเล็มใหม่ (วว.22:1-2) คำว่าแม่น้ำ มักถูกใช้เพื่อแสดงถึงความปีติยินดีของพระเจ้า (สดด.36:8) สันติสุข (อสย.48:18; 66:12) ชีวิต (ยน.7:38) น้ำตา (พคค.3:48) ทั้งยังใช้ในความหมายถึงสิทธิอำนาจในการควบคุมเหนือธรรมชาติของพระเจ้า (สดด.107:33; อสย.42:15) บาง คนใช้คำนี้ หมายถึง การฟื้นฟู เราอยู่ในแม่น้ำของพระเจ้าจึงหมายถึง เราอยู่ในคลื่นการฟื้นฟูของพระเจ้า เหมือนดังบทเพลงที่ร้องกันอย่างแพร่หลายว่า “สายน้ำไหลหลากจากบนภูเขา นำเอาความชื่นบานสู่ทุก ๆ ที่ที่ผ่านไป” แม่น้ำแห่งชีวิตนี้ คือการเคลื่อนของพระวิญญาณของพระเจ้าในการฟื้นฟู (อสค.47) ได้นำเอา “…วาระ พักผ่อนหย่อนใจ…มาจากพระพักตร์พระเจ้า” (กจ 3:19) จริง ๆ แต่แม่น้ำของพระเจ้าเป็นมากกว่าความชื่นบาน ในขณะที่หลายคนพอใจเพียงแค่ยืนอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำ อยู่ในการทรงสถิตย์ของพระเจ้า แต่แม่น้ำไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่นั้น แม่น้ำยังทำหน้าที่ในการเชื่อมต่อแหล่งน้ำในที่ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน แม่น้ำต้องไหลออกไปในธรรมชาติ แม่น้ำไม่ได้เพียงแต่ไหลไปไหลมาเท่านั้น แต่จะต้องไหลไปสู่ทะเล มหาสมุทร หรือแม่น้ำสายอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน การฟื้นฟูไม่ได้จบแค่มีประสบการณ์ แล้วจบในตัวเองแค่นั้น แต่ต้องหมายถึงการขยายออกไป โดยการชำระในแม่น้ำแห่งการฟื้นฟู เราจะได้รับการชำระให้สะอาด ยอมจำนนที่จะเคลื่อนไปกับพระวิญญาณ ได้รับความสดชื่น และได้ใช้ของประทาน ยิ่งกว่านั้น แม่น้ำแห่งการฟื้นฟูที่แท้จริงจะต้องขยายออกไปยังดินแดนที่แห้งแล้ง และไปถึงคนที่หลงหาย ไม่ใช่จบแค่ในคริสตจักร หรือเซลของเราเช่น เดียวกับแม่น้ำที่ต้องมีทางออก แม่น้ำก็ต้องมีต้นน้ำด้วย และต้นน้ำต้องอยู่สูงกว่าแม่น้ำเอง มันอาจไหลลงมาจากภูเขา แต่มันก็จะไม่หยุดอยู่ตรงนั้น มันจะไหลลงไปสู่ที่ต่ำกว่า ไปยังหุบเขา เมื่อมันไหลอย่างอิสระ แม่น้ำของพระเจ้าจะเชื่อมความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า (ภูเขา) ไปยังที่ที่ต้องการ (หุบเขา) ภูเขายิ่งสูง น้ำยิ่งไหลแรง หุบเขายิ่งลึง น้ำก็ยิ่งไหลแรง น้ำยิ่งไหลแรง อำนาจของมันก็ยิ่งมาก แม่น้ำไม่ไหลสะเปะสะปะ มันมีทิศทางของมัน น้ำไม่เคยไหลจากฝั่งตะวันออกไปยังฝั่งตะวันตก หรือไหลขึ้นแล้วไหลลงอย่างไร้จุดหมาย มันมีระเบียบของมัน ไหลไปตามทางของมัน และไหลไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก สิ่งเหล่านี้ เปรียบเหมือนกับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและการยอมจำนนในพระกาย เมื่อมันออกนอกลู่นอกทางอย่างควบคุมไม่ได้ ก็จะก่อให้เกิดน้ำท่วม ถึงแม้ว่าจะมีหลายคนมองการฟื้นฟูว่าเป็นความบ้าคลั่งที่ไร้ระเบียบ แต่แม่น้ำช่วยเปลี่ยนสภาพทางภูมิศาสตร์ สร้างความสวยงาม ช่วยขัดให้หินเรียบลื่นขึ้น นำสิ่งต่าง ๆ ลงมาจากภูเขา สร้างความประทับใจในรูปแบบต่าง ๆ ที่มันไหลผ่านไป นี่เป็นภาพของการฟื้นฟูที่แท้จริง ซึ่งจะเปลี่ยนชีวิตของเรา และคนรอบข้างที่ได้สัมผัสชีวิตของเรา เราจะไม่เป็นเหมือนเดิม อีกต่อไป แม่น้ำสามารถเป็นแหล่งของพลังงานเมื่อถูกนำไปใช้อย่างถูกต้อง ซึ่งหมายถึงความมีวินัยฝ่ายวิญญาณ แต่เพราะว่าแม่น้ำต้องไหลไป มันจึงไม่มีรูปแบบ ไม่สามารถตรึงเอาไว้ (ไม่มีแม้น้ำแข็ง มีแต่ทะเลสาปแข็งเป็นน้ำแข็ง เพราะแม่น้ำไหลตลอดเวลา แต่ทะเลสาปอยู่นิ่ง ๆ) • แม่น้ำจะนำเอาสิ่งที่ไม่ขัดขืนมัน ยอมไหลตามมันไปด้วย แค่เพียงแต่อยู่ในแม่น้ำเฉย ๆ เท่านั้น โดยไม่ขัดขืน เช่นเดียวกัน พระเจ้ามีวิธีการของพระองค์ในการเคลื่อนในเรื่องการฟื้นฟู สิ่งที่เราต้องทำมีอย่างเดียวคือ เชื่อฟังและทำตาม ไหลไปตามกระแสของมัน อย่าดื้อดึง แล้วมันจะพาเราไปเอง • แม่น้ำไม่ได้ไหลเป็นเส้นตรง มันโค้งไปมา ทางของพระเจ้าก็เช่นกัน ไม่สามารถคาดเดาได้ พระองค์ไม่ได้ทำอย่างเดียวกันทุกครั้ง ไม่เช่นนั้นเราคงสามารถผลิตการเคลื่อนของพระเจ้าได้เอง (มีคนเคยพยายามแล้ว แต่ไม่สำเร็จ!) โดยธรรมชาติแล้ว ความลึกของแม่น้ำมักจะสัมพันธ์กับความกว้าง ยิ่งเราลึกกับพระเจ้ามากเท่าไหร่ • หมายสำคัญและการอัศจรรย์ก็ยิ่งมากเท่านั้น เช่น การรักษาโรค การเผยพระวจนะ ขึ้นอยู่กับระดับของการไหลไปกับการฟื้นฟู ยิ่งมากเราก็จะมีประสบการณ์ในฤทธิ์อำนาจมาก • แม่น้ำชะล้างให้สะอาด แน่นอนว่านี่เล็งถึงความบริสุทธิ์ แม่น้ำแห่งชีวิตนั้นจะใสราวกับกระจก (วว.22:1) เพราะว่าน้ำนั้นไม่เปื้อนโคลน จึงไม่มีสิ่งในโลกนี้ปะปนมากับน้ำ แม่น้ำแห่ง ชีวิต...

Read More

ผู้นำกับการ “บริหาร”

การบริหาร คือ การจัดขบวนการเพื่อให้สามารถทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ดี โดยผ่านผู้บริหาร ในภาษากรีกการบริหาร หมายถึง กัปตันเรือ หรือ ผู้ครอบครองเป็นคำเดียวกัน เพราะว่ากัปตันเรือมีหน้าที่ควบคุมดูแลและนำเรือไปให้ถึงจุดหมายปลายทางโดย ปลอดภัย ดังนั้น กัปตันเรือย่อมต้องรู้เส้นทางเดินเรือและวิธีการควบคุมเรือให้ดีที่สุด รีลอย อิมส์ กล่าวว่า.การบริหารที่สำเร็จผล นั้น คือ 1. มีการวางแผนที่ดี 2. ทำงานนั้นด้วยความ เต็มใจ 3. มีความมุ่งมั่นแน่ว แน่ว่า จะต้องเห็นความสำเร็จของงานที่ทำให้ได้ 4. ต้องฟันฝ่าอุปสรรค และต่อสู้กับปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ   เมื่อเราบริหารเรา ต้องพึ่งการทรงนำไหม? สิ่งนี้ผู้นำ คริสเตียนที่เชื่อใหม่อาจยังไม่เข้าใจและสงสัยว่า เราควรจะเน้นชีวิตที่ ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และการทรงนำ หรือความสามารถในการบริ หารมากกว่า กัน ?   หากเราจะสังเกตุ คุณสมบัติ 3 ประการที่พระคัมภีร์ เน้นในการเป็นผู้บริหารงาน ในพระวัจนะของพระเจ้า ทั้งพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ ดังนี้ พระ คัมภีร์เดิม อพย.18:21 พระคัมภีร์ใหม่ กจ.6:3 1.มีความสามารถ  2.ยำ เกรงพระเจ้า 3.ไม่ กินสินบน 1.สติ ปัญญา  2.ประกอบ 3.ชื่อ เสีย   ในที่นี้ ความเข้าใจในความสามารถ มี 2 ลักษณะ คือ 1. เป็นของประทานจากพระ เจ้า หรือของประทานด้านบุ คลิคภาพ ด้านภาระใจ ตามโรม 12:6-8 และเราทุกคนมีของ ประทานที่ต่างกัน ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา คือถ้าเป็นการเผยพระวจนะ ก็จงเผยตามกำลังของความเชื่อถ้าเป็นการปรนนิบัติก็จงปรนนิบัติ ถ้าเป็นการสั่งสอนก็จงสั่งสอน ถ้าเป็นการเตือนสติก็จงเตือนสติ ถ้าเป็นการบริจาค ก็จงให้ด้วยใจกว้างขวาง ผู้ที่ครอบครอง ก็จงครอบครองด้วยเอาใจใส่ ผู้ที่แสดงความเมตตา ก็จงแสดงด้วยใจยินดี ดังนั้น เราต้องจัดคนให้ทำงานที่เหมาะกับของประทานของแต่ละคน 2. เป็นความสามารถเฉพาะ ตัว หรือตะลันต์ที่เรามี เช่น ทักษะการนำ ความสามารถที่เรียนรู้มา หรือเรียกว่าพรสวรรค์ที่พระเจ้าประทานให้ ซึ่งเกิดจากการฝึกฝน การเรียนรู้ จนอาจกลายเป็นพรสวรรค์ หรือพรแสวง 3. อย่าเน้นคนที่มี เพียงด้านใดด้านหนึ่ง เช่น ก. ไม่เน้นชีวิตฝ่าย วิญญาณที่ดี แต่มีความสามารถเท่านั้น ข. ไม่มีความสามารถ แต่มีชีวิตฝ่ายวิญญาณดีเท่านั้น แท้จริง เราควรเน้นทั้ง 2 ด้าน แต่ถ้าหากไม่มีความสามารถ แต่มีชีวิตดี และยินดีที่จะเรียนรู้พัฒนาก็เป็นสิ่งที่ผู้นำควร พัฒนาบุคคลเหล่านี้อย่างจริงจัง Picture’s source: http://www.dcgglobal.com/28-how-helpful-are-management-consultants-for-businessmen.html การบริหาร คือ การจัดขบวนการเพื่อให้สามารถทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ดี โดยผ่านผู้บริหาร ในภาษากรีกการบริหาร หมายถึง กัปตันเรือ หรือ ผู้ครอบครองเป็นคำเดียวกัน เพราะว่ากัปตันเรือมีหน้าที่ควบคุมดูแลและนำเรือไปให้ถึงจุดหมายปลายทางโดย ปลอดภัย ดังนั้น กัปตันเรือย่อมต้องรู้เส้นทางเดินเรือและวิธีการควบคุมเรือให้ดีที่สุด รีลอย อิมส์ กล่าวว่า.การบริหารที่สำเร็จผล นั้น คือ 1. มีการวางแผนที่ดี 2. ทำงานนั้นด้วยความ เต็มใจ 3. มีความมุ่งมั่นแน่ว แน่ว่า จะต้องเห็นความสำเร็จของงานที่ทำให้ได้ 4. ต้องฟันฝ่าอุปสรรค และต่อสู้กับปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ   เมื่อเราบริหารเรา ต้องพึ่งการทรงนำไหม? สิ่งนี้ผู้นำ คริสเตียนที่เชื่อใหม่อาจยังไม่เข้าใจและสงสัยว่า เราควรจะเน้นชีวิตที่ ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และการทรงนำ หรือความสามารถในการบริ หารมากกว่า กัน ?   หากเราจะสังเกตุ คุณสมบัติ 3 ประการที่พระคัมภีร์ เน้นในการเป็นผู้บริหารงาน ในพระวัจนะของพระเจ้า ทั้งพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ ดังนี้ พระ คัมภีร์เดิม อพย.18:21 พระคัมภีร์ใหม่ กจ.6:3 1.มีความสามารถ 2.ยำ เกรงพระเจ้า 3.ไม่ กินสินบน 1.สติ ปัญญา 2.ประกอบ 3.ชื่อ เสีย   ในที่นี้ ความเข้าใจในความสามารถ มี 2 ลักษณะ คือ 1. เป็นของประทานจากพระ เจ้า หรือของประทานด้านบุ คลิคภาพ ด้านภาระใจ ตามโรม 12:6-8 และเราทุกคนมีของ ประทานที่ต่างกัน ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา คือถ้าเป็นการเผยพระวจนะ ก็จงเผยตามกำลังของความเชื่อถ้าเป็นการปรนนิบัติก็จงปรนนิบัติ ถ้าเป็นการสั่งสอนก็จงสั่งสอน ถ้าเป็นการเตือนสติก็จงเตือนสติ ถ้าเป็นการบริจาค ก็จงให้ด้วยใจกว้างขวาง ผู้ที่ครอบครอง ก็จงครอบครองด้วยเอาใจใส่ ผู้ที่แสดงความเมตตา ก็จงแสดงด้วยใจยินดี ดังนั้น เราต้องจัดคนให้ทำงานที่เหมาะกับของประทานของแต่ละคน   2. เป็นความสามารถเฉพาะ ตัว หรือตะลันต์ที่เรามี เช่น ทักษะการนำ ความสามารถที่เรียนรู้มา หรือเรียกว่าพรสวรรค์ที่พระเจ้าประทานให้ ซึ่งเกิดจากการฝึกฝน การเรียนรู้ จนอาจกลายเป็นพรสวรรค์ หรือพรแสวง 3. อย่าเน้นคนที่มี เพียงด้านใดด้านหนึ่ง เช่น ก. ไม่เน้นชีวิตฝ่าย วิญญาณที่ดี แต่มีความสามารถเท่านั้น ข. ไม่มีความสามารถ แต่มีชีวิตฝ่ายวิญญาณดีเท่านั้น แท้จริง เราควรเน้นทั้ง 2 ด้าน แต่ถ้าหากไม่มีความสามารถ แต่มีชีวิตดี และยินดีที่จะเรียนรู้พัฒนาก็เป็นสิ่งที่ผู้นำควร พัฒนาบุคคลเหล่านี้อย่างจริงจัง เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล Picture’s source:...

Read More

ทุกคนเป็นผู้นำได้ ตอนที่ 5 จุดชนะใจที่ดีที่สุดของผู้นำ

อย่างแรกคือรักลูกน้อง ไม่ใช่รักงานนะครับ หากท่านรักลูกน้อง ดูแล ถามไถ่ เอาใจใส่พวกเขาและครอบครัวของเขา นั่นเป็นอาวุธและของขวัญ ท่านที่จะทำให้พวกเขาประทับใจ ถ้าท่านพร้อมที่จะรัก ให้โอกาสและส่งเสริมพวกเขาตลอดเวลา ผู้ตามมทุกคนสัมผัสถึงความจริงใจของท่านได้  ทำไมต้องรักคน? เพราะเมื่อท่านรักคนๆจะไปทำงานของท่านให้สำเร็จ แต่หากท่านรักงานไม่สนใจคลูกน้องของท่าน เมื่อลูกน้องเจ็บป่วย มีปัญหาเรื่องเงิน เงินไม่พอใช้ไม่พอกิน มีปัญหารกรุงรัง เขาก็จะทำงานให้ท่านอย่างด้อยประสิทธิภาพครับ ดังนั้นคนต้องมาก่อนงาน อย่างที่สองคือการให้โอกาส ไม่มีลูกน้องคนไหนไม่หวังที่จะมีโอกาสก้าวหน้า ไต่ไปสูงกว่าเดิม และฝันว่าจะเป็น หัวหน้างานในวันหนึ่ง  ฉะนั้นเราควรจะส่งเสริมเขา แต่ปรากฎว่าสมัยนี้หลายองค์กรและหน่วยงานยังคง มองข้ามจุดนี้ โดยให้ทีมทำงานไปโดยไม่เคยให้ความหวังในการที่จะก้าวหน้า และมักพูดเปรียบเทียบกับคนอื่นนอกบริษัทย และสุดท้ายก็จ้าง นำเขาเข้ามาทำในตำแหน่งที่ทีมงานบางคนฝึกขึ้นมาทำแทนก็ได้ แต่ท่านกลับไม่ทำ จึงทำให้กำลังใจของทีมงานเริ่มหมดไป ไฟเริ่มหาย ตอนนี้เองท่านจะเห็นปรากฎการณ์ต่อต้าน ดื้อเงียบ ขมขื่น และการโยกย้ายงานเกิดขึ้น เพราะท่านไม่ได้ให้ความหวังแก่ทีมงานของท่าน อย่างที่สามคือการสนับสนุนทีมงานแต่ละคน ให้มีความสามารถแตกต่างกัน หากท่านคอยสนับสนุนเขา ก็เท่ากับท่านสนับสนุนตัวเองขึ้นมา คนเราจะดูคนดูง่ายครับ เราจะดูว่าทีมงานของคนนั้นเก่งแค่ไหน ให้ดูศักกายภาพผู้นำของเขา  และจะดูว่าผู้นำคนนั้ ฉลาดแค่ไหน ก็ดจากการเลือกทีมงานของเขาที่อยู่รอบข้างเขา ดังนั้น ผู้ตามต้องเรียนรู้และใฝ่หาความรู้ ผู้นำก็ส่งเสริมผู้ตาม แล้วทีมงานของท่านจะสร้างประโยชน์มหาศาลให้แก่องค์กรครับ Picture’s source: http://global.wonderware.com/EN/Pages/WonderwareTechnicalSupport.aspx อย่างแรกคือรักลูกน้อง ไม่ใช่รักงานนะครับ หากท่านรักลูกน้อง ดูแล ถามไถ่ เอาใจใส่พวกเขาและครอบครัวของเขา นั่นเป็นอาวุธและของขวัญ ท่านที่จะทำให้พวกเขาประทับใจ ถ้าท่านพร้อมที่จะรัก ให้โอกาสและส่งเสริมพวกเขาตลอดเวลา ผู้ตามมทุกคนสัมผัสถึงความจริงใจของท่านได้  ทำไมต้องรักคน? เพราะเมื่อท่านรักคนๆจะไปทำงานของท่านให้สำเร็จ แต่หากท่านรักงานไม่สนใจคลูกน้องของท่าน เมื่อลูกน้องเจ็บป่วย มีปัญหาเรื่องเงิน เงินไม่พอใช้ไม่พอกิน มีปัญหารกรุงรัง เขาก็จะทำงานให้ท่านอย่างด้อยประสิทธิภาพครับ ดังนั้นคนต้องมาก่อนงาน อย่างที่สองคือการให้โอกาส ไม่มีลูกน้องคนไหนไม่หวังที่จะมีโอกาสก้าวหน้า ไต่ไปสูงกว่าเดิม และฝันว่าจะเป็น หัวหน้างานในวันหนึ่ง  ฉะนั้นเราควรจะส่งเสริมเขา แต่ปรากฎว่าสมัยนี้หลายองค์กรและหน่วยงานยังคง มองข้ามจุดนี้ โดยให้ทีมทำงานไปโดยไม่เคยให้ความหวังในการที่จะก้าวหน้า และมักพูดเปรียบเทียบกับคนอื่นนอกบริษัทย และสุดท้ายก็จ้าง นำเขาเข้ามาทำในตำแหน่งที่ทีมงานบางคนฝึกขึ้นมาทำแทนก็ได้ แต่ท่านกลับไม่ทำ จึงทำให้กำลังใจของทีมงานเริ่มหมดไป ไฟเริ่มหาย ตอนนี้เองท่านจะเห็นปรากฎการณ์ต่อต้าน ดื้อเงียบ ขมขื่น และการโยกย้ายงานเกิดขึ้น เพราะท่านไม่ได้ให้ความหวังแก่ทีมงานของท่าน อย่างที่สามคือการสนับสนุนทีมงานแต่ละคน ให้มีความสามารถแตกต่างกัน หากท่านคอยสนับสนุนเขา ก็เท่ากับท่านสนับสนุนตัวเองขึ้นมา คนเราจะดูคนดูง่ายครับ เราจะดูว่าทีมงานของคนนั้นเก่งแค่ไหน ให้ดูศักกายภาพผู้นำของเขา  และจะดูว่าผู้นำคนนั้ ฉลาดแค่ไหน ก็ดจากการเลือกทีมงานของเขาที่อยู่รอบข้างเขา ดังนั้น ผู้ตามต้องเรียนรู้และใฝ่หาความรู้ ผู้นำก็ส่งเสริมผู้ตาม แล้วทีมงานของท่านจะสร้างประโยชน์มหาศาลให้แก่องค์กรครับ เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล Picture’s source:...

Read More

ทุกคนเป็นผู้นำได้ ตอนที่ 4 ผู้นำแบบไหนที่มีอิทธพลที่สุดและยาวนานที่สุด

ตำแหน่งของผู้นำที่มีอิทธิพลมีหลายแบบ แต่ละแบบจะมีจุดดีและจุดอ่อนในตัว เราจะคุยกันถึงลักษณะผู้นำในแบบต่างๆในตอนนี้เพื่อท่าน จะได้ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์และแก้ไขโดยเร็วก่อนที่เหตุการณ์ที่คิดไม่ถึงจะเกิดขึ้น ผู้นำแบบแรก คือ ผู้นำที่ ได้รับการแต่งตั้ง เนื่องจากการเป็นญาติหรืออยู่มานาน หรือเหตุผลอื่นๆ แม้ท่านจะเก่งไม่เก่ง ทำอะไรที่ไม่เข้าที่เข้าทาง แต่ด้วยตำแหน่งของท่านที่ค้ำชูท่านอยู่ และผู้ตามต้องตามท่านตามตำแหน่งที่ท่านได้รับ แต่ว่าหากวันหนึ่งท่านต้องออกจากตำแหน่ง ท่านก็จะหมดอิทธิพลไปพร้อมกับตำแหน่งนั้นเหลือแต่ความสัมพันธิ์ปกติ เพราะขณะที่ท่านอยู่ในตำแหน่ง ท่านอาจทำตัวใช้อิทธิพลไม่เหมาะสม แต่ถ้าท่านเป็นผู้นำที่ดีใช้อิทธิพลอย่างถูกต้อง และดูแลลูกน้องด้วยใจ แม้เมื่อท่านไม่ได้อยู่ในตำแหน่งแล้วท่านก็ยังมีอิทธิพลได้ โดยที่ลูกน้องเก่ายังให้ความเคารพนับถือท่าน ผู้นำแบบที่สอง คือ ผู้นำแบบความสัมพันธิ์ นั่นหมายถึงท่านมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทีมงาน พนักงาน  ดูเหมือนจะไม่โดดเด่น แต่ก็มีคนมาหา ขอคำปรึกษา ขอความช่วยเหลือ และวันหนึ่งมา พวกเขาอาจจะโปรโมท เชียร์ท่าน ให้ท่านขึ้นมานำพวกเขา เพราะท่านมีความสัมพันธ์ที่ดี แต่ความสามารถอาจไม่ถึงก็ได้ แล้วแต่เรื่องๆไปและแล้วแต่ละคน แต่ว่าวันหนึ่งมาเมื่อความสัมพันธิ์หมดไปเพราะเหตุการณ์บางอย่างซึ้งเราก็คิดไม่ถึง ท่านอาจต้องสูญเสียอิทธิพลไปด้วย สุดท้ายมันก็สูญเปล่าได้เพราะความสัมพันธ์นั้นเองที่ทำไห้ท่านตกกระป๋อง แบบที่สาม นำด้วย ลักษณะ ชีวิต หรือ ผมใช้คำว่า จริยธรรม คุณธรรม หรือภาษาของกลุ่มคริสเตียนเรียกว่า ด้วยผลของพระวิญญาณ หรือด้วยลักษณะชีวิตของพระคริสต์  แม้ว่าคุณไม่ได้ถูกแต่งตั้ง หรือถูกแต่งตั้ง คุณอาจมีความสัมพันธ์ที่ไม่คุ้นกับพี่น้องเหล่านี้ คุณอาจจะไม่เก่งเท่าไหร่แต่เนื่องด้วยคุณธรรม ที่เชื่อใจได้ ความรักความสัมพันธ์ที่ดี รู้จักใช้ความเมตตา ใช้ทั้งพระเดชและพระคุณเป็น ท่านจะเป็นผู้นำที่มีอิทธิพล ทั้งอยู่ในตำแหน่งและนอกตำแหน่ง เพราะทุกคนสัมผัส จริยธรรม คุณธรรม ชีวิตในพระคริสต์ในท่าน แม้มีเรื่องหยุมหยิมเล็กๆน้อยๆ เข้ามาในการนำของท่าน พวกเขาก็ยังคงให้เกียรติและยำเกรงในอิทธิพลแห่งความถ่อมใจ ความรัก การเอื้ออาธรของท่านที่มีต่อทุกคนครับ Picture’s source: http://www.semclubhouse.com/relationship-building-is-at-the-heart-of-building-a-solid-community/ตำแหน่งของผู้นำที่มีอิทธิพลมีหลายแบบ แต่ละแบบจะมีจุดดีและจุดอ่อนในตัว เราจะคุยกันถึงลักษณะผู้นำในแบบต่างๆในตอนนี้เพื่อท่าน จะได้ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์และแก้ไขโดยเร็วก่อนที่เหตุการณ์ที่คิดไม่ถึงจะเกิดขึ้น ผู้นำแบบแรก คือ ผู้นำที่ ได้รับการแต่งตั้ง เนื่องจากการเป็นญาติหรืออยู่มานาน หรือเหตุผลอื่นๆ แม้ท่านจะเก่งไม่เก่ง ทำอะไรที่ไม่เข้าที่เข้าทาง แต่ด้วยตำแหน่งของท่านที่ค้ำชูท่านอยู่ และผู้ตามต้องตามท่านตามตำแหน่งที่ท่านได้รับ แต่ว่าหากวันหนึ่งท่านต้องออกจากตำแหน่ง ท่านก็จะหมดอิทธิพลไปพร้อมกับตำแหน่งนั้นเหลือแต่ความสัมพันธิ์ปกติ เพราะขณะที่ท่านอยู่ในตำแหน่ง ท่านอาจทำตัวใช้อิทธิพลไม่เหมาะสม แต่ถ้าท่านเป็นผู้นำที่ดีใช้อิทธิพลอย่างถูกต้อง และดูแลลูกน้องด้วยใจ แม้เมื่อท่านไม่ได้อยู่ในตำแหน่งแล้วท่านก็ยังมีอิทธิพลได้ โดยที่ลูกน้องเก่ายังให้ความเคารพนับถือท่าน ผู้นำแบบที่สอง คือ ผู้นำแบบความสัมพันธิ์ นั่นหมายถึงท่านมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทีมงาน พนักงาน  ดูเหมือนจะไม่โดดเด่น แต่ก็มีคนมาหา ขอคำปรึกษา ขอความช่วยเหลือ และวันหนึ่งมา พวกเขาอาจจะโปรโมท เชียร์ท่าน ให้ท่านขึ้นมานำพวกเขา เพราะท่านมีความสัมพันธ์ที่ดี แต่ความสามารถอาจไม่ถึงก็ได้ แล้วแต่เรื่องๆไปและแล้วแต่ละคน แต่ว่าวันหนึ่งมาเมื่อความสัมพันธิ์หมดไปเพราะเหตุการณ์บางอย่างซึ้งเราก็คิดไม่ถึง ท่านอาจต้องสูญเสียอิทธิพลไปด้วย สุดท้ายมันก็สูญเปล่าได้เพราะความสัมพันธ์นั้นเองที่ทำไห้ท่านตกกระป๋อง แบบที่สาม นำด้วย ลักษณะ ชีวิต หรือ ผมใช้คำว่า จริยธรรม คุณธรรม หรือภาษาของกลุ่มคริสเตียนเรียกว่า ด้วยผลของพระวิญญาณ หรือด้วยลักษณะชีวิตของพระคริสต์  แม้ว่าคุณไม่ได้ถูกแต่งตั้ง หรือถูกแต่งตั้ง คุณอาจมีความสัมพันธ์ที่ไม่คุ้นกับพี่น้องเหล่านี้ คุณอาจจะไม่เก่งเท่าไหร่แต่เนื่องด้วยคุณธรรม ที่เชื่อใจได้ ความรักความสัมพันธ์ที่ดี รู้จักใช้ความเมตตา ใช้ทั้งพระเดชและพระคุณเป็น ท่านจะเป็นผู้นำที่มีอิทธิพล ทั้งอยู่ในตำแหน่งและนอกตำแหน่ง เพราะทุกคนสัมผัส จริยธรรม คุณธรรม ชีวิตในพระคริสต์ในท่าน แม้มีเรื่องหยุมหยิมเล็กๆน้อยๆ เข้ามาในการนำของท่าน พวกเขาก็ยังคงให้เกียรติและยำเกรงในอิทธิพลแห่งความถ่อมใจ ความรัก การเอื้ออาธรของท่านที่มีต่อทุกคนครับ เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล Picture’s source:...

Read More