May 19, 2012

การสร้างจิตวิญญาณให้เข้มแข็ง ตอนที่ 5 จงเข้มแข็ง

หากเรามั่นคงในอุดมคติ ทัศนคติที่ดีกับตัวเองภายใน เราก็จะมั่นคงภายนอกไปด้วย และสิ่งที่เราทำก็จะเป็นการทำซึ่งออกมาจากภายใน เราจะไม่กลัว ไม่อาย

ลองหันมาสร้างความเข้มแข็งภายในดูสิครับ โดยเริ่มจากจิตใจ

ผมจะยกตัวอย่างเรื่องราวในไบเบิ้ลให้ท่านฟัง พระเยซูได้เล่าเรื่องชายคนหนึ่งเดินทางไปยังเมืองเยรีโค ขณะเดินทางได้ถูกโจรปล้นและทำร้าย ปรากฎว่ามีปุโรหิต (สมัยนั้นชุดปุโรหิตเรียบร้อย มีรายละเอียดมากมาย) และมีกฎของปุโรหิต คือ ห้ามแตะต้องศพ ทั้งที่คนยิวด้วยกันที่ถูกทำร้ายจะตายหรือไม่เรายังไม่รู้ แต่ด้วยการรักษากฎและรูปแบบภายนอก ปุโรหิต (นักบวช ผู้นำทางศาสนาของยิว) ก็เดินผ่านไปไม่ใยดี

ต่อมามีคนเลวี (นักเขียน นักศาสนาผู้คัดลอกไบเบิ้ล หรือพระคัมภร์ หรืออาจารย์ผู้รอบรู้พระคัมภีร์) เห็นเข้า ก็คงเพราะมีความรู้มาก มีเหตุผลมากมาย ก็เดินผ่านไป เพราะเกรงว่าจะโดนหลอกทำร้าย ปล่อยให้คนยิวเหมือนกันนอนซมกับการบาดเจ็บต่อไป

สุดท้าย มีชาวสะมาเรีย ซึ่งเป็นชนชาติที่ชาวยิวรังเกียจ ซึ่งได้ถูกเปรียบเป็นเหมือนสุนัขตัวหนึ่ง ผ่านมาเห็นชาวยิวคนนี้เขาจึงพาไปหาหมอ และบอกกับหมอว่า เดี๋ยวเขาจะเดินทางกลับมา หากเงินไปพอเขาจะจ่ายให้ทั้งหมดเลย แล้วตอนนี้ พระเยซูถามคนฟังว่า ใครคือเพื่อนที่แท้จริง?

ผมยกเรื่องนี้มาเล่าเพราะอยากให้เห็นตัวตนภายในของชาวสะมาเรียว่า แม้ภายนอกชาวยิวจะให้คุณค่าเขาแค่สุนัขตัวหนึ่ง แต่ชาวสะมาเรียมองภายในตัวเองว่า เขาคือคนๆหนึ่งที่ต้องทำดี นี่คือผลของความเข้มแข็งในจิตใจ ส่งผลให้เสริมสร้างบุคลิคภายนอกที่แท้จริง และเข้มแข็งในตัวตนอย่างแท้จริง วันนี้จงเข้มแข็งภายใน แล้วมันจะส่งผลต่อภายนอกครับ

Picture’s source: http://buildingselfesteem.co.uk/2009/07/7-things-you-can-do-today-to-build-your-self-esteem/หากเรามั่นคงในอุดมคติ ทัศนคติที่ดีกับตัวเองภายใน เราก็จะมั่นคงภายนอกไปด้วย และสิ่งที่เราทำก็จะเป็นการทำซึ่งออกมาจากภายใน เราจะไม่กลัว ไม่อาย

ลองหันมาสร้างความเข้มแข็งภายในดูสิครับ โดยเริ่มจากจิตใจ

ผมจะยกตัวอย่างเรื่องราวในไบเบิ้ลให้ท่านฟัง พระเยซูได้เล่าเรื่องชายคนหนึ่งเดินทางไปยังเมืองเยรีโค ขณะเดินทางได้ถูกโจรปล้นและทำร้าย ปรากฎว่ามีปุโรหิต (สมัยนั้นชุดปุโรหิตเรียบร้อย มีรายละเอียดมากมาย) และมีกฎของปุโรหิต คือ ห้ามแตะต้องศพ ทั้งที่คนยิวด้วยกันที่ถูกทำร้ายจะตายหรือไม่เรายังไม่รู้ แต่ด้วยการรักษากฎและรูปแบบภายนอก ปุโรหิต (นักบวช ผู้นำทางศาสนาของยิว) ก็เดินผ่านไปไม่ใยดี

ต่อมามีคนเลวี (นักเขียน นักศาสนาผู้คัดลอกไบเบิ้ล หรือพระคัมภร์ หรืออาจารย์ผู้รอบรู้พระคัมภีร์) เห็นเข้า ก็คงเพราะมีความรู้มาก มีเหตุผลมากมาย ก็เดินผ่านไป เพราะเกรงว่าจะโดนหลอกทำร้าย ปล่อยให้คนยิวเหมือนกันนอนซมกับการบาดเจ็บต่อไป

สุดท้าย มีชาวสะมาเรีย ซึ่งเป็นชนชาติที่ชาวยิวรังเกียจ ซึ่งได้ถูกเปรียบเป็นเหมือนสุนัขตัวหนึ่ง ผ่านมาเห็นชาวยิวคนนี้เขาจึงพาไปหาหมอ และบอกกับหมอว่า เดี๋ยวเขาจะเดินทางกลับมา หากเงินไปพอเขาจะจ่ายให้ทั้งหมดเลย แล้วตอนนี้ พระเยซูถามคนฟังว่า ใครคือเพื่อนที่แท้จริง?

ผมยกเรื่องนี้มาเล่าเพราะอยากให้เห็นตัวตนภายในของชาวสะมาเรียว่า แม้ภายนอกชาวยิวจะให้คุณค่าเขาแค่สุนัขตัวหนึ่ง แต่ชาวสะมาเรียมองภายในตัวเองว่า เขาคือคนๆหนึ่งที่ต้องทำดี นี่คือผลของความเข้มแข็งในจิตใจ ส่งผลให้เสริมสร้างบุคลิคภายนอกที่แท้จริง และเข้มแข็งในตัวตนอย่างแท้จริง วันนี้จงเข้มแข็งภายใน แล้วมันจะส่งผลต่อภายนอกครับ

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Picture’s source: http://buildingselfesteem.co.uk/2009/07/7-things-you-can-do-today-to-build-your-self-esteem/

การสร้างจิตวิญญาณให้เข้มแข็ง ตอนที่ 4 บุคลิค สไตล์การทำงาน และจริยธรรม

คนเรามีสามเรื่องที่มักจะทำให้เสียความสัมพันธ์ คือ สไตล์การทำงาน หรือบุคลิก การดำเนินชีวิต และสุดท้าย คือ เรื่องจริยธรรม

เราจะเห็นว่าเวลาคนเราทะเลาะกับเพื่อนร่วมงาน ไม่อยากทำงานกับหัวหน้าคนนี้ หรือเพื่อนคนนี้ ลองคิดดีๆ ว่าเป็นเรื่องอะไร สไตล์การทำงานของเขา หรือเขาทำผิดจริยธรรม ?

ทำไม? เพราะเรามักจะเลิก หยุดและท้อใจ หมดใจ กับบางคน ซึ่งอาจเป็นหัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงาน เพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง

จิตใจของเราต้องปรับใหม่ คิดใหม่ ว่าขอให้งานสำเร็จ จากทีมของเรา แต่เราไม่เหมือนกันด้านบุคลิก ซึ่งจะพูดภายหลัง และแต่ละบุคลิกก็จะมีวิธี สไตล์การทำงานไม่เหมือนกัน

แต่หากจิตใจเราไม่เข้มแข็ง เราจะท้อใจกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง คือบุคลิตและวิธีสไตล์การทำงาน เลยทำไห้เราพลาดจากเพื่อนร่วมงานที่หลากหลาย และเสริมสร้างอารมณ์ จิตใจของเราได้ เพราะว่าสิ่งเดียวที่เราควรรับไม่ได้คือ เขาทำผิดจริยธรรม หรือจรรยาบรรณ

คนสมัยนี้แปลกครับ คนทำผิดจริยธรรมเราเฉยๆรับได้ แต่คนทำงานร่วมกับเรา แค่ทำงานคนละสไตล์กับเรา หรือบุคลิกเล็กๆน้อยๆ มันรบกวนจิตใจเรา จนตัดขาดจากความเป็นเพื่อน หรือไม่อยากทำงานร่วมกับเขาไปเลย แบบนี้ไม่ดีครับ เพราะคนบางคน บุคลิกเขาไม่ดี หรือสไตล์การทำงานแตกต่างจากเรา แต่เขาไม่ทำร้ายจิตใจเราแน่ เพราะนั่นตือตัวตนของเขา และเขาก็ไม่ได้ทำผิดจริยธรรม ไม่ทำให้ท่านเดือนร้อนแน่ครับ วันนี้หัดคิดใหม่ เพื่อจิตใจท่านจะไม่ถูกรบกวนจากเรื่องหยุมหยิม ที่ไม่ควรให้มันทำลายสุขภาพจิตของท่าน

Picture’s source: http://www.job1hit.com/news/1935/คนเรามีสามเรื่องที่มักจะทำให้เสียความสัมพันธ์ คือ สไตล์การทำงาน หรือบุคลิก การดำเนินชีวิต และสุดท้าย คือ เรื่องจริยธรรม

เราจะเห็นว่าเวลาคนเราทะเลาะกับเพื่อนร่วมงาน ไม่อยากทำงานกับหัวหน้าคนนี้ หรือเพื่อนคนนี้ ลองคิดดีๆ ว่าเป็นเรื่องอะไร สไตล์การทำงานของเขา หรือเขาทำผิดจริยธรรม ?

ทำไม? เพราะเรามักจะเลิก หยุดและท้อใจ หมดใจ กับบางคน ซึ่งอาจเป็นหัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงาน เพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง

จิตใจของเราต้องปรับใหม่ คิดใหม่ ว่าขอให้งานสำเร็จ จากทีมของเรา แต่เราไม่เหมือนกันด้านบุคลิก ซึ่งจะพูดภายหลัง และแต่ละบุคลิกก็จะมีวิธี สไตล์การทำงานไม่เหมือนกัน

แต่หากจิตใจเราไม่เข้มแข็ง เราจะท้อใจกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง คือบุคลิตและวิธีสไตล์การทำงาน เลยทำไห้เราพลาดจากเพื่อนร่วมงานที่หลากหลาย และเสริมสร้างอารมณ์ จิตใจของเราได้ เพราะว่าสิ่งเดียวที่เราควรรับไม่ได้คือ เขาทำผิดจริยธรรม หรือจรรยาบรรณ

คนสมัยนี้แปลกครับ คนทำผิดจริยธรรมเราเฉยๆรับได้ แต่คนทำงานร่วมกับเรา แค่ทำงานคนละสไตล์กับเรา หรือบุคลิกเล็กๆน้อยๆ มันรบกวนจิตใจเรา จนตัดขาดจากความเป็นเพื่อน หรือไม่อยากทำงานร่วมกับเขาไปเลย แบบนี้ไม่ดีครับ เพราะคนบางคน บุคลิกเขาไม่ดี หรือสไตล์การทำงานแตกต่างจากเรา แต่เขาไม่ทำร้ายจิตใจเราแน่ เพราะนั่นตือตัวตนของเขา และเขาก็ไม่ได้ทำผิดจริยธรรม ไม่ทำให้ท่านเดือนร้อนแน่ครับ วันนี้หัดคิดใหม่ เพื่อจิตใจท่านจะไม่ถูกรบกวนจากเรื่องหยุมหยิม ที่ไม่ควรให้มันทำลายสุขภาพจิตของท่าน

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Picture’s source: http://www.job1hit.com/news/1935/

Build up Spiritual strength Part 3 – Don’t break up a relationship so easilyการสร้างจิตวิญญาณให้เข้มแข็ง ตอนที่ 3 อย่าตัดสัมพันธ์คนง่าย ๆ

 

“Do not burn down bridges” is a Chinese saying. Because when soldiers went to wars in the ancient time, they went out with determination courage to win and would not run back. Therefore, burning down bridges indicated that they would not return.

However, if they lost and they want to come back but the bridges were burnt down already, what will they do? You can take this incident as an example regarding how you should carry on with a relationship. For instance, if you are going to change your job, you should not change your cell phone number, email address and stop keeping in touch with your ex-colleagues because you never know that one day that person could be the one who encourage you, give you hope and back you during your tough time.

When you despair and your most trusted person was not there to help you, it is possible that you might need help from the one you don’t fond of. It is said in the bible in Proverbs 18:24 that ‘there is a friend who sticks closer than a brother’.

Therefore, don’t ‘burn down bridges’ by changing your cell phone number or your address, but ‘take care of the bridges’ because you might need cross over that bridge again in one day. Although it does not look pleasant to cross over, the people on the other side of the bridges could give you a warm welcome and give wild open arms to you. They could be a great help to you.

Picture’s source: http://www.tomegannightphotography.com/europe.htm“อย่าเผาสะพานทิ้ง” คำพูดนี้เป็นสำนวนคนจีนครับ เพราะเมื่อทหารไปรบ ด้วยความกล้าหึกเหิม เขาจะต้องชนะและไม่หนีกลับมา จะไปยึดเอาข้างหน้าเป็นที่ตั้ง จึงตัดเผาสพานทิ้ง บ่งบอกว่าจะไม่กลับมาอีก

แต่ว่าหากแพ้ละ เขาจะกลับมา สะพานถูกเผาเสียแล้ว หรือในอีกทำนองหนึ่ง เราประยุกต์ในเรื่องการคบค้าสมาคม เมื่อเราจะเปลี่ยนที่ทำงาน หรือเกิดการบาดหมางใจกับกับใครบางคน เราเผาสะพานทิ้ง โดยเปลี่ยน ลบเบอร์มือถือ อีเมลล์ เลิกติดต่อ ทำไมครับ เพราะวันหนึ่งคนๆนั้น อาจเป็นเพื่อนที่หนุนใจ ชูใจ และใกล้ชิดที่สุดในยามคุณยากลำบาก

คนที่คุณคิดว่าเขาดีที่สุดอาจไม่อยู่ตอนนั้น เหมือนคำว่า ‘มิตรที่ใกล้ชิด บางทีสนิทกว่าพี่น้อง’ แต่ท่านอาจจะไม่ชอบ หรือไม่เห็นด้วยบางเรื่องของเขา ท่านกลับตัดความสัมพันธิ์แบบไม่มีเยื่อใย แต่วันหนึ่งท่านท้อแท้ในจิตใจขึ้นมาจะทำอย่างไร?

ดังนั้น จะออกจากงาน หรือย้ายที่อยู่ หรือจากกันอย่าเผาสะพานทิ้ง รักษาสะพานนั้นไว้ เพราะวันหนึ่ง ท่านอาจจะต้องกลับมาหา หรือเดินข้ามสะพานนนั้นอีกครั้งครับ ดูเหมือนมันไม่ง่ายที่จะทำ แต่มันมีผลมหาศาล เพราะเขาเหล่านั้นอาจจะเป็นกำลังใจ และโอบรับท่านกลับมาอีกครั้งหนึ่งได้เช่นกัน

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Picture’s source: http://www.tomegannightphotography.com/europe.htm

Build up Spiritual Strength Part II – Find a person who knows you wellการสร้างจิตวิญญาณให้เข้มแข็ง ตอนที่ 2 หาคนที่รู้ใจเราดี

 Human life consists of three parts which are physicality, mentality and spirit.

A body without a soul is a death body. If you have a soul but you don’t have a body to dwell in, then you are a spirit. If you have both body and soul but you have no heart, then you will feel dried out because you are have no sympathies, no emotions and no senses.

Many people do not understand how feelings could affect life. There is a statement saying that good hearts are like the best medicine. A person, who is sick or discouraged from a long-term illness, can be encouraged and get his feet back on the ground if support, cheer and forgiveness are given to him. When a person makes a mistake, he can be encouraged if he know that there will be a person who is always willing to forgive him; when he succeeds, there is will be a person who will be there to appreciate him.

Now let’s talk about that how to feed our hearts. You have to find someone who feels good about you and who can always give you supports when you fail. This person doesn’t necessarily need to live with you all the time. He/She can be at anywhere, but he/she should be a person who always welcomes you whenever call, email or give a visit.

 So have you found this person yet? If you haven’t found such a person, you better build up a friendship or relationship with someone (or ask God to bring that person to you) who will always be there for you. Because when you need somebody, you will not be disappointed to have that person in your life.

Picture’s source: http://busemd.edublogs.org/ชีวิตของมนุษย์ประกอบไปด้วย 3 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกคือ ร่างกาย ส่วนที่สองคือ จิตใจ และส่วนที่สามคือจิตวิญญาณ

ลองคิดดูสิครับว่าหากเรามีร่างกาย แต่ไม่มีวิญญาณเราก็คือคนตาย แต่หากเรามีวิญญาณแต่ไม่มีร่างกาย เราก็คือวิญญาณ แต่หากเรามีวิญญาณ ร่างกาย แต่ไม่มีจิตใจ ชีวิตของเราจะกลายเป็นคนที่ไร้ความรู้สึก อารมณ์เห็นอกเห็นใจ หรือรับรู้การสัมผัสของร่างกาย เราจะเป็นคนที่แห้งแล้งมากเลยทีเดียว
หลายคนไม่เข้าใจว่าจิตใจมีผลต่อชีวิตมาก เหมือนคำที่กล่าวว่าจิตใจที่ดีเหมือนยาวิเศษ คนป่วย คนท้อใจอยู่ในอาการเจ็บป่วยยาวนาน หากรับกำลังใจที่ดี ได้รับคำพูดหรือข่าวเรื่องราวที่เสริมสร้าง จิตใจก็จะหึกเหิม จะช่วย ให้เขากล้าที่จะลุกขึ้นมา และกล้าที่จะบุกน้ำลุยไฟอย่างไหนก็ได้

เพราะเขารู้ว่าหากทำผิดพลาด หรือสำเร็จก็จะมีคนๆ หนึ่ง คอยให้กำลังใจและปลอบใจให้แก่เขา และตอนนี้เราจะมาคุยกันว่า จะให้อาหารด้านจิตใจได้อย่างไร

เรื่องแรกคือ คน คนที่ผมได้กล่าวไปบ้างแล้ว คือคนๆนี้ เขาที่จะรู้สึกดีต่อท่าน คนที่คอยให้กำลังใจแก่ท่าน แม้ท่านล้มลง พ่ายแพ้ ท่านจะมีคนๆนี้ คอยให้กำลังใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าอยู่กับท่านตลอดเวลา หรืออยู่ด้วยกัน เขาอาจอยู่ที่ไหนก็ได้ที่ท่านสามารถเขียนอีเมล์ โทรศัพท์ หรือไปหา เขาจะต้อนรับท่านเสมอ

วันนี้ท่านสร้างสัมพันธ์ และมีคนๆนี้แล้วหรือยัง เพราะหากท่านยังไม่มีก็จงเริ่มสร้างสัมพันธ์กับใครบางคนเสียตั้งแต่วันนี้ครับ แล้ววันหนึ่งท่านจะไม่ผิดหวังเลย ในยามที่ท่านต้องการใครสักคนหนึ่ง

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Picture’s source: http://busemd.edublogs.org/

Build up Spiritual Strength Part I – Set your goalการสร้างจิตวิญญาณให้เข้มแข็ง ตอนที่1 การตั้งเป้าหมาย

Today we all have inevitable problems that affect our minds. These problems cause our mood to be good and bad and by what you do, it affects people around you.

 Only people who have strong minds can endure tough times. Difficult situation is like a strong wind that blows against a tree. If the tree has grown to its maturity and has strong roots, it can endure storm, heat and snow. If a tree is not strong and has not been taken care, it will have weak stem and roots. When it faces heat, wind or droughts for just a few days, it could die.

I want to share about how we can build a strong mind so that you won’t be like a weak tree that is tossed by the wind.  For instance,  we doesn’t know whether what a person speaks is true or not, but when those words come into our ears and then go to our brains, it will finally effect our hearts and moods. Therefore, I would like to urge you today or tonight during the time you are reading this article to set your mind to develop your heart or your spirit to be mature and healthy until you become ‘spiritually mature’.

 Remember that we can control our hearts because we are its owners not the situation or the people you facing. So let’s set your goal today that you are going to think and listen to what is only mentally and spiritually good and healthy for your minds. You have the rights to choose, so you should choose.

Picture’s source: http://www.dailypainters.com/paintings/47467/A-Tree-for-All-Seasons/

ทุกวันนี้พวกเราทุกคนคงหนีไม่พ้นปัญหาอุปสรรค ที่มีผลต่อจิตใจของเรา มันส่งผลให้อารมณ์ของเราดีและไม่ดี และส่งผลต่อคนรอบข้าง ที่จะรับผลกระทบต่อสิ่งที่เราแสดงออก

คนที่มีจิตใจเข้มแข็งเท่านั้น จะเป็นผู้ที่ทนต่อปัญหา สถานการณ์ที่กระทบเข้ามาเหมือนกับต้นไม้ที่เติบโตเต็มที่ รากแข็งแรง ต้นใหญ่มั่นคง เมื่อโดนฝน พายุ อากาศร้อน หนาว เย็น ย่อมคงทนได้ทุกฤดูกาล แต่ต้นไม้ที่ไม่แข็งแรง ไม่ได้รับการดูแล รากแก้วไม่แข็งแรง ลำต้นไม่แข็งแรง ย่อมจะล้มลงง่ายๆ ตายไปด้วยความร้อน หรือ อากาศ หรือช่วงขาดน้ำเพียงไม่กี่วัน

จึงอยากคุยวันนี้ว่า เราจะสร้างกำลังจิตใจให้แข็งแรงได้อย่างไร? เพราะไม่เช่นนั้นท่านจะอยู่ในโลกนี้เหมือนต้นไม้ไม่แข็งแรง โดนลมพัดไปมา เหมือนคำสอนของเปาโล ผู้นำชาวยิว กล่าวว่าหันไปเหมาด้วยลมปากของมนุษย์ ก็คือเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามคำชักจูงของคน ซึ่งเราไม่รู้ว่าคนนั้นจะพูดในสิ่งที่ถูกหรือผิด แต่เมื่อคำพูดนั้นได้วิ่งเข้ามาในหู ถูกกลั่นกรองในสมอง ย่อมมีผลต่อจิตใจของเรา และส่งผลต่ออารมณ์ของเราได้ จึงอยากหนุนใจว่าวันนี้ หรือคืนนี้ที่ท่านกำลังอ่านบทความนี้ จงตั้งใจตั้งเป้าที่จะสร้างจิตใจ หรือจิตวิญญาณของท่านให้สมบูรณ์แข็งแรงและเติบโต หรือผมอยากจะใช้คำหนึ่งว่า “เป็นผู้ใหญ่” ในจิตวิญญาณนะครับ

จงจำไว้ เรากำหนดเองได้ว่าจะให้จิตใจของเราเป็นอย่างไร ? เพราะเราเป็นเจ้าของ ไม่ใช่สถานการณ์หรือผู้หนึ่งผู้ใด แล้ววันนี้ท่านกำหนด ตั้งเป้าหมายที่จะคิด เลือกฟัง สิ่งที่ดีให้เป็นอาหารแก่จิตใจของท่านหรือยัง เพราะเราเลือกได้ครับ เลือกรับแต่สิ่งที่ดีแก่จิตใจหรือจิตวิญญาณเราเท่านั้น

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Picture’s source: http://www.dailypainters.com/paintings/47467/A-Tree-for-All-Seasons/

ความกังวลและความกลัวความ ตอนที่ 3 สาเหตุและการมีชัยชนะ

เป็นได้ว่าในวัยเด็ก ครอบครัวเน้นพิสูจน์โดยการกระทำ เช่น แข่งขันและเปรียบเทียบกันและกันในหมู่พี่น้อง หรือเขากับเพื่อน หรือถูกเลี้ยงดูด้วยการข่มขู่ เพื่อแลกความรักจากครอบครัว

ประการที่ 1 ผู้ทำพันธกิจต้องมีความรักมากๆ อดทนให้กำลังใจมากๆ แก่ผู้รับการเยียวยา โดยหาสาเหตุ รากที่มาจากความกลัว และอธิษฐานปฏิเสธตัดความสัมพันธ์กับรากนั้น อีกทั้งยกโทษแก่ผู้ที่ทำให้เขามีอาการเช่นนี้ การยกโทษเป็นการปลดล็อคพระพรฝ่ายวิญญาณด้วยเช่นกัน และนำความโกรธและความเกลียด ซึ่งเป็นสิ่งที่นำไปสู่รากความกลัว ไปที่กางเขน

ประการที่ 2 แสดงความรัก ไม่ใช่การข่มขู่ไม่ให้กลัวอีก และการสัมผัสอย่างเหมาะสม (ควรเพศเดียวกัน) และบอกถึงโทษมหันต์จากความกลัวจากพระคัมภีร์ และบอกกล่าวถึงความรักของพระเจ้า ท่องพระสัญญาจากพระเจ้าว่าไม่ต้องกลัวกังวลอีก

ประการที่ 3 อธิษฐานปลดปล่อยความกลัวและกังวล หรือบางคนมีรากกรรมพันธุ์จากบรรพบุรุษ ให้อธิษฐานจัดการกับความสัมพันธ์นั้นๆเสีย

ประการที่ 4 ให้เขามั่นใจว่าเขาสามารถเป็นตัวเขาเองได้ โดยเขาจะได้รับความรักเพราะเขาเป็นเขา ไม่ใช่เพราะเขาพยายามจะทำ เพราะเขาเป็นลูกพระเจ้า เขามีสิทธิทุกอย่าง

ประการที่ 5 บทเพลง วรรณกรรมใหม่ที่เขาควรอ่าน เพื่อสร้างรากฐานกำลังใจ

ประการที่ 6 บอกเขาว่าไม่ต้องกลัวที่จะปกป้องตัวเองจนเกินไป ในคำวิจารย์หรือความผิดพลาด เพราะทุกคนย่อมมีการพลาด และยังมีส่วนดีๆอื่นๆที่เรายังมี ที่หลากหลายคนยอมรับท่านได้ หรือห้ามจินตนาการเกินเรื่องความเป็นจริง

ประการที่ 7 อธิษฐานเรียกปลุกจิตใจและจิตวิญญาณแห่งชีวิตและกำลังใจใหม่ หลีกเลี่ยงคุยสนทนากับคนที่พูดเรื่องเศร้าๆลบๆ หรือเรื่องหดหู่ใจ

ประการที่ 8 ท่องภาวนาอยู่เสมอในพระสัญญา เพราะว่ามันจะเป็นจริง
ฝึกดำเนินในความจริง ท่องภาวนา 2ทิ โมธี 1:7 เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ความรัก และการบังคับตนเองให้แก่เรา (นั่นย่อมหมายถึงเราต้องฝึกคิด กล้าที่จะไม่กลัว และเมื่อมีการให้อธิษฐานตัดความสัมพันธ์ เอาความรู้สึกกลัวไปตรึงเสียที่กางเขน และท่อง ๆ ๆ ๆ พระสัญญาความจริงของพระเจ้า)

ยอมรับความจริงของพระเจ้ามากกว่าความรู้สึกหรือสถานการณ์ ท่องอ่าน 1เปโตร 5:7 จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย

ข้อคิด
ไดว คี ไอเซนฮาว กล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าไม่ยอมใช้คำว่า วิตกกังวลอย่างเด็ดขาด’
ผมจึงอยากจะหนุนใจให้กลัวอย่างหนึ่งคือ ขอให้สิ่งที่ท่านกลัว คือ การทำบาป อย่างอื่นไม่ต้องกลัว ผิดเริ่มใหม่ ล้มแล้วลุก คนเราคบกันอยู่ที่ใจ ไม่ได้ที่ผลงานหรือต้องพิสูจน์ในความรัก ขอให้ดำเนินด้วยความจริงใจไปอย่างธรรมชาติ เพราะทุกสิ่งต้องใช้เวลา

“ชีวิตของเราควรเชิดหน้า ต่อสู้กับพายุที่โหมกระหน่ำ ยิ้มเข้าไว้”

Picture’s source: http://www.glamour.com/weddings/blogs/save-the-date/2010/09/5-common-family-wedding-dramas.htmlเป็นได้ว่าในวัยเด็ก ครอบครัวเน้นพิสูจน์โดยการกระทำ เช่น แข่งขันและเปรียบเทียบกันและกันในหมู่พี่น้อง หรือเขากับเพื่อน หรือถูกเลี้ยงดูด้วยการข่มขู่ เพื่อแลกความรักจากครอบครัว

ประการที่ 1 ผู้ทำพันธกิจต้องมีความรักมากๆ อดทนให้กำลังใจมากๆ แก่ผู้รับการเยียวยา โดยหาสาเหตุ รากที่มาจากความกลัว และอธิษฐานปฏิเสธตัดความสัมพันธ์กับรากนั้น อีกทั้งยกโทษแก่ผู้ที่ทำให้เขามีอาการเช่นนี้ การยกโทษเป็นการปลดล็อคพระพรฝ่ายวิญญาณด้วยเช่นกัน และนำความโกรธและความเกลียด ซึ่งเป็นสิ่งที่นำไปสู่รากความกลัว ไปที่กางเขน

ประการที่ 2 แสดงความรัก ไม่ใช่การข่มขู่ไม่ให้กลัวอีก และการสัมผัสอย่างเหมาะสม (ควรเพศเดียวกัน) และบอกถึงโทษมหันต์จากความกลัวจากพระคัมภีร์ และบอกกล่าวถึงความรักของพระเจ้า ท่องพระสัญญาจากพระเจ้าว่าไม่ต้องกลัวกังวลอีก

ประการที่ 3 อธิษฐานปลดปล่อยความกลัวและกังวล หรือบางคนมีรากกรรมพันธุ์จากบรรพบุรุษ ให้อธิษฐานจัดการกับความสัมพันธ์นั้นๆเสีย

ประการที่ 4 ให้เขามั่นใจว่าเขาสามารถเป็นตัวเขาเองได้ โดยเขาจะได้รับความรักเพราะเขาเป็นเขา ไม่ใช่เพราะเขาพยายามจะทำ เพราะเขาเป็นลูกพระเจ้า เขามีสิทธิทุกอย่าง

ประการที่ 5 บทเพลง วรรณกรรมใหม่ที่เขาควรอ่าน เพื่อสร้างรากฐานกำลังใจ

ประการที่ 6 บอกเขาว่าไม่ต้องกลัวที่จะปกป้องตัวเองจนเกินไป ในคำวิจารย์หรือความผิดพลาด เพราะทุกคนย่อมมีการพลาด และยังมีส่วนดีๆอื่นๆที่เรายังมี ที่หลากหลายคนยอมรับท่านได้ หรือห้ามจินตนาการเกินเรื่องความเป็นจริง

ประการที่ 7 อธิษฐานเรียกปลุกจิตใจและจิตวิญญาณแห่งชีวิตและกำลังใจใหม่ หลีกเลี่ยงคุยสนทนากับคนที่พูดเรื่องเศร้าๆลบๆ หรือเรื่องหดหู่ใจ

ประการที่ 8 ท่องภาวนาอยู่เสมอในพระสัญญา เพราะว่ามันจะเป็นจริง
ฝึกดำเนินในความจริง ท่องภาวนา 2ทิ โมธี 1:7 เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ความรัก และการบังคับตนเองให้แก่เรา (นั่นย่อมหมายถึงเราต้องฝึกคิด กล้าที่จะไม่กลัว และเมื่อมีการให้อธิษฐานตัดความสัมพันธ์ เอาความรู้สึกกลัวไปตรึงเสียที่กางเขน และท่อง ๆ ๆ ๆ พระสัญญาความจริงของพระเจ้า)

ยอมรับความจริงของพระเจ้ามากกว่าความรู้สึกหรือสถานการณ์ ท่องอ่าน 1เปโตร 5:7 จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย

ข้อคิด
ไดว คี ไอเซนฮาว กล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าไม่ยอมใช้คำว่า วิตกกังวลอย่างเด็ดขาด’
ผมจึงอยากจะหนุนใจให้กลัวอย่างหนึ่งคือ ขอให้สิ่งที่ท่านกลัว คือ การทำบาป อย่างอื่นไม่ต้องกลัว ผิดเริ่มใหม่ ล้มแล้วลุก คนเราคบกันอยู่ที่ใจ ไม่ได้ที่ผลงานหรือต้องพิสูจน์ในความรัก ขอให้ดำเนินด้วยความจริงใจไปอย่างธรรมชาติ เพราะทุกสิ่งต้องใช้เวลา

 

“ชีวิตของเราควรเชิดหน้า ต่อสู้กับพายุที่โหมกระหน่ำ ยิ้มเข้าไว้”

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Picture’s source: http://www.glamour.com/weddings/blogs/save-the-date/2010/09/5-common-family-wedding-dramas.html

ความกังวลและความกลัวความ ตอนที่ 2 อาการพื้นฐานของคนมีความกลัวมีอะไรบ้าง

1. มีบุคลิกที่จะพิสูจน์ตัวเองสูง กลัวจะไม่เป็นที่ยอมรับ หรือล้มเหลว เลยกลายเป็นคนที่สมบูรณ์แบบเลยก็ได้

2. เป็นคนประเภทมีความคิดซ้ายกับขวา หรือดำกับขาวเท่านั้น มีวิธีการเดียวในการแก้ปัญหา ซึ่งแท้จริงแล้วผมได้อ่านบทความคอลัมหนึ่งนานมาแล้ว และบันทึกไว้ว่า ความกังวล ความกลัวที่เกิดขึ้น แท้จริงแล้วอาจไม่มีอะไรเลย เพราะ

• 40% วิตกเรื่องที่ไม่มีวันเกิดขึ้น
• 35% เปลี่ยนแปลงได้
• 15% ดีกว่าที่คาดไว้
• 8% เรื่องจุกจิกไร้สาระ
• 2% กังวลเรื่องที่สมควร

3. ลักษณะนิสัยชอบจินตนาการหรือแต่งเดิม จนความกลัวปะทุมากกว่าเหตุการที่เป็นจริง

4. อาจเป็นคนแบกภาระหนักไปเลย เพราะกลัวจะล้มเหลว ไม่สำเร็จ ไม่เป็นที่ยอมรับ และทำให้ชีวิตตรึงเครียดไปโดยไม่รู้ตัว

Picture’s source: http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/article/183941. มีบุคลิกที่จะพิสูจน์ตัวเองสูง กลัวจะไม่เป็นที่ยอมรับ หรือล้มเหลว เลยกลายเป็นคนที่สมบูรณ์แบบเลยก็ได้

2. เป็นคนประเภทมีความคิดซ้ายกับขวา หรือดำกับขาวเท่านั้น มีวิธีการเดียวในการแก้ปัญหา ซึ่งแท้จริงแล้วผมได้อ่านบทความคอลัมหนึ่งนานมาแล้ว และบันทึกไว้ว่า ความกังวล ความกลัวที่เกิดขึ้น แท้จริงแล้วอาจไม่มีอะไรเลย เพราะ

• 40% วิตกเรื่องที่ไม่มีวันเกิดขึ้น
• 35% เปลี่ยนแปลงได้
• 15% ดีกว่าที่คาดไว้
• 8% เรื่องจุกจิกไร้สาระ
• 2% กังวลเรื่องที่สมควร

3. ลักษณะนิสัยชอบจินตนาการหรือแต่งเดิม จนความกลัวปะทุมากกว่าเหตุการที่เป็นจริง

4. อาจเป็นคนแบกภาระหนักไปเลย เพราะกลัวจะล้มเหลว ไม่สำเร็จ ไม่เป็นที่ยอมรับ และทำให้ชีวิตตรึงเครียดไปโดยไม่รู้ตัว

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Picture’s source: http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/article/18394

ความกังวลและความกลัว ตอนที่ 1 ระดับของความกลัว

เราแต่ละคนสามารถต่อสู้กับความกลัวได้ต่างกัน บางคนก็ฟันฝ่าได้อย่างง่ายดาย บางคนก็ฟันฝ่าด้วยความยากลำบากแสนเข็ญ

ความกลัวความกังวลในบางปัญหา เกิดจากสารอะดรีนาริน หรือไทรอยด์ ซึ่งเกิดจากการกินคาเฟอินมากเกินไป หรือการกินยาลดความอ้วน หรือผลข้างเคียงจากยาตัวอื่นๆ ซึ่งไปทำลายหูชั้นในและก่อสารเคมีที่ไม่สมดุลย์ในร่างกาย กรณีนี้ต้องไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทำบำบัดเยียวยาควรต้องพึ่งแพทย์ร่วมกับการทำการรักษาคู่กับจิตใจ

แท้จริงแล้ว ความกลัวมี 3 ระดับ
ระดับ 1 ความกลัวเรื่องทั่วไปเกี่ยวกับชีวิต

ระดับ 2 ความกลัวที่ปะทุขึ้นทันทีจากสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง จะมีอาการ ตัวเย็น สั่น ช็อค เวียนหัว เป็นลม ฯลฯ

ระดับ 3 ความกลัวแบบสับสน คือ เกิดอาการต่อเนื่องไม่ยอมหยุด

ระดับที่ 2 น่าจะต้องรับการบำบัดเยียวยาหากมีอาการทุกครั้ง และระดับที่ 3 อาจต้องพึ่งแพทย์ และช่วยเหลือด้วยยาควบคู่กันไป

Picture’s source: http://www.renutechsolutions.com/featured-articles/home-alone-survey-shows-scared-spouses/เราแต่ละคนสามารถต่อสู้กับความกลัวได้ต่างกัน บางคนก็ฟันฝ่าได้อย่างง่ายดาย บางคนก็ฟันฝ่าด้วยความยากลำบากแสนเข็ญ

ความกลัวความกังวลในบางปัญหา เกิดจากสารอะดรีนาริน หรือไทรอยด์ ซึ่งเกิดจากการกินคาเฟอินมากเกินไป หรือการกินยาลดความอ้วน หรือผลข้างเคียงจากยาตัวอื่นๆ ซึ่งไปทำลายหูชั้นในและก่อสารเคมีที่ไม่สมดุลย์ในร่างกาย กรณีนี้ต้องไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทำบำบัดเยียวยาควรต้องพึ่งแพทย์ร่วมกับการทำการรักษาคู่กับจิตใจ

แท้จริงแล้ว ความกลัวมี 3 ระดับ
ระดับ 1 ความกลัวเรื่องทั่วไปเกี่ยวกับชีวิต

ระดับ 2 ความกลัวที่ปะทุขึ้นทันทีจากสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง จะมีอาการ ตัวเย็น สั่น ช็อค เวียนหัว เป็นลม ฯลฯ

ระดับ 3 ความกลัวแบบสับสน คือ เกิดอาการต่อเนื่องไม่ยอมหยุด

ระดับที่ 2 น่าจะต้องรับการบำบัดเยียวยาหากมีอาการทุกครั้ง และระดับที่ 3 อาจต้องพึ่งแพทย์ และช่วยเหลือด้วยยาควบคู่กันไป

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Picture’s source: http://www.renutechsolutions.com/featured-articles/home-alone-survey-shows-scared-spouses/

โรคทรมานตัวเอง ตอน วิธีช่วยเหลือคนเป็นโรคทรมานตัวเอง Masochism

พวกเราบางคนก็อาจเป็นโรคมาโซคิสม์ Masochism โดยไม่รู้ตัว บางคนเป็นแบบอ่อนๆ บางคนเป็นแบบอาการมากๆ และมักไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคชนิดนี้

ทำความเข้าใจก่อนนะครับ ว่ามาโซคิสซ์ คือ การทรมานตัวเอง แต่ซาดิสม์ เป็นการทรมานผู้อื่น ตอนนี้เราจะมาดูอาการว่าใครจะมีอ่อนหรือมาก เช่น บางคนชอบอ่านนิยายเศร้าสะเทือนใจ บางทีก็ลดความอ้วนอยู่นั่นแหล่ะ จนไม่รู้จะลดอะไรแล้ว หรือกินอาหารมากๆ ตามใจปากแล้วก็กลับมาทรมาน ลดอดอาหารแบบทรมานตัวเอง หรือบางคนไปหลงรัก ทำดีมากๆใฝ่ฝันกับคนบางคน ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้รักเรา หรือจินตนาการ โกหกตัวเองไปวันๆ บางคนถูกหลอกไปเป็นเดือนๆ ก็รู้ว่าตัวเองโดนหลอกแต่ก็ยอมเจ็บปวดกับมัน (ผู้ป่วยลึกๆมีความสุขกับอารมณ์หรืออาการนี้นะครับ) หรือบางคนรอโทรศัพท์จากผู้ป่วย หรือรออีเมล์ รอให้เขามาเห็นใจ สงสาร และทั้งที่หลายครั้งก็รู้ว่าความจริงมันเป็นไปไม่ได้ แต่เราก็ยังฝัน ทรมานตัวเองแบบนั้น เพราะมันเป็นความสุขอย่างหนึ่ง

สาเหตุของผู้เป็นโรคนี้ ส่วนใหญ่เป็นปมหรือบาดแผลมาตั้งแต่วัยเด็ก และระบบความคิดจิตใจ สร้างความคิดที่ว่าตนเองไม่เป็นที่ต้องการของใคร เขาช่างไร้ค่าไม่สมควรรับสิ่งดีๆ และมักชอบที่จะคบอยู่กับคนที่ทำร้าย พูดร้ายๆกับเขาโดยที่ตนเองไม่รู้ตัว

หากคนปกติ จะคิดว่ามันเสียทั้งเวลา เงิน อนาคต น่าจะอุทิศตัวถวาย เวลา อารมณ์ ความรู้สึกทั้งหมดให้พระเจ้าดีกว่า รอการจัดเตรียมของพระเจ้าในสิ่งที่ดีๆจากพระองค์

วิธีช่วยเหลือคนเหล่านี้ เราต้องอธิบายว่ามันไม่ใช่ การทนทุกข์เพื่อพระเจ้า หรือการเสียสละ หรือรักเพื่อนบ้าน หรือเป็นการถูกเรียกมาเพื่อทนทุกข์เพื่อผู้อื่น แต่มันเป็นโรคชนิดหนึ่งที่ต้องรับการเยียวยาโดยมีขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 สอบถามว่าเป็นกรรมพันธุ์หรือเปล่า นำการอธิษฐานตัดความสัมพันธ์กับโรคนี้

ขั้นตอนที่ 2 นำผู้ป่วยสารภาพบาปที่ทรมานตัวเอง ทำลายวิหารของพระเจ้า พระเจ้าต้องการให้เราดูแลวิหารพระองค์ และไม่ใช่ทรมานร่างกายจิตใจตัวเองเช่นนี้

ขั้นตอนที่ 3 อธิษฐานประกาศตัดความสัมพันธ์ คำปฎิญาณ คำสัญญา ที่ผูกมัดตัวผู้ป่วย หรือ รายชื่อบุคคลที่ผู้ป่วยยอมทรมานตังเองเพื่อจะมีความสุขกับอารมณ์นั้น

ขั้นตอนที่ 4 ให้ผู้ทำพันธกิจอธิษฐานปลดปล่อยโรคนี้ออกจากผู้ป่วย ให้วิญญาณแห่งความโศกเศร้าออกไป

ขั้นตอนที่ 5 นำอธิษฐานมอบชีวิตให้กับพระเจ้า เพราะพระองค์สร้างท่านมาเพื่อจะมีความสุขไม่ใช่ความเศร้า

ขั้นตอนที่ 6 สำคัญมากที่สุด สร้างวินัยใหม่ให้ผู้ป่วย หาหนังสือให้ผู้ป่วยอ่านที่เกี่ยวกับวีรบุรุษที่ประสบความสำเร็จ ฟังเพลงดีๆ อย่าฟังเพลงเศร้าๆหรือโรแมนติก เพลงที่นำสู่อารมณ์ลุ่มลึกใน ความทรมาน หรืออย่าอ่านนิยายที่เกี่ยวกับความเจ็บปวดทรมาน

ตรงนี้ทางเว็บขอแนะนำให้ไปอ่านใน หมวดดนตรีกับการเยียวยา มีทั้งหมด 6 ตอนครับ
อ่านพระธรรมสุภาษิตมากๆ หรือพระธรรมเอเฟซัส ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า

ส่วนที่สำคัญให้ผู้ป่วยเลือกที่จะรักตัวเอง “จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้า ด้วยสุดกำลังและสิ้นสุดความคิดของเจ้า และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” (ลก.10:27)

จำไว้รักตนเอง อาการโรคนี้รักเพื่อนบ้าน แต่กลับไม่รักตนเอง นัดพบและทำตามขั้นตอนหก ขั้นตอนบ่อยๆ เพราะมันมีอาการมาตั้งแต่เกิด จะให้ทำครั้งเดียวหายไม่ได้ สำหรับบางราย จำเป็นต้องให้หมอช่วย เพราะอาการหนักจนนอนไม่หลับ ไม่อยากนอน เกินกำลังของเราเองก็ต้องปรึกษาหมอครับ

Picture’s source: www.google.com

พวกเราบางคนก็อาจเป็นโรคมาโซคิสม์ Masochism โดยไม่รู้ตัว บางคนเป็นแบบอ่อนๆ บางคนเป็นแบบอาการมากๆ และมักไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคชนิดนี้

ทำความเข้าใจก่อนนะครับ ว่ามาโซคิสซ์ คือ การทรมานตัวเอง แต่ซาดิสม์ เป็นการทรมานผู้อื่น ตอนนี้เราจะมาดูอาการว่าใครจะมีอ่อนหรือมาก เช่น บางคนชอบอ่านนิยายเศร้าสะเทือนใจ บางทีก็ลดความอ้วนอยู่นั่นแหล่ะ จนไม่รู้จะลดอะไรแล้ว หรือกินอาหารมากๆ ตามใจปากแล้วก็กลับมาทรมาน ลดอดอาหารแบบทรมานตัวเอง หรือบางคนไปหลงรัก ทำดีมากๆใฝ่ฝันกับคนบางคน ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้รักเรา หรือจินตนาการ โกหกตัวเองไปวันๆ บางคนถูกหลอกไปเป็นเดือนๆ ก็รู้ว่าตัวเองโดนหลอกแต่ก็ยอมเจ็บปวดกับมัน (ผู้ป่วยลึกๆมีความสุขกับอารมณ์หรืออาการนี้นะครับ) หรือบางคนรอโทรศัพท์จากผู้ป่วย หรือรออีเมล์ รอให้เขามาเห็นใจ สงสาร และทั้งที่หลายครั้งก็รู้ว่าความจริงมันเป็นไปไม่ได้ แต่เราก็ยังฝัน ทรมานตัวเองแบบนั้น เพราะมันเป็นความสุขอย่างหนึ่ง

สาเหตุของผู้เป็นโรคนี้ ส่วนใหญ่เป็นปมหรือบาดแผลมาตั้งแต่วัยเด็ก และระบบความคิดจิตใจ สร้างความคิดที่ว่าตนเองไม่เป็นที่ต้องการของใคร เขาช่างไร้ค่าไม่สมควรรับสิ่งดีๆ และมักชอบที่จะคบอยู่กับคนที่ทำร้าย พูดร้ายๆกับเขาโดยที่ตนเองไม่รู้ตัว

หากคนปกติ จะคิดว่ามันเสียทั้งเวลา เงิน อนาคต น่าจะอุทิศตัวถวาย เวลา อารมณ์ ความรู้สึกทั้งหมดให้พระเจ้าดีกว่า รอการจัดเตรียมของพระเจ้าในสิ่งที่ดีๆจากพระองค์

วิธีช่วยเหลือคนเหล่านี้ เราต้องอธิบายว่ามันไม่ใช่ การทนทุกข์เพื่อพระเจ้า หรือการเสียสละ หรือรักเพื่อนบ้าน หรือเป็นการถูกเรียกมาเพื่อทนทุกข์เพื่อผู้อื่น แต่มันเป็นโรคชนิดหนึ่งที่ต้องรับการเยียวยาโดยมีขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 สอบถามว่าเป็นกรรมพันธุ์หรือเปล่า นำการอธิษฐานตัดความสัมพันธ์กับโรคนี้

ขั้นตอนที่ 2 นำผู้ป่วยสารภาพบาปที่ทรมานตัวเอง ทำลายวิหารของพระเจ้า พระเจ้าต้องการให้เราดูแลวิหารพระองค์ และไม่ใช่ทรมานร่างกายจิตใจตัวเองเช่นนี้

ขั้นตอนที่ 3 อธิษฐานประกาศตัดความสัมพันธ์ คำปฎิญาณ คำสัญญา ที่ผูกมัดตัวผู้ป่วย หรือ รายชื่อบุคคลที่ผู้ป่วยยอมทรมานตังเองเพื่อจะมีความสุขกับอารมณ์นั้น

ขั้นตอนที่ 4 ให้ผู้ทำพันธกิจอธิษฐานปลดปล่อยโรคนี้ออกจากผู้ป่วย ให้วิญญาณแห่งความโศกเศร้าออกไป

ขั้นตอนที่ 5 นำอธิษฐานมอบชีวิตให้กับพระเจ้า เพราะพระองค์สร้างท่านมาเพื่อจะมีความสุขไม่ใช่ความเศร้า

ขั้นตอนที่ 6 สำคัญมากที่สุด สร้างวินัยใหม่ให้ผู้ป่วย หาหนังสือให้ผู้ป่วยอ่านที่เกี่ยวกับวีรบุรุษที่ประสบความสำเร็จ ฟังเพลงดีๆ อย่าฟังเพลงเศร้าๆหรือโรแมนติก เพลงที่นำสู่อารมณ์ลุ่มลึกใน ความทรมาน หรืออย่าอ่านนิยายที่เกี่ยวกับความเจ็บปวดทรมาน

ตรงนี้ทางเว็บขอแนะนำให้ไปอ่านใน หมวดดนตรีกับการเยียวยา มีทั้งหมด 6 ตอนครับ
อ่านพระธรรมสุภาษิตมากๆ หรือพระธรรมเอเฟซัส ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า

ส่วนที่สำคัญให้ผู้ป่วยเลือกที่จะรักตัวเอง “จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้า ด้วยสุดกำลังและสิ้นสุดความคิดของเจ้า และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” (ลก.10:27)

จำไว้รักตนเอง อาการโรคนี้รักเพื่อนบ้าน แต่กลับไม่รักตนเอง นัดพบและทำตามขั้นตอนหก ขั้นตอนบ่อยๆ เพราะมันมีอาการมาตั้งแต่เกิด จะให้ทำครั้งเดียวหายไม่ได้ สำหรับบางราย จำเป็นต้องให้หมอช่วย เพราะอาการหนักจนนอนไม่หลับ ไม่อยากนอน เกินกำลังของเราเองก็ต้องปรึกษาหมอครับ

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Picture’s source: www.google.com

โรคทรมานตัวเอง ตอน คุณชอบทรมานจิตใจตัวเองหรือไม่?

โรคทรมานตัวเอง ในการให้คำปรึกษาสิ่งที่เห็นบ่อยๆ และมักจะเป็นเรื่องของคนบางคนที่ยอมทนทุกข์ และไม่ยอมที่จะหลุดออกจากความทุกข์นั้น แถมยังหมกมุ่นกับความคิดที่ทนทุกข์นั้น จนกลายเป็นความสุขที่ได้หมกมุ่นไปเลย

ผมจะเล่าเรื่องเด็กสาวคนหนึ่ง เธอพบว่าแฟนของเธอมีกิ๊กหรือนอกใจเธอ และเธอก็ยินยอมที่จะรัก ชายคนรักต่อไป ทั้งที่ทรมานเจ็บปวด และความลับก็แตกบ่อยๆ เพราะเธอจับได้ว่าแฟนหนุ่มของเธอไปมีความสัมพันธ์กับหญิงคนอื่น แถมยังให้เธอรู้และผู้ชายรู้ว่าเธอก็ยอมด้วย ทั้งที่อีกใจก็หวง ทุกข์ใจ แม้บางครั้งเธอก็จับได้คาหนังคาเขา แต่เธอก็ยังรู้สึกรักเขา แม้ต้องเจ็บปวด เมื่อรู้ว่าแฟนหนุ่มของเธอมีนิสัยเจ้าชู้

ผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยพบคนประเภทนี้ ที่ยอมทนทุกข์เพื่อจะรักและไม่ยอมที่จะปล่อยความทุกข์นั้นไป ท่านอาจแนะนำหลากหลายวิธี สุดท้ายคนนั้นก็เลือกกลับไปทางเดิม เหมือนกันเมื่อฟังเรื่องราวแบบนี้ ผมจึงถามเธอว่าอยากเลิกไหม มีวิธีเด็ดขาด แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ รวมทั้งให้เหตุผล มากมายตามประสาผู้ให้คำปรึกษา แต่เธอกลับบอกว่าไม่อยากเลิก อยู่แบบนี้ก็มีความสุข เพราะรักเขา ไม่เป็นไรเธอยอมได้ แม้ต้องทนทุกข์แบบนี้

อาการของเด็กคนนี้เรียก ว่าโรคมาโซคิสม์ Masochism คือ ยิ่งรับความเจ็บปวดทรมานแก่ตัวเองมากเท่าไหร่ ยิ่งมีความสุข เหมือนบางคนที่หลงรักหรือถูกปฎิเสธ หรือถูกทำให้เจ็บปวด ก็ยังคงปักใจที่จะรักและรอคอย ทั้งที่อีกฝ่ายอาจทำสิ่งที่แย่ๆ ให้แก่ผู้ป่วย แต่เธอก็ยินดีอยู่ในความทุกข์ แต่ในขณะเดียวกันเธอมีความสุขที่ได้รักและทนทุกข์เพื่อชายคนนั้น

สรุปอีกครั้ง ก็คือยิ่งเจ็บปวดยิ่งมีความสุข แต่ว่ามาโซคิสม์ Masochism เป็นอาการตรงข้ามกับซาดิสม์นะครับ เพราะซาดิสม์ Sadism คืออาการที่มีความสุขเวลาเห็นคนอื่นเจ็บปวดโรคทรมานตัวเอง ในการให้คำปรึกษาสิ่งที่เห็นบ่อยๆ และมักจะเป็นเรื่องของคนบางคนที่ยอมทนทุกข์ และไม่ยอมที่จะหลุดออกจากความทุกข์นั้น แถมยังหมกมุ่นกับความคิดที่ทนทุกข์นั้น จนกลายเป็นความสุขที่ได้หมกมุ่นไปเลย

ผมจะเล่าเรื่องเด็กสาวคนหนึ่ง เธอพบว่าแฟนของเธอมีกิ๊กหรือนอกใจเธอ และเธอก็ยินยอมที่จะรัก ชายคนรักต่อไป ทั้งที่ทรมานเจ็บปวด และความลับก็แตกบ่อยๆ เพราะเธอจับได้ว่าแฟนหนุ่มของเธอไปมีความสัมพันธ์กับหญิงคนอื่น แถมยังให้เธอรู้และผู้ชายรู้ว่าเธอก็ยอมด้วย ทั้งที่อีกใจก็หวง ทุกข์ใจ แม้บางครั้งเธอก็จับได้คาหนังคาเขา แต่เธอก็ยังรู้สึกรักเขา แม้ต้องเจ็บปวด เมื่อรู้ว่าแฟนหนุ่มของเธอมีนิสัยเจ้าชู้

ผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยพบคนประเภทนี้ ที่ยอมทนทุกข์เพื่อจะรักและไม่ยอมที่จะปล่อยความทุกข์นั้นไป ท่านอาจแนะนำหลากหลายวิธี สุดท้ายคนนั้นก็เลือกกลับไปทางเดิม เหมือนกันเมื่อฟังเรื่องราวแบบนี้ ผมจึงถามเธอว่าอยากเลิกไหม มีวิธีเด็ดขาด แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ รวมทั้งให้เหตุผล มากมายตามประสาผู้ให้คำปรึกษา แต่เธอกลับบอกว่าไม่อยากเลิก อยู่แบบนี้ก็มีความสุข เพราะรักเขา ไม่เป็นไรเธอยอมได้ แม้ต้องทนทุกข์แบบนี้

อาการของเด็กคนนี้เรียก ว่าโรคมาโซคิสม์ Masochism คือ ยิ่งรับความเจ็บปวดทรมานแก่ตัวเองมากเท่าไหร่ ยิ่งมีความสุข เหมือนบางคนที่หลงรักหรือถูกปฎิเสธ หรือถูกทำให้เจ็บปวด ก็ยังคงปักใจที่จะรักและรอคอย ทั้งที่อีกฝ่ายอาจทำสิ่งที่แย่ๆ ให้แก่ผู้ป่วย แต่เธอก็ยินดีอยู่ในความทุกข์ แต่ในขณะเดียวกันเธอมีความสุขที่ได้รักและทนทุกข์เพื่อชายคนนั้น

สรุปอีกครั้ง ก็คือยิ่งเจ็บปวดยิ่งมีความสุข แต่ว่ามาโซคิสม์ Masochism เป็นอาการตรงข้ามกับซาดิสม์นะครับ เพราะซาดิสม์ Sadism คืออาการที่มีความสุขเวลาเห็นคนอื่นเจ็บปวด

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Powered by www.477internet.com