May 19, 2012

โรคทรมานตัวเอง ตอน วิธีช่วยเหลือคนเป็นโรคทรมานตัวเอง Masochism

พวกเราบางคนก็อาจเป็นโรคมาโซคิสม์ Masochism โดยไม่รู้ตัว บางคนเป็นแบบอ่อนๆ บางคนเป็นแบบอาการมากๆ และมักไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคชนิดนี้

ทำความเข้าใจก่อนนะครับ ว่ามาโซคิสซ์ คือ การทรมานตัวเอง แต่ซาดิสม์ เป็นการทรมานผู้อื่น ตอนนี้เราจะมาดูอาการว่าใครจะมีอ่อนหรือมาก เช่น บางคนชอบอ่านนิยายเศร้าสะเทือนใจ บางทีก็ลดความอ้วนอยู่นั่นแหล่ะ จนไม่รู้จะลดอะไรแล้ว หรือกินอาหารมากๆ ตามใจปากแล้วก็กลับมาทรมาน ลดอดอาหารแบบทรมานตัวเอง หรือบางคนไปหลงรัก ทำดีมากๆใฝ่ฝันกับคนบางคน ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้รักเรา หรือจินตนาการ โกหกตัวเองไปวันๆ บางคนถูกหลอกไปเป็นเดือนๆ ก็รู้ว่าตัวเองโดนหลอกแต่ก็ยอมเจ็บปวดกับมัน (ผู้ป่วยลึกๆมีความสุขกับอารมณ์หรืออาการนี้นะครับ) หรือบางคนรอโทรศัพท์จากผู้ป่วย หรือรออีเมล์ รอให้เขามาเห็นใจ สงสาร และทั้งที่หลายครั้งก็รู้ว่าความจริงมันเป็นไปไม่ได้ แต่เราก็ยังฝัน ทรมานตัวเองแบบนั้น เพราะมันเป็นความสุขอย่างหนึ่ง

สาเหตุของผู้เป็นโรคนี้ ส่วนใหญ่เป็นปมหรือบาดแผลมาตั้งแต่วัยเด็ก และระบบความคิดจิตใจ สร้างความคิดที่ว่าตนเองไม่เป็นที่ต้องการของใคร เขาช่างไร้ค่าไม่สมควรรับสิ่งดีๆ และมักชอบที่จะคบอยู่กับคนที่ทำร้าย พูดร้ายๆกับเขาโดยที่ตนเองไม่รู้ตัว

หากคนปกติ จะคิดว่ามันเสียทั้งเวลา เงิน อนาคต น่าจะอุทิศตัวถวาย เวลา อารมณ์ ความรู้สึกทั้งหมดให้พระเจ้าดีกว่า รอการจัดเตรียมของพระเจ้าในสิ่งที่ดีๆจากพระองค์

วิธีช่วยเหลือคนเหล่านี้ เราต้องอธิบายว่ามันไม่ใช่ การทนทุกข์เพื่อพระเจ้า หรือการเสียสละ หรือรักเพื่อนบ้าน หรือเป็นการถูกเรียกมาเพื่อทนทุกข์เพื่อผู้อื่น แต่มันเป็นโรคชนิดหนึ่งที่ต้องรับการเยียวยาโดยมีขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 สอบถามว่าเป็นกรรมพันธุ์หรือเปล่า นำการอธิษฐานตัดความสัมพันธ์กับโรคนี้

ขั้นตอนที่ 2 นำผู้ป่วยสารภาพบาปที่ทรมานตัวเอง ทำลายวิหารของพระเจ้า พระเจ้าต้องการให้เราดูแลวิหารพระองค์ และไม่ใช่ทรมานร่างกายจิตใจตัวเองเช่นนี้

ขั้นตอนที่ 3 อธิษฐานประกาศตัดความสัมพันธ์ คำปฎิญาณ คำสัญญา ที่ผูกมัดตัวผู้ป่วย หรือ รายชื่อบุคคลที่ผู้ป่วยยอมทรมานตังเองเพื่อจะมีความสุขกับอารมณ์นั้น

ขั้นตอนที่ 4 ให้ผู้ทำพันธกิจอธิษฐานปลดปล่อยโรคนี้ออกจากผู้ป่วย ให้วิญญาณแห่งความโศกเศร้าออกไป

ขั้นตอนที่ 5 นำอธิษฐานมอบชีวิตให้กับพระเจ้า เพราะพระองค์สร้างท่านมาเพื่อจะมีความสุขไม่ใช่ความเศร้า

ขั้นตอนที่ 6 สำคัญมากที่สุด สร้างวินัยใหม่ให้ผู้ป่วย หาหนังสือให้ผู้ป่วยอ่านที่เกี่ยวกับวีรบุรุษที่ประสบความสำเร็จ ฟังเพลงดีๆ อย่าฟังเพลงเศร้าๆหรือโรแมนติก เพลงที่นำสู่อารมณ์ลุ่มลึกใน ความทรมาน หรืออย่าอ่านนิยายที่เกี่ยวกับความเจ็บปวดทรมาน

ตรงนี้ทางเว็บขอแนะนำให้ไปอ่านใน หมวดดนตรีกับการเยียวยา มีทั้งหมด 6 ตอนครับ
อ่านพระธรรมสุภาษิตมากๆ หรือพระธรรมเอเฟซัส ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า

ส่วนที่สำคัญให้ผู้ป่วยเลือกที่จะรักตัวเอง “จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้า ด้วยสุดกำลังและสิ้นสุดความคิดของเจ้า และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” (ลก.10:27)

จำไว้รักตนเอง อาการโรคนี้รักเพื่อนบ้าน แต่กลับไม่รักตนเอง นัดพบและทำตามขั้นตอนหก ขั้นตอนบ่อยๆ เพราะมันมีอาการมาตั้งแต่เกิด จะให้ทำครั้งเดียวหายไม่ได้ สำหรับบางราย จำเป็นต้องให้หมอช่วย เพราะอาการหนักจนนอนไม่หลับ ไม่อยากนอน เกินกำลังของเราเองก็ต้องปรึกษาหมอครับ

Picture’s source: www.google.com

พวกเราบางคนก็อาจเป็นโรคมาโซคิสม์ Masochism โดยไม่รู้ตัว บางคนเป็นแบบอ่อนๆ บางคนเป็นแบบอาการมากๆ และมักไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคชนิดนี้

ทำความเข้าใจก่อนนะครับ ว่ามาโซคิสซ์ คือ การทรมานตัวเอง แต่ซาดิสม์ เป็นการทรมานผู้อื่น ตอนนี้เราจะมาดูอาการว่าใครจะมีอ่อนหรือมาก เช่น บางคนชอบอ่านนิยายเศร้าสะเทือนใจ บางทีก็ลดความอ้วนอยู่นั่นแหล่ะ จนไม่รู้จะลดอะไรแล้ว หรือกินอาหารมากๆ ตามใจปากแล้วก็กลับมาทรมาน ลดอดอาหารแบบทรมานตัวเอง หรือบางคนไปหลงรัก ทำดีมากๆใฝ่ฝันกับคนบางคน ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้รักเรา หรือจินตนาการ โกหกตัวเองไปวันๆ บางคนถูกหลอกไปเป็นเดือนๆ ก็รู้ว่าตัวเองโดนหลอกแต่ก็ยอมเจ็บปวดกับมัน (ผู้ป่วยลึกๆมีความสุขกับอารมณ์หรืออาการนี้นะครับ) หรือบางคนรอโทรศัพท์จากผู้ป่วย หรือรออีเมล์ รอให้เขามาเห็นใจ สงสาร และทั้งที่หลายครั้งก็รู้ว่าความจริงมันเป็นไปไม่ได้ แต่เราก็ยังฝัน ทรมานตัวเองแบบนั้น เพราะมันเป็นความสุขอย่างหนึ่ง

สาเหตุของผู้เป็นโรคนี้ ส่วนใหญ่เป็นปมหรือบาดแผลมาตั้งแต่วัยเด็ก และระบบความคิดจิตใจ สร้างความคิดที่ว่าตนเองไม่เป็นที่ต้องการของใคร เขาช่างไร้ค่าไม่สมควรรับสิ่งดีๆ และมักชอบที่จะคบอยู่กับคนที่ทำร้าย พูดร้ายๆกับเขาโดยที่ตนเองไม่รู้ตัว

หากคนปกติ จะคิดว่ามันเสียทั้งเวลา เงิน อนาคต น่าจะอุทิศตัวถวาย เวลา อารมณ์ ความรู้สึกทั้งหมดให้พระเจ้าดีกว่า รอการจัดเตรียมของพระเจ้าในสิ่งที่ดีๆจากพระองค์

วิธีช่วยเหลือคนเหล่านี้ เราต้องอธิบายว่ามันไม่ใช่ การทนทุกข์เพื่อพระเจ้า หรือการเสียสละ หรือรักเพื่อนบ้าน หรือเป็นการถูกเรียกมาเพื่อทนทุกข์เพื่อผู้อื่น แต่มันเป็นโรคชนิดหนึ่งที่ต้องรับการเยียวยาโดยมีขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 สอบถามว่าเป็นกรรมพันธุ์หรือเปล่า นำการอธิษฐานตัดความสัมพันธ์กับโรคนี้

ขั้นตอนที่ 2 นำผู้ป่วยสารภาพบาปที่ทรมานตัวเอง ทำลายวิหารของพระเจ้า พระเจ้าต้องการให้เราดูแลวิหารพระองค์ และไม่ใช่ทรมานร่างกายจิตใจตัวเองเช่นนี้

ขั้นตอนที่ 3 อธิษฐานประกาศตัดความสัมพันธ์ คำปฎิญาณ คำสัญญา ที่ผูกมัดตัวผู้ป่วย หรือ รายชื่อบุคคลที่ผู้ป่วยยอมทรมานตังเองเพื่อจะมีความสุขกับอารมณ์นั้น

ขั้นตอนที่ 4 ให้ผู้ทำพันธกิจอธิษฐานปลดปล่อยโรคนี้ออกจากผู้ป่วย ให้วิญญาณแห่งความโศกเศร้าออกไป

ขั้นตอนที่ 5 นำอธิษฐานมอบชีวิตให้กับพระเจ้า เพราะพระองค์สร้างท่านมาเพื่อจะมีความสุขไม่ใช่ความเศร้า

ขั้นตอนที่ 6 สำคัญมากที่สุด สร้างวินัยใหม่ให้ผู้ป่วย หาหนังสือให้ผู้ป่วยอ่านที่เกี่ยวกับวีรบุรุษที่ประสบความสำเร็จ ฟังเพลงดีๆ อย่าฟังเพลงเศร้าๆหรือโรแมนติก เพลงที่นำสู่อารมณ์ลุ่มลึกใน ความทรมาน หรืออย่าอ่านนิยายที่เกี่ยวกับความเจ็บปวดทรมาน

ตรงนี้ทางเว็บขอแนะนำให้ไปอ่านใน หมวดดนตรีกับการเยียวยา มีทั้งหมด 6 ตอนครับ
อ่านพระธรรมสุภาษิตมากๆ หรือพระธรรมเอเฟซัส ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า

ส่วนที่สำคัญให้ผู้ป่วยเลือกที่จะรักตัวเอง “จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้า ด้วยสุดกำลังและสิ้นสุดความคิดของเจ้า และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” (ลก.10:27)

จำไว้รักตนเอง อาการโรคนี้รักเพื่อนบ้าน แต่กลับไม่รักตนเอง นัดพบและทำตามขั้นตอนหก ขั้นตอนบ่อยๆ เพราะมันมีอาการมาตั้งแต่เกิด จะให้ทำครั้งเดียวหายไม่ได้ สำหรับบางราย จำเป็นต้องให้หมอช่วย เพราะอาการหนักจนนอนไม่หลับ ไม่อยากนอน เกินกำลังของเราเองก็ต้องปรึกษาหมอครับ

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Picture’s source: www.google.com

โรคทรมานตัวเอง ตอน คุณชอบทรมานจิตใจตัวเองหรือไม่?

โรคทรมานตัวเอง ในการให้คำปรึกษาสิ่งที่เห็นบ่อยๆ และมักจะเป็นเรื่องของคนบางคนที่ยอมทนทุกข์ และไม่ยอมที่จะหลุดออกจากความทุกข์นั้น แถมยังหมกมุ่นกับความคิดที่ทนทุกข์นั้น จนกลายเป็นความสุขที่ได้หมกมุ่นไปเลย

ผมจะเล่าเรื่องเด็กสาวคนหนึ่ง เธอพบว่าแฟนของเธอมีกิ๊กหรือนอกใจเธอ และเธอก็ยินยอมที่จะรัก ชายคนรักต่อไป ทั้งที่ทรมานเจ็บปวด และความลับก็แตกบ่อยๆ เพราะเธอจับได้ว่าแฟนหนุ่มของเธอไปมีความสัมพันธ์กับหญิงคนอื่น แถมยังให้เธอรู้และผู้ชายรู้ว่าเธอก็ยอมด้วย ทั้งที่อีกใจก็หวง ทุกข์ใจ แม้บางครั้งเธอก็จับได้คาหนังคาเขา แต่เธอก็ยังรู้สึกรักเขา แม้ต้องเจ็บปวด เมื่อรู้ว่าแฟนหนุ่มของเธอมีนิสัยเจ้าชู้

ผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยพบคนประเภทนี้ ที่ยอมทนทุกข์เพื่อจะรักและไม่ยอมที่จะปล่อยความทุกข์นั้นไป ท่านอาจแนะนำหลากหลายวิธี สุดท้ายคนนั้นก็เลือกกลับไปทางเดิม เหมือนกันเมื่อฟังเรื่องราวแบบนี้ ผมจึงถามเธอว่าอยากเลิกไหม มีวิธีเด็ดขาด แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ รวมทั้งให้เหตุผล มากมายตามประสาผู้ให้คำปรึกษา แต่เธอกลับบอกว่าไม่อยากเลิก อยู่แบบนี้ก็มีความสุข เพราะรักเขา ไม่เป็นไรเธอยอมได้ แม้ต้องทนทุกข์แบบนี้

อาการของเด็กคนนี้เรียก ว่าโรคมาโซคิสม์ Masochism คือ ยิ่งรับความเจ็บปวดทรมานแก่ตัวเองมากเท่าไหร่ ยิ่งมีความสุข เหมือนบางคนที่หลงรักหรือถูกปฎิเสธ หรือถูกทำให้เจ็บปวด ก็ยังคงปักใจที่จะรักและรอคอย ทั้งที่อีกฝ่ายอาจทำสิ่งที่แย่ๆ ให้แก่ผู้ป่วย แต่เธอก็ยินดีอยู่ในความทุกข์ แต่ในขณะเดียวกันเธอมีความสุขที่ได้รักและทนทุกข์เพื่อชายคนนั้น

สรุปอีกครั้ง ก็คือยิ่งเจ็บปวดยิ่งมีความสุข แต่ว่ามาโซคิสม์ Masochism เป็นอาการตรงข้ามกับซาดิสม์นะครับ เพราะซาดิสม์ Sadism คืออาการที่มีความสุขเวลาเห็นคนอื่นเจ็บปวดโรคทรมานตัวเอง ในการให้คำปรึกษาสิ่งที่เห็นบ่อยๆ และมักจะเป็นเรื่องของคนบางคนที่ยอมทนทุกข์ และไม่ยอมที่จะหลุดออกจากความทุกข์นั้น แถมยังหมกมุ่นกับความคิดที่ทนทุกข์นั้น จนกลายเป็นความสุขที่ได้หมกมุ่นไปเลย

ผมจะเล่าเรื่องเด็กสาวคนหนึ่ง เธอพบว่าแฟนของเธอมีกิ๊กหรือนอกใจเธอ และเธอก็ยินยอมที่จะรัก ชายคนรักต่อไป ทั้งที่ทรมานเจ็บปวด และความลับก็แตกบ่อยๆ เพราะเธอจับได้ว่าแฟนหนุ่มของเธอไปมีความสัมพันธ์กับหญิงคนอื่น แถมยังให้เธอรู้และผู้ชายรู้ว่าเธอก็ยอมด้วย ทั้งที่อีกใจก็หวง ทุกข์ใจ แม้บางครั้งเธอก็จับได้คาหนังคาเขา แต่เธอก็ยังรู้สึกรักเขา แม้ต้องเจ็บปวด เมื่อรู้ว่าแฟนหนุ่มของเธอมีนิสัยเจ้าชู้

ผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยพบคนประเภทนี้ ที่ยอมทนทุกข์เพื่อจะรักและไม่ยอมที่จะปล่อยความทุกข์นั้นไป ท่านอาจแนะนำหลากหลายวิธี สุดท้ายคนนั้นก็เลือกกลับไปทางเดิม เหมือนกันเมื่อฟังเรื่องราวแบบนี้ ผมจึงถามเธอว่าอยากเลิกไหม มีวิธีเด็ดขาด แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ รวมทั้งให้เหตุผล มากมายตามประสาผู้ให้คำปรึกษา แต่เธอกลับบอกว่าไม่อยากเลิก อยู่แบบนี้ก็มีความสุข เพราะรักเขา ไม่เป็นไรเธอยอมได้ แม้ต้องทนทุกข์แบบนี้

อาการของเด็กคนนี้เรียก ว่าโรคมาโซคิสม์ Masochism คือ ยิ่งรับความเจ็บปวดทรมานแก่ตัวเองมากเท่าไหร่ ยิ่งมีความสุข เหมือนบางคนที่หลงรักหรือถูกปฎิเสธ หรือถูกทำให้เจ็บปวด ก็ยังคงปักใจที่จะรักและรอคอย ทั้งที่อีกฝ่ายอาจทำสิ่งที่แย่ๆ ให้แก่ผู้ป่วย แต่เธอก็ยินดีอยู่ในความทุกข์ แต่ในขณะเดียวกันเธอมีความสุขที่ได้รักและทนทุกข์เพื่อชายคนนั้น

สรุปอีกครั้ง ก็คือยิ่งเจ็บปวดยิ่งมีความสุข แต่ว่ามาโซคิสม์ Masochism เป็นอาการตรงข้ามกับซาดิสม์นะครับ เพราะซาดิสม์ Sadism คืออาการที่มีความสุขเวลาเห็นคนอื่นเจ็บปวด

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

การบำบัดเยียวยามีหลายวิธี ตอนที่ 4 กุญแจที่จะนำสู่การมีเสรีภาพ

ปัญหาที่เราพบตั้งแต่เกิดจนถึงเวลานี้แต่ละคนมีไม่เหมือนกัน ภูมิป้องกันด้านความแข็งแกร่งของจิตใจแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน

บางคนต้องเอาเรื่องใหม่ คิดใหม่มาแทนความคิดเก่า อารมณ์เก่า ฟังดูง่ายๆ แต่สำหรับบางคนก็ช่างยากเหลือเกิน
บางคนต้องกลับไประบายอารมณ์เก่าๆในห้องน้ำที่บ้านกับตัวเอง หรือระบายโดยการเขียนๆๆ แล้วฉีกมันทิ้ง หรือหาเพื่อนสนิทสักคนที่เชื่อใจได้

บางคนหากมีความเข้าใจ คิดเป็น คิดได้หลายมุม ก็จะเห็นพระพรและมุมมองของปัญหาที่ทำให้เราแข็งแกร่ง แล้วก็เปลี่ยนเลย

บางคนก็ต้องช่วยเหลือแบบผสมผสาน หาความบันเทิง ชอปปิ้ง โทรศัทพ์หาเพื่อนคุย หาหนังสือดีๆอ่าน พบเพื่อนที่ผ่านประสบการณ์นี้มาก่อน และช่วยหนุนใจได้ก็ดีทีเดียว

แต่หากพี่น้องบางคนไม่หาย อาการหนัก สำหรับผมใช้สามขั้นตอนครับ ในกลุ่มพันธกิจแม่น้ำจะใช้ขั้นตอนแรก คือ การเจิม จากนั้นก็แบบ Encounter (คือนำอธิษฐานภาพรวม เผชิญหน้ากับพระเจ้า สารภาพ ประกาศตัดสัมพันธ์ หรือการยกโทษ และหากยังไม่ดีก็ทำการอธิษฐานด้วยการเยียวยา หรือคนไทยเรียนว่าบำบัดภายใน (หมายความว่าคนๆนี้ ต้องมีรากระดับลึกมาก เพราะทำแบบที่หนึ่งกับสองมาเป็นปีแต่ไม่ดีขึ้น )

แต่ตอนนี้อยากบอก เคล็ดลับสำคัญ สำหรับผู้ที่เป็นคริสเตียน แต่ไม่มีโอกาสได้สัมผัสทั้งสามขบวนการ นั่นคือ ทำส่วนตัวก่อน คือการยกโทษ นำไปที่กางเขน และสารภาพบาป พึ่งพระโลหิต และพระคำ ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิต และสุดท้ายพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่ทรงช่วยในการมีชีวิตใหม่

1 การยกโทษ เมื่อท่านเผชิญกับเหตุการณ์ที่ความทรงจำจากอดีตผุดขึ้นมา หรือพึ่งเผชิญคำพูด ท่าทาง ที่สร้างอารมณ์ คุณเข้าไปที่ในห้องน้ำเลยครับ ระบายอารมณ์ออกมาให้พระเจ้าฟัง จากนั้นประกาศการยกโทษ และนำคำพูด การกระทำของเขานั้นไปตรึงที่ไม้กางเขนของพระคริสต์เสียดีกว่า เพราะกางเขนเป็นที่รับความบาปทั้งหมดของมวลมนุษย์ เพราะท่านยกโทษให้เขา ก็เท่ากับท่านมีชัยชนะเหนือตัวเองและเขาได้ เพราะการกระทำของเขาไม่สามารถมีอิทธิพลควบคุมท่านได้ครับ ทำบ่อยๆอย่าท้อ

2 สารภาพบาป เพราะความโกรธ หรือปัญหาเจาะจงที่เราเจอนั้น ที่นำไปสู่ความขมขื่น และมันจะนำไปสู่การคิดร้าย อีกทั้งความโกรธ ความขมขื่น ปิดกั้นพระพร พระสัญญาจากพระเจ้า หลังจากประกาศการยกโทษแล้ว เราก็สารภาพบาปของเรา ขอพระโลหิตพระเยซูชำระใจเรา ขอโลหิตพระองค์ลบล้างคำพูดต่างๆจากสมองที่เราได้รับจากคนที่ทำร้ายเรา ทำบ่อยๆอย่าถอดใจก่อน ฤทธิ์อำนาจของพระองค์จะช่วยท่านผ่านพระวิญญาณบริสุทธิ์

3 พระคำ เอาของเก่าออกก็ต้องใส่ของใหม่เข้าไป เหมือนพระเยซูเล่าว่าผีถูกไล่จากบ้านไปแล้ว เราทำความสะอาด แต่ว่างเปล่าไม่ให้เจ้าของคนใหม่เข้ามาอยู่ ต่อมามันก็พาอีกสิบตัวเข้ามา เพราะเหมือนทำความสะอาดรอมันอยู่ ดังนั้นวินัยใหม่ คือเอาพระคำสะสม เพื่อจะต่อสู้กับปัญหา คำพูด การกระทำของคนที่ละเมิดต่อเราครับ ง่ายๆทำบ่อยๆ และอย่าลืมเพื่อนคริสเตียนที่เข็มแข็งกว่าเรา โทรคุย ติดต่อหนุนใจกันและกัน พลังแห่งความรักของเพื่อนดีๆ จะทำให้เรารู้ว่ามีคนทำผิดกับเรา ก็มีคนที่รักเรามากมาย อย่าลืมพวกเขาครับ

4 วินัยในการดำเนินชีวิตใหม่ ท่านต้องเลือกที่จะ มีชีวิตใหม่ คิดแบบใหม่ อ่านหนังสือ วรรณกรรม เพลงที่ฟัง พบผู้ให้คำปรึกษา สม่ำเสมอ เลือกที่จะเปลี่ยนเพื่อจะชนะและรับการอธิษฐานทั้งแบบอวยพร ตัดความสัมพันธ์กับอดีต ยึดพระคำ รับการวางมืออธิษฐาน การเจิมเพื่อจะได้รับการเยียวยา รื้อฟื้น การกลับใจ และหลงรักพระเยซูใหม่ การนมัสการส่วนตัว อธิษฐาน ในพระวิญญาณฯ ทั้งหมดเป็นเรื่องการตัดสินใจทั้งสิ้น

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: http://www.thelovelyroom.com/2009/04/keys-to-freedom-tiffany-keys/ปัญหาที่เราพบตั้งแต่เกิดจนถึงเวลานี้แต่ละคนมีไม่เหมือนกัน ภูมิป้องกันด้านความแข็งแกร่งของจิตใจแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน

บางคนต้องเอาเรื่องใหม่ คิดใหม่มาแทนความคิดเก่า อารมณ์เก่า ฟังดูง่ายๆ แต่สำหรับบางคนก็ช่างยากเหลือเกิน
บางคนต้องกลับไประบายอารมณ์เก่าๆในห้องน้ำที่บ้านกับตัวเอง หรือระบายโดยการเขียนๆๆ แล้วฉีกมันทิ้ง หรือหาเพื่อนสนิทสักคนที่เชื่อใจได้

บางคนหากมีความเข้าใจ คิดเป็น คิดได้หลายมุม ก็จะเห็นพระพรและมุมมองของปัญหาที่ทำให้เราแข็งแกร่ง แล้วก็เปลี่ยนเลย

บางคนก็ต้องช่วยเหลือแบบผสมผสาน หาความบันเทิง ชอปปิ้ง โทรศัทพ์หาเพื่อนคุย หาหนังสือดีๆอ่าน พบเพื่อนที่ผ่านประสบการณ์นี้มาก่อน และช่วยหนุนใจได้ก็ดีทีเดียว

แต่หากพี่น้องบางคนไม่หาย อาการหนัก สำหรับผมใช้สามขั้นตอนครับ ในกลุ่มพันธกิจแม่น้ำจะใช้ขั้นตอนแรก คือ การเจิม จากนั้นก็แบบ Encounter (คือนำอธิษฐานภาพรวม เผชิญหน้ากับพระเจ้า สารภาพ ประกาศตัดสัมพันธ์ หรือการยกโทษ และหากยังไม่ดีก็ทำการอธิษฐานด้วยการเยียวยา หรือคนไทยเรียนว่าบำบัดภายใน (หมายความว่าคนๆนี้ ต้องมีรากระดับลึกมาก เพราะทำแบบที่หนึ่งกับสองมาเป็นปีแต่ไม่ดีขึ้น )

แต่ตอนนี้อยากบอก เคล็ดลับสำคัญ สำหรับผู้ที่เป็นคริสเตียน แต่ไม่มีโอกาสได้สัมผัสทั้งสามขบวนการ นั่นคือ ทำส่วนตัวก่อน คือการยกโทษ นำไปที่กางเขน และสารภาพบาป พึ่งพระโลหิต และพระคำ ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิต และสุดท้ายพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่ทรงช่วยในการมีชีวิตใหม่

1 การยกโทษ เมื่อท่านเผชิญกับเหตุการณ์ที่ความทรงจำจากอดีตผุดขึ้นมา หรือพึ่งเผชิญคำพูด ท่าทาง ที่สร้างอารมณ์ คุณเข้าไปที่ในห้องน้ำเลยครับ ระบายอารมณ์ออกมาให้พระเจ้าฟัง จากนั้นประกาศการยกโทษ และนำคำพูด การกระทำของเขานั้นไปตรึงที่ไม้กางเขนของพระคริสต์เสียดีกว่า เพราะกางเขนเป็นที่รับความบาปทั้งหมดของมวลมนุษย์ เพราะท่านยกโทษให้เขา ก็เท่ากับท่านมีชัยชนะเหนือตัวเองและเขาได้ เพราะการกระทำของเขาไม่สามารถมีอิทธิพลควบคุมท่านได้ครับ ทำบ่อยๆอย่าท้อ

2 สารภาพบาป เพราะความโกรธ หรือปัญหาเจาะจงที่เราเจอนั้น ที่นำไปสู่ความขมขื่น และมันจะนำไปสู่การคิดร้าย อีกทั้งความโกรธ ความขมขื่น ปิดกั้นพระพร พระสัญญาจากพระเจ้า หลังจากประกาศการยกโทษแล้ว เราก็สารภาพบาปของเรา ขอพระโลหิตพระเยซูชำระใจเรา ขอโลหิตพระองค์ลบล้างคำพูดต่างๆจากสมองที่เราได้รับจากคนที่ทำร้ายเรา ทำบ่อยๆอย่าถอดใจก่อน ฤทธิ์อำนาจของพระองค์จะช่วยท่านผ่านพระวิญญาณบริสุทธิ์

3 พระคำ เอาของเก่าออกก็ต้องใส่ของใหม่เข้าไป เหมือนพระเยซูเล่าว่าผีถูกไล่จากบ้านไปแล้ว เราทำความสะอาด แต่ว่างเปล่าไม่ให้เจ้าของคนใหม่เข้ามาอยู่ ต่อมามันก็พาอีกสิบตัวเข้ามา เพราะเหมือนทำความสะอาดรอมันอยู่ ดังนั้นวินัยใหม่ คือเอาพระคำสะสม เพื่อจะต่อสู้กับปัญหา คำพูด การกระทำของคนที่ละเมิดต่อเราครับ ง่ายๆทำบ่อยๆ และอย่าลืมเพื่อนคริสเตียนที่เข็มแข็งกว่าเรา โทรคุย ติดต่อหนุนใจกันและกัน พลังแห่งความรักของเพื่อนดีๆ จะทำให้เรารู้ว่ามีคนทำผิดกับเรา ก็มีคนที่รักเรามากมาย อย่าลืมพวกเขาครับ

4 วินัยในการดำเนินชีวิตใหม่ ท่านต้องเลือกที่จะ มีชีวิตใหม่ คิดแบบใหม่ อ่านหนังสือ วรรณกรรม เพลงที่ฟัง พบผู้ให้คำปรึกษา สม่ำเสมอ เลือกที่จะเปลี่ยนเพื่อจะชนะและรับการอธิษฐานทั้งแบบอวยพร ตัดความสัมพันธ์กับอดีต ยึดพระคำ รับการวางมืออธิษฐาน การเจิมเพื่อจะได้รับการเยียวยา รื้อฟื้น การกลับใจ และหลงรักพระเยซูใหม่ การนมัสการส่วนตัว อธิษฐาน ในพระวิญญาณฯ ทั้งหมดเป็นเรื่องการตัดสินใจทั้งสิ้น

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Picture’s source: http://www.thelovelyroom.com/2009/04/keys-to-freedom-tiffany-keys/

การบำบัดเยียวยามีหลายวิธี ตอนที่ 3 วิธีไหนดีที่สุด

สำหรับผม ผมได้ศึกษาและอบรมทั้งสามวิธีในช่วงเวลาที่ผ่านมาครับ ผมขอบอกว่าไม่มีวิธีไหนดีที่สุด แต่อยู่ที่ว่าปัญหาของแต่ละคนที่เราช่วยเหลือนั้นเขาเหมาะกับวิธีไหน เป้าหมายของเรา ที่เราน่าจะคำนึงที่สุด คือ คนป่วยหาย ไม่ใช่คิดว่าเราชอบหรือไม่เห็นด้วยกับวิธีไหน

เพราะแบบแรก ใช้วิธีการให้คำปรึกษา ถ้าไม่ดีขึ้น ผมก็ใช้ แบบที่สอง มีการจัดประชุม ในคืนวันศุกร์ และโดยการใช้ดนตรีนมัสการ หรือSoaking การแช่ในการทรงสถิต และการอธิษฐานบำบัด เยียวยา ปลดปล่อย การเจิมด้วยการวางมือเป็นการเพิ่มกระตุ้น ความรัก รื้อฟื้นความสัมพันธ์กับพระเจ้าใหม่ หรือนำการกลับใจ หรือให้มีกำลังใหม่โดยให้ฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานในคนนั้นให้สดใหม่ขึ้นอีกครั้ง เพื่อการนำการเปลี่ยนแปลงใหม่มาสู่ผู้มาร่วม

หากยังไม่ดีก็ทำพร้อมกันไป โดยแบบที่สาม คือ การเผชิญหน้ากับพระเจ้า โดยการเรียนทีละหัวข้อ และนำอธิษฐานจัดการกับปัญหาต่างๆ ทีละเรื่องเป็นกลุ่มใหญ่ หรือเรียกอีกแบบหนึ่งว่า Encounter แต่ถ้ายังไม่ดีเมื่อเวลาผ่านไป เพราะปัญหาบางคนลึกมากกว่าที่ใครจะเข้าใจ เราก็จะทำเป็นการส่วนตัวคือ การให้คำปรึกษาด้วยการอธิษฐาน

ประเด็นนี้ทำให้เข้าใจผิดกันไปเลย เพราะเมื่อใครได้ยินคำว่า การให้คำปรึกษาด้วยการอธิษฐาน แต่บางคนเรียกว่าเป็นการบำบัดภายใน ก็ดูน่ากลัวไปเลย แท้จริงงานการให้คำปรึกษาด้วยการอธิษฐาน ก็จะประกอบไปด้วย การเจิมด้วยพระคัมภีร์ไบเบิล และการสร้างวินัยใหม่ การปล้ำสู้ การเลือกวินัยใหม่ สู้กับปัญหา สร้างระบบความคิดและวิถีชีวิตใหม่ ทำแบบครบวงจรครับ

สรุปคือผมทำทุกแบบ เป้าหมายเพื่อให้ผู้ป่วยหายครับ เพราะเราจะต้องดูว่าวิธีไหน เหมาะกับคนไหนและหากวิธีนี้ไม่หายก็ใช้อีกวิธี ขอให้ไม่ผิด จริยธรรม และพระวจนะของพระเจ้า ทำเถิดครับ สงสารสมาชิก ทีมงาน และลูกน้องของเรา

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: http://www.arcsm.org/Nursing_Ukiah.phpสำหรับผม ผมได้ศึกษาและอบรมทั้งสามวิธีในช่วงเวลาที่ผ่านมาครับ ผมขอบอกว่าไม่มีวิธีไหนดีที่สุด แต่อยู่ที่ว่าปัญหาของแต่ละคนที่เราช่วยเหลือนั้นเขาเหมาะกับวิธีไหน เป้าหมายของเรา ที่เราน่าจะคำนึงที่สุด คือ คนป่วยหาย ไม่ใช่คิดว่าเราชอบหรือไม่เห็นด้วยกับวิธีไหน

เพราะแบบแรก ใช้วิธีการให้คำปรึกษา ถ้าไม่ดีขึ้น ผมก็ใช้ แบบที่สอง มีการจัดประชุม ในคืนวันศุกร์ และโดยการใช้ดนตรีนมัสการ หรือSoaking การแช่ในการทรงสถิต และการอธิษฐานบำบัด เยียวยา ปลดปล่อย การเจิมด้วยการวางมือเป็นการเพิ่มกระตุ้น ความรัก รื้อฟื้นความสัมพันธ์กับพระเจ้าใหม่ หรือนำการกลับใจ หรือให้มีกำลังใหม่โดยให้ฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานในคนนั้นให้สดใหม่ขึ้นอีกครั้ง เพื่อการนำการเปลี่ยนแปลงใหม่มาสู่ผู้มาร่วม

หากยังไม่ดีก็ทำพร้อมกันไป โดยแบบที่สาม คือ การเผชิญหน้ากับพระเจ้า โดยการเรียนทีละหัวข้อ และนำอธิษฐานจัดการกับปัญหาต่างๆ ทีละเรื่องเป็นกลุ่มใหญ่ หรือเรียกอีกแบบหนึ่งว่า Encounter แต่ถ้ายังไม่ดีเมื่อเวลาผ่านไป เพราะปัญหาบางคนลึกมากกว่าที่ใครจะเข้าใจ เราก็จะทำเป็นการส่วนตัวคือ การให้คำปรึกษาด้วยการอธิษฐาน

ประเด็นนี้ทำให้เข้าใจผิดกันไปเลย เพราะเมื่อใครได้ยินคำว่า การให้คำปรึกษาด้วยการอธิษฐาน แต่บางคนเรียกว่าเป็นการบำบัดภายใน ก็ดูน่ากลัวไปเลย แท้จริงงานการให้คำปรึกษาด้วยการอธิษฐาน ก็จะประกอบไปด้วย การเจิมด้วยพระคัมภีร์ไบเบิล และการสร้างวินัยใหม่ การปล้ำสู้ การเลือกวินัยใหม่ สู้กับปัญหา สร้างระบบความคิดและวิถีชีวิตใหม่ ทำแบบครบวงจรครับ

สรุปคือผมทำทุกแบบ เป้าหมายเพื่อให้ผู้ป่วยหายครับ เพราะเราจะต้องดูว่าวิธีไหน เหมาะกับคนไหนและหากวิธีนี้ไม่หายก็ใช้อีกวิธี ขอให้ไม่ผิด จริยธรรม และพระวจนะของพระเจ้า ทำเถิดครับ สงสารสมาชิก ทีมงาน และลูกน้องของเรา

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Picture’s source: http://www.arcsm.org/Nursing_Ukiah.php

การบำบัดเยียวยามีหลายวิธี ตอนที่ 2 บำบัดภายในจริงๆ คืออะไร?

จากการที่ผมได้ไปศึกษาอบรมที่ประเทศอเมริกา ซึ่งเป็นต้นตำรับตำราภาษาอังกฤษ วิชานี้เรียกว่าวิชา Prayer Counseling ที่มีการเข้าใจผิดและถูกต่อต้านกันมากที่สุดจากคนไม่ชำนาญและไม่เคยเข้าสู่กระบวนการเรียนจนครบและนำไปใช้ผิดๆ และใช้ศัพท์เรียกวิชาแขนงนี้ว่า “บำบัดภายใน” ผู้ที่จะทำงานพันธกิจนี้ก็จะต้องเคยผ่านการรับการบำบัด การปรึกษา ผ่านการอธิษฐาน เยียวยา รับการดูแล ในวินัย ถูกสร้างความคิดและท่าทีแรงจูงใจใหม่เป็นระยะเวลาสั้นยาวตามระดับลึกของปัญหาที่แต่ละคนมีไม่เท่ากัน

หลายคนไปมองที่ปลายเหตุ และมองแค่คำว่าบำบัดภายใน (คือจัดการเรื่อง ในใจ ในอดีต) เพราะการทำงานด้วยวิธีนี้ จะประกอบไปด้วย การหารากของปัญหาภายใน (สาเหตุ ต้นตอ ที่มา) และการจัดการกับรากของปัญหานั้น เพื่อจะไม่ให้เกิดผลด้านอารมณ์ ความประพฤติ ที่แสดงออกมาทำความรำคาญใจและต่อสู้ในตัวเราเอง นำการพ่ายแพ้ต่อตนเองและคู่สมรส หรือนิสัยบางอย่าง เป็นเหตุให้ไม่สามารถเจริญก้าวหน้าในการทำงานเพราะอดีตของคนๆนั้น

สาเหตุอาจมาจากการถูกสอนผิด การอยู่ในสังคมที่มีค่านิยมผิด การเลี้ยงดูในครอบครัวไม่ถูกต้อง หรือถูกล่วงเกิน จึงเกิดการสะสมปัญหาด้านอารมณ์ภายใน วิธีการให้คำปรึกษาด้วยการอธิษฐานนี้จะตามมาด้วยขบวนการถูกสร้างวินัยใหม่ ด้วยการปล้ำสู้เลือกวิถีชีวิตใหม่ในแต่ละวัน แต่ว่าคนทั่วไป ที่เรียนไม่ครบและไม่เคยผ่ายประสบการณ์ที่ถูกต้อง นำบางส่วนมาพูด คือ บำบัดภายใน (พูดส่วนเดียว) จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้นมาได้

คนที่จะทำพันธกิจด้านนี้จึงควรมีประสบการณ์ การรับ การให้คำปรึกษา ช่วยเหลือมาก่อน และ เข้าใจวิธีการใช้ถ้อยคำแห่งความรู้ แห่งสติปัญหา และการสังเกตวิญญาณ การแก้ไข ระดับต่าง ๆ เพราะบางคนอาจต้องใช้ยาช่วย หากปัญหาเขาเป็นระดับลึกที่ลึกมาก เช่น โรคลมบ้าหมู หรือโรคซึมเศร้า

คนที่ทำงานด้านนี้ต้องมีความอดทน ความรัก ทำงานเป็นทีมเป็น และรู้ขบวนการแก้ไข รับการฝึก มาอย่างดี เข้าใจหลักการพระคัมภีร์ และการหนุนใจ เป็นเพื่อนที่จะให้กำลังใจใหม่ เคียงข้างผู้ที่รับการปรึกษาจากเรา และมีขบวนการสร้างวินัยใหม่อย่างชัดเจน

ผู้ทำงานนี้ต้องยืดหยุ่น ใจเย็น เพราะปัญหาบางอย่างซับซ้อนมาก หากเป็นไปได้ควรมีทีมพี่เลี้ยงที่ให้การดูแล ให้กำลังใจ อยู่ในสถานที่ บรรยกาศ ที่อบอุ่น ให้ผู้ที่รับการรักษาได้รู้ว่ามีคนรักเขาและจริงใจจริงๆครับ

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: http://www.awomensclub.com/skin-care-products.php 

 

จากการที่ผมได้ไปศึกษาอบรมที่ประเทศอเมริกา ซึ่งเป็นต้นตำรับตำราภาษาอังกฤษ วิชานี้เรียกว่าวิชา Prayer Counseling ที่มีการเข้าใจผิดและถูกต่อต้านกันมากที่สุดจากคนไม่ชำนาญและไม่เคยเข้าสู่กระบวนการเรียนจนครบและนำไปใช้ผิดๆ และใช้ศัพท์เรียกวิชาแขนงนี้ว่า “บำบัดภายใน” ผู้ที่จะทำงานพันธกิจนี้ก็จะต้องเคยผ่านการรับการบำบัด การปรึกษา ผ่านการอธิษฐาน เยียวยา รับการดูแล ในวินัย ถูกสร้างความคิดและท่าทีแรงจูงใจใหม่เป็นระยะเวลาสั้นยาวตามระดับลึกของปัญหาที่แต่ละคนมีไม่เท่ากัน

หลายคนไปมองที่ปลายเหตุ และมองแค่คำว่าบำบัดภายใน (คือจัดการเรื่อง ในใจ ในอดีต) เพราะการทำงานด้วยวิธีนี้ จะประกอบไปด้วย การหารากของปัญหาภายใน (สาเหตุ ต้นตอ ที่มา) และการจัดการกับรากของปัญหานั้น เพื่อจะไม่ให้เกิดผลด้านอารมณ์ ความประพฤติ ที่แสดงออกมาทำความรำคาญใจและต่อสู้ในตัวเราเอง นำการพ่ายแพ้ต่อตนเองและคู่สมรส หรือนิสัยบางอย่าง เป็นเหตุให้ไม่สามารถเจริญก้าวหน้าในการทำงานเพราะอดีตของคนๆนั้น

สาเหตุอาจมาจากการถูกสอนผิด การอยู่ในสังคมที่มีค่านิยมผิด การเลี้ยงดูในครอบครัวไม่ถูกต้อง หรือถูกล่วงเกิน จึงเกิดการสะสมปัญหาด้านอารมณ์ภายใน วิธีการให้คำปรึกษาด้วยการอธิษฐานนี้จะตามมาด้วยขบวนการถูกสร้างวินัยใหม่ ด้วยการปล้ำสู้เลือกวิถีชีวิตใหม่ในแต่ละวัน แต่ว่าคนทั่วไป ที่เรียนไม่ครบและไม่เคยผ่ายประสบการณ์ที่ถูกต้อง นำบางส่วนมาพูด คือ บำบัดภายใน (พูดส่วนเดียว) จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้นมาได้

คนที่จะทำพันธกิจด้านนี้จึงควรมีประสบการณ์ การรับ การให้คำปรึกษา ช่วยเหลือมาก่อน และ เข้าใจวิธีการใช้ถ้อยคำแห่งความรู้ แห่งสติปัญหา และการสังเกตวิญญาณ การแก้ไข ระดับต่าง ๆ เพราะบางคนอาจต้องใช้ยาช่วย หากปัญหาเขาเป็นระดับลึกที่ลึกมาก เช่น โรคลมบ้าหมู หรือโรคซึมเศร้า

คนที่ทำงานด้านนี้ต้องมีความอดทน ความรัก ทำงานเป็นทีมเป็น และรู้ขบวนการแก้ไข รับการฝึก มาอย่างดี เข้าใจหลักการพระคัมภีร์ และการหนุนใจ เป็นเพื่อนที่จะให้กำลังใจใหม่ เคียงข้างผู้ที่รับการปรึกษาจากเรา และมีขบวนการสร้างวินัยใหม่อย่างชัดเจน

ผู้ทำงานนี้ต้องยืดหยุ่น ใจเย็น เพราะปัญหาบางอย่างซับซ้อนมาก หากเป็นไปได้ควรมีทีมพี่เลี้ยงที่ให้การดูแล ให้กำลังใจ อยู่ในสถานที่ บรรยกาศ ที่อบอุ่น ให้ผู้ที่รับการรักษาได้รู้ว่ามีคนรักเขาและจริงใจจริงๆครับ

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Picture’s source: http://www.awomensclub.com/skin-care-products.php

การบำบัดเยียวยามีหลายวิธี ตอนที่ 1 ความหลากหลายของการบำบัดเยีวยาของคริสเตียน

ในวันนี้ผมอยากจะพูดถึงเรื่องการบำบัดเยียวยาของคริสเตียน ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า มนุษย์ทุกคนมีปัญหา สามเรื่องใหญ่ ๆ ก็คือ

1. ด้านจิตใจ เช่น ความโลภ โกรธ หลง โศกเศร้า ผิดหวัง

2. ด้านจิตวิญญาณ คือ จิตวิญญาณที่ไม่สามารถตื่นขึ้นมาหรือมีชีวิตชีวา จิตวิญญาณที่ตายจากความสัมพันธ์กับตัวเองหรือกับพพระเจ้าและไม่เจริญเติบโต

3. ด้านร่างกาย ที่ผิดปกติจากโรคภัยไข้เจ็บ

ทั้งสามส่วนมีความสัมพันธ์กันหมด จากการพยายามศึกษาเรื่องการบำบัดเยียวยาของกลุ่มคริสเตียน ผมพอสรุปได้บ้างเท่าที่ตัวเองสนใจนะครับ ในการเยียวยารักษาโดยทั่วไปเราอาจใช้วิธีการคล้ายกันบ้างหรือผสมผสาน หรือแตกต่างกันบางส่วน แต่พอจะแยกได้สี่วิธีการใหญ่ ๆ ดังนี้

แบบที่ 1 ใช้วิธีการให้คำปรึกษา

แบบที่ 2 บางกลุ่มใช้วิธีการอธิษฐาน บำบัดปลดปล่อย เจิมด้วยการวางมือ และเป็นการเพิ่มกระตุ้นพลังฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทำงานในคนๆนั้น ให้สดใหม่ขึ้นอีกครั้ง

แบบที่ 3 คือ การเผชิญหน้ากับพระเจ้า โดยการเรียนทีละหัวข้อ โดยจัดเป็นค่ายสองสามวันและนำอธิษฐานจัดการกับปัญหาต่างๆ ทีละเรื่องเป็นกลุ่มใหญ่ หรือเรียกอีกแบบหนึ่ง คือ Encounter

แบบที่ 4 Prayer Counseling หรือจะเรียกว่าการให้คำปรึกษาด้วยการอธิษฐาน (น่าจะแปลความหมายถูกต้องนะครับ) แต่หลายคนใช้ศัพท์ว่า บำบัดภายใน ดูน่ากลัวและอาจเป็นคำที่รุนแรงไปหน่อย

แต่ตอนแรกนี้ผมอยากจะเอา ตัวอย่างวิธีการบำบัดเยียวยาโดยการนำลิ้งค์ จาก สารานุกรมเสรี วิกิพิเดีย ซึ่งมีมากมายหลายวิธี ท่านไม่จำเป็นต้องอ่านทั้งหมด แต่ผมกำลังจะบอกว่า หากท่านไม่สนใจที่จะเยียวยาในวิธีการของคริสเตียน โดยสมาชิกภายในโบสถ์ของท่านหรือทีมงานในองค์กรของท่านอาจจะหันไปใช้วิธีการเหล่านี้ ดูจะแย่กว่าเดิมนะครับ เพราะเขาก็จะไปแนวทางแบบอื่นๆ ที่โลกนี้มีและมอบให้แก่เขา ลองดูวิธีต่างๆเหล่านี้นะครับ

วิธีการรักษาจากการแพทย์ตะวันตก การแพทย์ตะวันออกโดยเฉพาะจากจีน และการแพทย์ทางเลือก มีดังนี้:

- ชอคบำบัด (shock therapy)

- อิเล็กโตรคอนวัลซีฟเธอราปี่ (electroconvulsive therapy)

- สแปงคิงเธอราปี่ (Spanking therapy)

- สพีชเธอราปี่ (speech therapy)

- ศัลยกรรม (surgery)

- ตุยนา (tui na)

- หนอนบำบัด (Maggot therapy) โพสเทอรัล อินทีเกรชั่น (postural integration)

- การฝังเข็ม (acupuncture) อะโกราเธอราปี่ (agoratherapy)

- กลิ่นหอมบำบัด (aromatherapy)

- ศิลปบำบัด (art therapy)

- สีบำบัด (colour therapy)

- รักษาด้วยผลึก (crystal healing)

- เภสัชบำบัด (drug therapy)

- กิจกรรมเธอราปี่ (diversional therapy)

- วารีบำบัด (hydrotherapy)

- ไฮเปอร์บาริกออกซิเจนเธอราปี่ (hyperbaric oxygen therapy)

- รักษาโดยกดภูมิคุ้มกัน (immunosuppressive therapy)

- แสงบำบัด (light therapy)

- แม่เหล็กบำบัด (magnet therapy)

- การนวด (massage therapy) เป็นวิธีที่ คนไทยนิยมที่สุด

- เทโซเธอราปี่ (mesotherapy)

- มอริตา (morita)

- มอกซิบัสชั่น (moxibustion)

- ดนตรีบำบัด (music therapy)

- นัยกัน (naikan)

- ธรรมชาติบำบัด (Naturopathic Medicine)

- อาชีพบำบัด (occupational therapy)

- เฟจเธอราปี่ (phage therapy)

- กายภาพบำบัด (physical therapy) หรือ (physiotherapy) หรือ (play therapy)

- จิตบำบัด (psychotherapy) ตัวอย่างเช่น

- คอกนิตีฟเธอราปี่(cognitive therapy),

- เกสตัลต์เธอราปี่ (Gestalt therapy),

- กลุ่มบำบัด (group therapy)

- รังสีบำบัด (radiation therapy)

- นันทนาการบำบัด (recreational therapy)

- กระบะทรายบำบัด (sand tray therapy)

*หมายเหตุ : บทความตอนนี้ วิธีการบำบัดแบบต่างๆ ผมได้เอามาจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี เจ้าของบล็อกไม่ได้เขียนเองนะครับ

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1″

Picture’s source: http://www.deniselinn.com/Mystic-Healing-Portal.htmlในวันนี้ผมอยากจะพูดถึงเรื่องการบำบัดเยียวยาของคริสเตียน ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า มนุษย์ทุกคนมีปัญหา สามเรื่องใหญ่ ๆ ก็คือ

1. ด้านจิตใจ เช่น ความโลภ โกรธ หลง โศกเศร้า ผิดหวัง

2. ด้านจิตวิญญาณ คือ จิตวิญญาณที่ไม่สามารถตื่นขึ้นมาหรือมีชีวิตชีวา จิตวิญญาณที่ตายจากความสัมพันธ์กับตัวเองหรือกับพพระเจ้าและไม่เจริญเติบโต

3. ด้านร่างกาย ที่ผิดปกติจากโรคภัยไข้เจ็บ

ทั้งสามส่วนมีความสัมพันธ์กันหมด จากการพยายามศึกษาเรื่องการบำบัดเยียวยาของกลุ่มคริสเตียน ผมพอสรุปได้บ้างเท่าที่ตัวเองสนใจนะครับ ในการเยียวยารักษาโดยทั่วไปเราอาจใช้วิธีการคล้ายกันบ้างหรือผสมผสาน หรือแตกต่างกันบางส่วน แต่พอจะแยกได้สี่วิธีการใหญ่ ๆ ดังนี้

แบบที่ 1 ใช้วิธีการให้คำปรึกษา

แบบที่ 2 บางกลุ่มใช้วิธีการอธิษฐาน บำบัดปลดปล่อย เจิมด้วยการวางมือ และเป็นการเพิ่มกระตุ้นพลังฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทำงานในคนๆนั้น ให้สดใหม่ขึ้นอีกครั้ง

แบบที่ 3 คือ การเผชิญหน้ากับพระเจ้า โดยการเรียนทีละหัวข้อ โดยจัดเป็นค่ายสองสามวันและนำอธิษฐานจัดการกับปัญหาต่างๆ ทีละเรื่องเป็นกลุ่มใหญ่ หรือเรียกอีกแบบหนึ่ง คือ Encounter

แบบที่ 4 Prayer Counseling หรือจะเรียกว่าการให้คำปรึกษาด้วยการอธิษฐาน (น่าจะแปลความหมายถูกต้องนะครับ) แต่หลายคนใช้ศัพท์ว่า บำบัดภายใน ดูน่ากลัวและอาจเป็นคำที่รุนแรงไปหน่อย

แต่ตอนแรกนี้ผมอยากจะเอา ตัวอย่างวิธีการบำบัดเยียวยาโดยการนำลิ้งค์ จาก สารานุกรมเสรี วิกิพิเดีย ซึ่งมีมากมายหลายวิธี ท่านไม่จำเป็นต้องอ่านทั้งหมด แต่ผมกำลังจะบอกว่า หากท่านไม่สนใจที่จะเยียวยาในวิธีการของคริสเตียน โดยสมาชิกภายในโบสถ์ของท่านหรือทีมงานในองค์กรของท่านอาจจะหันไปใช้วิธีการเหล่านี้ ดูจะแย่กว่าเดิมนะครับ เพราะเขาก็จะไปแนวทางแบบอื่นๆ ที่โลกนี้มีและมอบให้แก่เขา ลองดูวิธีต่างๆเหล่านี้นะครับ

วิธีการรักษาจากการแพทย์ตะวันตก การแพทย์ตะวันออกโดยเฉพาะจากจีน และการแพทย์ทางเลือก มีดังนี้:

- ชอคบำบัด (shock therapy)

- อิเล็กโตรคอนวัลซีฟเธอราปี่ (electroconvulsive therapy)

- สแปงคิงเธอราปี่ (Spanking therapy)

- สพีชเธอราปี่ (speech therapy)

- ศัลยกรรม (surgery)

- ตุยนา (tui na)

- หนอนบำบัด (Maggot therapy) โพสเทอรัล อินทีเกรชั่น (postural integration)

- การฝังเข็ม (acupuncture) อะโกราเธอราปี่ (agoratherapy)

- กลิ่นหอมบำบัด (aromatherapy)

- ศิลปบำบัด (art therapy)

- สีบำบัด (colour therapy)

- รักษาด้วยผลึก (crystal healing)

- เภสัชบำบัด (drug therapy)

- กิจกรรมเธอราปี่ (diversional therapy)

- วารีบำบัด (hydrotherapy)

- ไฮเปอร์บาริกออกซิเจนเธอราปี่ (hyperbaric oxygen therapy)

- รักษาโดยกดภูมิคุ้มกัน (immunosuppressive therapy)

- แสงบำบัด (light therapy)

- แม่เหล็กบำบัด (magnet therapy)

- การนวด (massage therapy) เป็นวิธีที่ คนไทยนิยมที่สุด

- เทโซเธอราปี่ (mesotherapy)

- มอริตา (morita)

- มอกซิบัสชั่น (moxibustion)

- ดนตรีบำบัด (music therapy)

- นัยกัน (naikan)

- ธรรมชาติบำบัด (Naturopathic Medicine)

- อาชีพบำบัด (occupational therapy)

- เฟจเธอราปี่ (phage therapy)

- กายภาพบำบัด (physical therapy) หรือ (physiotherapy) หรือ (play therapy)

- จิตบำบัด (psychotherapy) ตัวอย่างเช่น

- คอกนิตีฟเธอราปี่(cognitive therapy),

- เกสตัลต์เธอราปี่ (Gestalt therapy),

- กลุ่มบำบัด (group therapy)

- รังสีบำบัด (radiation therapy)

- นันทนาการบำบัด (recreational therapy)

- กระบะทรายบำบัด (sand tray therapy)

*หมายเหตุ : บทความตอนนี้ วิธีการบำบัดแบบต่างๆ ผมได้เอามาจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี เจ้าของบล็อกไม่ได้เขียนเองนะครับ

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1″

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Picture’s source: http://www.deniselinn.com/Mystic-Healing-Portal.html

การอธิษฐานปลดปล่อยตัวเองจากการผูกมัด

ระดับแรก คือ การผูกมัดจากสิ่งรบกวนในสมองหรืออารมณ์ คือ ระดับครอบงำ เช่น ท่านตื่นมาตอนเช้า มีความคิดของมาร หรือจิตสำนึกชั่วร้าย บอกว่าควรไปเที่ยวดีกว่าไปทำงาน หรือก่อนนอนใจหนึ่งบอกว่าควรอ่านพระคัมภีร์ อีกใจหนึ่งสิ่งครอบงำบอกว่าไปดูบอล มันต่อสู้กันจนท่านสับสนมาก

ระดับที่สอง คือ การครอบครอง ระดับนี้พ้นจากการคิดต่อสู้แล้ว เพราะท่านได้ลงมือทำ เช่น สามีบางคนยอมทะเลาะกับภรรยาเพื่อจะได้ดูฟุตบอลในคืนนั้น ระดับนี้คือลงมือทำไปแล้ว แม้ต้องลงทุน สูญเสียสิ่งที่ถูกต้องไป

ระดับที่สาม คือ ระดับควบคุมไม่ได้ เหมือนคนติดยาจะลงแดงตายถ้าไม่ได้ทำ มันมรมานมาก ระดับสามนี้ควรไปหาผู้ทำพันธกิจการปลดปล่อยเยียวยาครับ แต่ถ้าไม่มีให้ทำเองบ่อยๆ วิธีจัดการคือ

1) อธิษฐานสารภาพบาปในสิ่งที่ทำไปและเลือกทำสิ่งที่ผิด

2) อธิษฐาน สั่งขับไล่ ………… ที่ท่านทำอยู่และตัดความสัมพันธ์กับสิ่งนั้นเรื่องนั้น นำไปที่กางเขนพระคริสต์

3) ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเยซูคริสต์ให้กำลังใหม่

4) หากรู้ว่าสู้ไม่ไหว โทรหาผู้นำฝ่ายวิญญาณของท่าน หรือเพื่อนคริสเตียนที่เข้มแข็งอธิษฐานร่วมกัน

(การนมัสการส่วนตัวเป็นอาวุธที่ดีเยี่ยม ความหมายของการนมัสการของคริสเตียนคือร้องเพลงสวด ในความเข้าใจของผู้ไม่เป็นคริสเตียนครับ หากท่านมีซีดีเพลงนมัสการ สามารถเปิดและร้องตามได้สำหรับคริสเตียน หากท่านอธิษฐานไม่เป็น สมาธิสั้น หรือไม่รู้จะอธิษฐานอย่างไร ไม่มีคำพูด หรือพูดได้สิบนาทีก็หมดแล้ว ไม่รู้ว่าจะฟังเสียงพระเจ้าอย่างไร ตอนไหน ขอให้ท่านสามารถอีเมล์สั่งซื้อซีดีได้ที่ www.rmcwebradio@gmail.com จะมีการนำอธิษฐานและท่านอธิษฐานตาม ความยาว 45 นาที ฝึกทำตามจนเก่งทำเป็นครับ ค่าซีดี 100 บาท ค่าจัดส่ง 50 บาททั่วประเทศสำหรับ 1 แผ่น)

Picture’s source: http://eileensuico.wordpress.com/

  ระดับแรก คือ การผูกมัดจากสิ่งรบกวนในสมองหรืออารมณ์ คือ ระดับครอบงำ เช่น ท่านตื่นมาตอนเช้า มีความคิดของมาร หรือจิตสำนึกชั่วร้าย บอกว่าควรไปเที่ยวดีกว่าไปทำงาน หรือก่อนนอนใจหนึ่งบอกว่าควรอ่านพระคัมภีร์ อีกใจหนึ่งสิ่งครอบงำบอกว่าไปดูบอล มันต่อสู้กันจนท่านสับสนมาก

ระดับที่สอง คือ การครอบครอง ระดับนี้พ้นจากการคิดต่อสู้แล้ว เพราะท่านได้ลงมือทำ เช่น สามีบางคนยอมทะเลาะกับภรรยาเพื่อจะได้ดูฟุตบอลในคืนนั้น ระดับนี้คือลงมือทำไปแล้ว แม้ต้องลงทุน สูญเสียสิ่งที่ถูกต้องไป

ระดับที่สาม คือ ระดับควบคุมไม่ได้ เหมือนคนติดยาจะลงแดงตายถ้าไม่ได้ทำ มันมรมานมาก ระดับสามนี้ควรไปหาผู้ทำพันธกิจการปลดปล่อยเยียวยาครับ แต่ถ้าไม่มีให้ทำเองบ่อยๆ วิธีจัดการคือ

1) อธิษฐานสารภาพบาปในสิ่งที่ทำไปและเลือกทำสิ่งที่ผิด

2) อธิษฐาน สั่งขับไล่ ………… ที่ท่านทำอยู่และตัดความสัมพันธ์กับสิ่งนั้นเรื่องนั้น นำไปที่กางเขนพระคริสต์

3) ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเยซูคริสต์ให้กำลังใหม่

4) หากรู้ว่าสู้ไม่ไหว โทรหาผู้นำฝ่ายวิญญาณของท่าน หรือเพื่อนคริสเตียนที่เข้มแข็งอธิษฐานร่วมกัน

(การนมัสการส่วนตัวเป็นอาวุธที่ดีเยี่ยม ความหมายของการนมัสการของคริสเตียนคือร้องเพลงสวด ในความเข้าใจของผู้ไม่เป็นคริสเตียนครับ หากท่านมีซีดีเพลงนมัสการ สามารถเปิดและร้องตามได้สำหรับคริสเตียน หากท่านอธิษฐานไม่เป็น สมาธิสั้น หรือไม่รู้จะอธิษฐานอย่างไร ไม่มีคำพูด หรือพูดได้สิบนาทีก็หมดแล้ว ไม่รู้ว่าจะฟังเสียงพระเจ้าอย่างไร ตอนไหน ขอให้ท่านสามารถอีเมล์สั่งซื้อซีดีได้ที่ www.rmcwebradio@gmail.com จะมีการนำอธิษฐานและท่านอธิษฐานตาม ความยาว 45 นาที ฝึกทำตามจนเก่งทำเป็นครับ ค่าซีดี 100 บาท ค่าจัดส่ง 50 บาททั่วประเทศสำหรับ 1 แผ่น)

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Picture’s source: http://eileensuico.wordpress.com/

 

การอธิษฐานเยีวยายาด้วยตัวเองจากการบาดแผลที่บาดเจ็บ

การบาดเจ็บ จากคำพูด จากการกระทำ ด้านใดด้านหนึ่ง ที่มีผล คือ เมื่อได้ยินใครพูดคำพูดนี้ หรือ เมื่อคิดถึง มีสิ่งเร้า ให้หวนคิดถึง ท่านจะเกิดการ เจ็บปวดทรมาน ต่อสู้อย่างหนัก ไม่เหมือนคนอื่น ที่เขาไม่รู้สึกสะทกสะท้านใดๆ  หรือการกระทำที่ทำให้ท่านอาย วิธีชีการง่ายๆครับ

ก)      ระบายความอาย ความเจ็บปวด ที่เรามีอยู่ มันอาจฝังในใจมานาน หรือ ขณะที่รบกวนเราเวลานี้  ที่รบกวนเราตอดเวลาต่อพระเจ้า  เพราะความอาย ความเจ็บปวดเป็นอารมณ์ เหมือนน้ำหนองที่เราต้องบีบออกมาไม่ให้มันอยู่นานจนเน่า แต่เราระบายกับพระเจ้า พระองค์ทรงเข้าใจถึงความอายและความเจ็บปวดของเรา ให้ท่านระบายเป็นคำพูดเหมือนลูกระบายกับพ่อ ไม่ต้องใช้ ราชาศัพท์หรือคำพูดยากๆ ใช้คำพูดง่ายๆ

ข)      สารภาพบาป ในความโกรธ เกลียด ที่เรามีต่อ คนทำผิดกับเรา หรือ สิ่งที่เราได้ทำไป ที่ไม่ควรทำและสิ่งที่ฟ้องในใจ  เพราะเมื่อเรารับการทำร้าย ด้วยการกระทำหรือคำพูด จากผู้กระทำกับเรา เราจะตอบโต้ ด้วยวาจาหหรือท่าทาง ซึ่งอาจไม่สมควร (เพราะคำพูดหรือท่าทางเหล่านั้นที่เขาทำกับท่านๆจึงเกิดอาการออกมา นั่นแหละคือบาดแผลที่ท่านมีอยู่ เพราะสิ่งที่เขาทำเช่นนี้กับคนอื่น มันอาจไม่มีผลใดๆก็ได้)

ค)     อธิษฐานปฎิเสธการกระทำหรือคำพูดนั้นๆของผู้ที่ทำผิดต่อเรา และนำไปตรึงที่กางเขนของพระคริสต์ อย่าเก็บไว้ในใจของเรา

ง)      อธิษฐานยกโทษให้อภัยผู้ที่ทำให้เราเสียใจ

จ)      ขอพระเจ้ารื้อฟื้นพระพร พระสัญญาของพระองค์อีกครั้ง เพราะควาขมขื่น ความเครียดแค้น ของเรา ขัดขวาง พระพร มรดกฝ่ายวิญญาณของเรา

ฉ)     ทำบ่อยๆ เมื่อมีอาการเดิมก็กลับมาก็ทำอีก และเลือกชีวิตใหม่ในพระพรดีกว่า

Picture’s source: http://www.oneyearbibleblog.com/2010/11/page/2/การบาดเจ็บ จากคำพูด จากการกระทำ ด้านใดด้านหนึ่ง ที่มีผล คือ เมื่อได้ยินใครพูดคำพูดนี้ หรือ เมื่อคิดถึง มีสิ่งเร้า ให้หวนคิดถึง ท่านจะเกิดการ เจ็บปวดทรมาน ต่อสู้อย่างหนัก ไม่เหมือนคนอื่น ที่เขาไม่รู้สึกสะทกสะท้านใดๆ  หรือการกระทำที่ทำให้ท่านอาย วิธีชีการง่ายๆครับ

ก)      ระบายความอาย ความเจ็บปวด ที่เรามีอยู่ มันอาจฝังในใจมานาน หรือ ขณะที่รบกวนเราเวลานี้  ที่รบกวนเราตอดเวลาต่อพระเจ้า  เพราะความอาย ความเจ็บปวดเป็นอารมณ์ เหมือนน้ำหนองที่เราต้องบีบออกมาไม่ให้มันอยู่นานจนเน่า แต่เราระบายกับพระเจ้า พระองค์ทรงเข้าใจถึงความอายและความเจ็บปวดของเรา ให้ท่านระบายเป็นคำพูดเหมือนลูกระบายกับพ่อ ไม่ต้องใช้ ราชาศัพท์หรือคำพูดยากๆ ใช้คำพูดง่ายๆ

ข)      สารภาพบาป ในความโกรธ เกลียด ที่เรามีต่อ คนทำผิดกับเรา หรือ สิ่งที่เราได้ทำไป ที่ไม่ควรทำและสิ่งที่ฟ้องในใจ  เพราะเมื่อเรารับการทำร้าย ด้วยการกระทำหรือคำพูด จากผู้กระทำกับเรา เราจะตอบโต้ ด้วยวาจาหหรือท่าทาง ซึ่งอาจไม่สมควร (เพราะคำพูดหรือท่าทางเหล่านั้นที่เขาทำกับท่านๆจึงเกิดอาการออกมา นั่นแหละคือบาดแผลที่ท่านมีอยู่ เพราะสิ่งที่เขาทำเช่นนี้กับคนอื่น มันอาจไม่มีผลใดๆก็ได้)

ค)     อธิษฐานปฎิเสธการกระทำหรือคำพูดนั้นๆของผู้ที่ทำผิดต่อเรา และนำไปตรึงที่กางเขนของพระคริสต์ อย่าเก็บไว้ในใจของเรา

ง)      อธิษฐานยกโทษให้อภัยผู้ที่ทำให้เราเสียใจ

จ)      ขอพระเจ้ารื้อฟื้นพระพร พระสัญญาของพระองค์อีกครั้ง เพราะควาขมขื่น ความเครียดแค้น ของเรา ขัดขวาง พระพร มรดกฝ่ายวิญญาณของเรา

ฉ)     ทำบ่อยๆ เมื่อมีอาการเดิมก็กลับมาก็ทำอีก และเลือกชีวิตใหม่ในพระพรดีกว่า

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Picture’s source: http://www.oneyearbibleblog.com/2010/11/page/2/

การอธิษฐานเยียวยาตัวเอง ตอนที่ 4 การอธิษฐานวิธีปลุกจิตจิตวิญญาณหรือจิตสำนึกที่หลับ

ก) การแก้ก็คือ อธิษฐานปลุก พูดปลุกให้กับตัวเอง เลือกที่จะมีชีวิตที่ดี คำพูดดีๆ ให้กำลังใจตัวเอง สำหรับบางคนอาจจะยาก ให้หาเพื่อนหรือผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณคอยให้กำลังใจ เราจะดูชีวิตดาวิดปลุกจิตวิญญาณของท่านเอง “จิตวิญญาณของข้าเอ๋ย จง ……..ลองดูใน สดุดี 103 ดูครับ” เยเรมีย์ก็ปลุกความทรงจำขณะที่กำลังท้อแท้หมดหวังจากบทเพลงคร่ำครวญว่า “ข้าพเจ้าหวนคิดถึงมาได้ว่า ความรักของพระเจ้าไม่เคยยั้งหยุด”

ข) ฝึกสัมผัสจากเพศเดียวกันด้วยการกอด สัมผัส จับมืออย่างเหมาะสม และให้กำลังใจ ระหว่างกันในครอบครัว ในกลุ่มของเราทุกครั้งที่มีการประชุมทุกสัปดาห์ เราจะสัมผัสอย่างเหมาะสมและสุภาพจากเพศเดียวกันด้วยความรัก เพราะเรารู้ว่านี่เป็นการแสดงความรักที่พวกเราขาดจากวัยเด็กในวัฒนธรรมเอเชีย เราจะสร้างบรรยากาศคำพูดที่เลี่ยงการตำหนิและการวิพากวิจารณ์ เพื่อผู้รับการเยียวยาจะได้พักจิตใจและได้รับกำลังใจจริงๆ ท่านเองก็ทำได้ครับ

ค) ทำทุกวัน เราหลับจุดไหนข้อไหนก็ปลุกจุดนั้นอย่าเบื่อหน่ายและตัดสินใจเลือกวิถีชีวิตใหม่ครับ การเข้ากลุ่มสำคัญมากเพราะพลังของกลุ่มที่เชื่อและเข้าใจการเยียวยาด้วยคำอธิษฐานและ บรรยากาศจะช่วยได้ดีทีเดียว

จากทั้งหมด 9 ข้อที่ผมกล่าวถึงนี้ บางครั้งเราพยายามให้ผู้ติดตามหรือผู้ที่เราดูแลมีประสบการณ์ในสิ่งที่เรามี แต่ถ้าหากว่าจิตวิญญาณ (หรือบางข้อความอาจใช้คำว่าจิตสำนึก) เขาหลับ เราอย่ารีบสรุปว่าเขาไม่รักพระเจ้าหรือไม่รักสิ่งดีๆ เพราะเขาเองก็ทำได้เต็มที่แค่นี้ พันธกิจของเราคือต้องปลุกให้กำลังใจเพราะร่างกายเขาโต แต่จิตสำนึกบางด้านเขายังไม่โต หรือหากใช้ศัพท์คริสเตียนคือร่างกายเขาโตเพราะรับเชื่อมานาน แต่จิตวิญญาณของเขายังเป็นเด็กครับหรือยังหลับไหลอยู่เลย มันไม่ใช่เพราะเขาทำบาปหรือมีวิญญาณชั่ว หรือไม่อยากร้อนรน แต่เป็นการเลี้ยงดูในวัยเด็ก แต่ว่าฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าก็ยิ่งใหญ่ที่จะปลุกเรียกลาซาลัสให้ฟื้นจากความตายได้ พระองค์ก็จะทรงเรียกจิตวิญญาณของเราได้เช่นกัน ขอให้อดทน

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: http://www.nextnature.net/2007/11/philips-wake-up-light-sunrise-alarm-clock/ก) การแก้ก็คือ อธิษฐานปลุก พูดปลุกให้กับตัวเอง เลือกที่จะมีชีวิตที่ดี คำพูดดีๆ ให้กำลังใจตัวเอง สำหรับบางคนอาจจะยาก ให้หาเพื่อนหรือผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณคอยให้กำลังใจ เราจะดูชีวิตดาวิดปลุกจิตวิญญาณของท่านเอง “จิตวิญญาณของข้าเอ๋ย จง ……..ลองดูใน สดุดี 103 ดูครับ” เยเรมีย์ก็ปลุกความทรงจำขณะที่กำลังท้อแท้หมดหวังจากบทเพลงคร่ำครวญว่า “ข้าพเจ้าหวนคิดถึงมาได้ว่า ความรักของพระเจ้าไม่เคยยั้งหยุด”

ข) ฝึกสัมผัสจากเพศเดียวกันด้วยการกอด สัมผัส จับมืออย่างเหมาะสม และให้กำลังใจ ระหว่างกันในครอบครัว ในกลุ่มของเราทุกครั้งที่มีการประชุมทุกสัปดาห์ เราจะสัมผัสอย่างเหมาะสมและสุภาพจากเพศเดียวกันด้วยความรัก เพราะเรารู้ว่านี่เป็นการแสดงความรักที่พวกเราขาดจากวัยเด็กในวัฒนธรรมเอเชีย เราจะสร้างบรรยากาศคำพูดที่เลี่ยงการตำหนิและการวิพากวิจารณ์ เพื่อผู้รับการเยียวยาจะได้พักจิตใจและได้รับกำลังใจจริงๆ ท่านเองก็ทำได้ครับ

ค) ทำทุกวัน เราหลับจุดไหนข้อไหนก็ปลุกจุดนั้นอย่าเบื่อหน่ายและตัดสินใจเลือกวิถีชีวิตใหม่ครับ การเข้ากลุ่มสำคัญมากเพราะพลังของกลุ่มที่เชื่อและเข้าใจการเยียวยาด้วยคำอธิษฐานและ บรรยากาศจะช่วยได้ดีทีเดียว

จากทั้งหมด 9 ข้อที่ผมกล่าวถึงนี้ บางครั้งเราพยายามให้ผู้ติดตามหรือผู้ที่เราดูแลมีประสบการณ์ในสิ่งที่เรามี แต่ถ้าหากว่าจิตวิญญาณ (หรือบางข้อความอาจใช้คำว่าจิตสำนึก) เขาหลับ เราอย่ารีบสรุปว่าเขาไม่รักพระเจ้าหรือไม่รักสิ่งดีๆ เพราะเขาเองก็ทำได้เต็มที่แค่นี้ พันธกิจของเราคือต้องปลุกให้กำลังใจเพราะร่างกายเขาโต แต่จิตสำนึกบางด้านเขายังไม่โต หรือหากใช้ศัพท์คริสเตียนคือร่างกายเขาโตเพราะรับเชื่อมานาน แต่จิตวิญญาณของเขายังเป็นเด็กครับหรือยังหลับไหลอยู่เลย มันไม่ใช่เพราะเขาทำบาปหรือมีวิญญาณชั่ว หรือไม่อยากร้อนรน แต่เป็นการเลี้ยงดูในวัยเด็ก แต่ว่าฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าก็ยิ่งใหญ่ที่จะปลุกเรียกลาซาลัสให้ฟื้นจากความตายได้ พระองค์ก็จะทรงเรียกจิตวิญญาณของเราได้เช่นกัน ขอให้อดทน

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: http://www.nextnature.net/2007/11/philips-wake-up-light-sunrise-alarm-clock/

การอธิษฐานเยียวยาด้วยตัวเอง ตอนที่ 3 ความเชื่อสี่แบบในเรื่องจิตวิญญาณ

เพราะในความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณได้แบ่งกันเป็นสี่แบบ อยากจะกล่าวสั้นๆดังนี้ แบบที่หนึ่ง เชื่อว่าจิตวิญญาณมนุษย์สัมพันธ์กับชาติปางก่อน ผีสาง ธรรมชาติ และการเชื่อมโยงในแต่ละชาติ แบบที่สอง แนววิทยาศาสตร์ คือ ไม่เชื่อว่ามีจิตวิญญาณ แบบที่สาม เชื่อว่าจิตวิญญาณคือจิตใจ หากจะให้จิตวิญญาณสะอาด ต้องดูแลจิตใจให้ดี เพราะจิตใจเป็นตัวเร้าในอบายมุขต่างๆ และความเชื่อแบบสุดท้าย เชื่อว่าจิตวิญญาณของมนุษย์มาจากการระบายลมปราณจากพระเจ้า

เมื่อจิตวิญญาณของมนุษย์มาจากพระเจ้าพวกเราจึงแสวงหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้าทรงมอบให้มนุษย์ครอบครองทุกสิ่ง เพราะมนุษย์เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง พระองค์จึงรักโลกนี้และคนที่มีชีวิตทุกคน และให้มนุษย์มีสิทธิอำนาจของพระองค์ในการดูแลโลก อยู่เหนือโลก ไม่ใช่อยู่ภายใต้อำนาจวัตถุที่สร้างขึ้นมา หรืออยู่ภายใต้ผีสางเทวดา พระองค์จึงส่งพระเยซูคริสต์มาช่วยไถ่ความบาปและนำมนุษย์คืนดีกับพระเจ้า เพื่อจะได้ กลับมาสู่สิทธิอำนาจนั้นอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งมีอำนาจเหนือผีสางเทวดา เหล่าวิญญาณชั่ว และโรคภัยไข้เจ็บ นั่นคือ

สิทธิทุกอย่างเป็นของมนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้างและระบายลมปราณ (จิตวิญญาณได้กลับสู่สภาพเดิมคือสิ่งที่พระเจ้าต้องการจากผลการไถ่ของพระเยซู คริสต์) แนวความเชื่อนี้คริสเตียนและยิวจะยึดมั่น คือ เป็นมนุษย์ที่มีจิตวิญญาณ (สื่อสารสัมพันธ์กับพระเจ้าได้ ตายไปก็ไปอยู่กับพระเจ้า) ท่านรู้จักพระเจ้าผู้เป็นเจ้าของจิตวิญญาณของท่านหรือยังครับ ส่วนร่างกายเป็นที่อยู่ของจิตวิญญานและจิตใจ และในส่วนของจิตใจมีหน้าที่สื่อความหมายของความคิดและอารมณ์ความรู้สึกครับ แต่หากจิตวิญญาณของเราหลับลงไปละ เราจะทำอย่างไร? เหมือนกับคนมีชีวิตแต่นอนหลับไม่สามารถรับอะไรได้ แน่นิ่งทั้งที่เขายังไม่ตาย จิตวิญญาณที่หลับก็เป็นเช่นนี้ คือ เขารู้จักพระเจ้ามีชีวิตนิรันดิ์ แต่ไม่สามารถทำงาน กระตือรือร้นในบางเรื่องได้ เราจะพูดในตอนต่อไปว่าจะปลุกให้ตื่นได้อย่างไร?

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: http://thehappypill.wordpress.com/category/gods-love/เพราะในความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณได้แบ่งกันเป็นสี่แบบ อยากจะกล่าวสั้นๆดังนี้ แบบที่หนึ่ง เชื่อว่าจิตวิญญาณมนุษย์สัมพันธ์กับชาติปางก่อน ผีสาง ธรรมชาติ และการเชื่อมโยงในแต่ละชาติ แบบที่สอง แนววิทยาศาสตร์ คือ ไม่เชื่อว่ามีจิตวิญญาณ แบบที่สาม เชื่อว่าจิตวิญญาณคือจิตใจ หากจะให้จิตวิญญาณสะอาด ต้องดูแลจิตใจให้ดี เพราะจิตใจเป็นตัวเร้าในอบายมุขต่างๆ และความเชื่อแบบสุดท้าย เชื่อว่าจิตวิญญาณของมนุษย์มาจากการระบายลมปราณจากพระเจ้า

เมื่อจิตวิญญาณของมนุษย์มาจากพระเจ้าพวกเราจึงแสวงหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้าทรงมอบให้มนุษย์ครอบครองทุกสิ่ง เพราะมนุษย์เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง พระองค์จึงรักโลกนี้และคนที่มีชีวิตทุกคน และให้มนุษย์มีสิทธิอำนาจของพระองค์ในการดูแลโลก อยู่เหนือโลก ไม่ใช่อยู่ภายใต้อำนาจวัตถุที่สร้างขึ้นมา หรืออยู่ภายใต้ผีสางเทวดา พระองค์จึงส่งพระเยซูคริสต์มาช่วยไถ่ความบาปและนำมนุษย์คืนดีกับพระเจ้า เพื่อจะได้ กลับมาสู่สิทธิอำนาจนั้นอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งมีอำนาจเหนือผีสางเทวดา เหล่าวิญญาณชั่ว และโรคภัยไข้เจ็บ นั่นคือ

สิทธิทุกอย่างเป็นของมนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้างและระบายลมปราณ (จิตวิญญาณได้กลับสู่สภาพเดิมคือสิ่งที่พระเจ้าต้องการจากผลการไถ่ของพระเยซู คริสต์) แนวความเชื่อนี้คริสเตียนและยิวจะยึดมั่น คือ เป็นมนุษย์ที่มีจิตวิญญาณ (สื่อสารสัมพันธ์กับพระเจ้าได้ ตายไปก็ไปอยู่กับพระเจ้า) ท่านรู้จักพระเจ้าผู้เป็นเจ้าของจิตวิญญาณของท่านหรือยังครับ ส่วนร่างกายเป็นที่อยู่ของจิตวิญญานและจิตใจ และในส่วนของจิตใจมีหน้าที่สื่อความหมายของความคิดและอารมณ์ความรู้สึกครับ แต่หากจิตวิญญาณของเราหลับลงไปละ เราจะทำอย่างไร? เหมือนกับคนมีชีวิตแต่นอนหลับไม่สามารถรับอะไรได้ แน่นิ่งทั้งที่เขายังไม่ตาย จิตวิญญาณที่หลับก็เป็นเช่นนี้ คือ เขารู้จักพระเจ้ามีชีวิตนิรันดิ์ แต่ไม่สามารถทำงาน กระตือรือร้นในบางเรื่องได้ เราจะพูดในตอนต่อไปว่าจะปลุกให้ตื่นได้อย่างไร?

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: http://thehappypill.wordpress.com/category/gods-love/

Powered by www.477internet.com