May 19, 2012

อะไรเป็นตัวบ่งบอกว่าเขาต้องการรับการบำบัดปลดปล่อย?

ง่าย ๆ สองข้อครับ ข้อแรก เขาเองเบื่อหน่ายปล้ำสู้กับนิสัยพฤติกรรมนั้นและอยากเปลี่ยน ลองถามสามี/ภรรยา คนในครอบครัว หรือผู้นำ ผู้ดูแล ที่บอกเราได้อย่างชัดเจนว่าเรามีนิสัยบางอย่างที่สร้างปัญหาในการดำเนิน ชีวิต ในการทำงานหรือไม่ เช่น นิสัยขี้บ่น ใจแข็งกระด้าง ควบคุมผู้อื่น หรือเป็นผู้สร้างแรงกดดันให้กับคนรอบข้าง

แต่ ละคณะนิกายมีวิธีการบำบัดที่แตกต่างกัน และมีสำนักงานพันธกิจที่แน่นอนชัดเจน เช่น การช่วยเหลือบำบัดฟื้นฟูจิตใจที่มีชื่อเสียง ได้แก่ มูลนิธิของประวีณา หงส์สกุล หรือวัดที่ช่วยคนติดยาเสพติด หรือโรงพยาบาลประสาท โรงพยาบาลโรคจิต ในตอนนี้ไม่ได้หมายความว่าเราหรือท่านเป็นโรคจิตนะครับ แต่ผมกำลังจะบอกว่ามีหน่วยงานบำบัดมากมาย อาชีพนี้ในอเมริกาทำให้หมอร่ำรวยไปตาม ๆ กัน เพราะคนทั่วไปยอมจ่ายเงินเป็นรายชั่วโมง เพื่อที่จะระบายความรู้สึกให้กับผู้ให้คำปรึกษาหรือให้แก่นักจิตวิทยา ผมกำลังพูดในบริบทคริสตจักร ถ้าหากว่ามีสมาชิกหรือทีมผู้นำของเราที่เป็นแบบนี้ เราจะช่วยเขาได้อย่างไรล่ะ ลงวินัยพวกเขา หรือห้ามพวกเขา เขาก็จะแอบ ๆ ซ่อน ๆ มีชีวิตสองมุม หรือเราจะช่วยเขาด้วยความรักและแสดงความรักต่อเขาจะดีกว่าไหม เพราะพระเจ้าทรงสอนเราใน กาลาเทีย 6:1-5 ว่า “ดู ก่อนพี่น้องทั้งหลาย แม้จับผู้ใดที่ละเมิดประการใดได้ ท่านซึ่งอยู่ฝ่ายพระวิญญาณจงช่วยผู้นั้นด้วยใจอ่อนสุภาพให้เขากลับตั้งตัว ใหม่ โดยคิดถึงตัวเองเกรงว่าท่านจะถูกชักจูงให้หลงไปด้วย จงช่วยรับภาระของกันและกัน ท่านจึงจะได้ปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระคริสต์ เพราะว่าถ้าผู้ใดถือตัวว่าเป็นคนสำคัญทั้ง ๆ ที่เขาไม่สำคัญอะไรเลย ผู้นั้นก็หลอกตัวเอง ทุกคนจงสำรวจการกระทำของตนเอง จึงจะมีอะไร ๆ ที่จะอวดได้ในตัว ไม่ใช่เปรียบกับผู้อื่น เพราะว่าทุกคนต้องรับภาระของตัวเอง”

เรา จึงต้องสำแดงความรักและพระเมตตาจากพระเจ้าช่วยคนที่อ่อนแอกว่า หรือเราจะปล่อยคนตกน้ำทั้งที่ไม่มีกำลัง ปล่อยให้เขาจมดิ่งในบาดแผล หรือถูกครอบงำจนสุดท้ายเขาหลุดไปจากทางชอบธรรมครับ

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: http://www.learners.in.th/file/emon_chamchoychotirat/view/194765?locale=thง่าย ๆ สองข้อครับ ข้อแรก เขาเองเบื่อหน่ายปล้ำสู้กับนิสัยพฤติกรรมนั้นและอยากเปลี่ยน ลองถามสามี/ภรรยา คนในครอบครัว หรือผู้นำ ผู้ดูแล ที่บอกเราได้อย่างชัดเจนว่าเรามีนิสัยบางอย่างที่สร้างปัญหาในการดำเนิน ชีวิต ในการทำงานหรือไม่ เช่น นิสัยขี้บ่น ใจแข็งกระด้าง ควบคุมผู้อื่น หรือเป็นผู้สร้างแรงกดดันให้กับคนรอบข้าง

แต่ ละคณะนิกายมีวิธีการบำบัดที่แตกต่างกัน และมีสำนักงานพันธกิจที่แน่นอนชัดเจน เช่น การช่วยเหลือบำบัดฟื้นฟูจิตใจที่มีชื่อเสียง ได้แก่ มูลนิธิของประวีณา หงส์สกุล หรือวัดที่ช่วยคนติดยาเสพติด หรือโรงพยาบาลประสาท โรงพยาบาลโรคจิต ในตอนนี้ไม่ได้หมายความว่าเราหรือท่านเป็นโรคจิตนะครับ แต่ผมกำลังจะบอกว่ามีหน่วยงานบำบัดมากมาย อาชีพนี้ในอเมริกาทำให้หมอร่ำรวยไปตาม ๆ กัน เพราะคนทั่วไปยอมจ่ายเงินเป็นรายชั่วโมง เพื่อที่จะระบายความรู้สึกให้กับผู้ให้คำปรึกษาหรือให้แก่นักจิตวิทยา ผมกำลังพูดในบริบทคริสตจักร ถ้าหากว่ามีสมาชิกหรือทีมผู้นำของเราที่เป็นแบบนี้ เราจะช่วยเขาได้อย่างไรล่ะ ลงวินัยพวกเขา หรือห้ามพวกเขา เขาก็จะแอบ ๆ ซ่อน ๆ มีชีวิตสองมุม หรือเราจะช่วยเขาด้วยความรักและแสดงความรักต่อเขาจะดีกว่าไหม เพราะพระเจ้าทรงสอนเราใน กาลาเทีย 6:1-5 ว่า “ดู ก่อนพี่น้องทั้งหลาย แม้จับผู้ใดที่ละเมิดประการใดได้ ท่านซึ่งอยู่ฝ่ายพระวิญญาณจงช่วยผู้นั้นด้วยใจอ่อนสุภาพให้เขากลับตั้งตัว ใหม่ โดยคิดถึงตัวเองเกรงว่าท่านจะถูกชักจูงให้หลงไปด้วย จงช่วยรับภาระของกันและกัน ท่านจึงจะได้ปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระคริสต์ เพราะว่าถ้าผู้ใดถือตัวว่าเป็นคนสำคัญทั้ง ๆ ที่เขาไม่สำคัญอะไรเลย ผู้นั้นก็หลอกตัวเอง ทุกคนจงสำรวจการกระทำของตนเอง จึงจะมีอะไร ๆ ที่จะอวดได้ในตัว ไม่ใช่เปรียบกับผู้อื่น เพราะว่าทุกคนต้องรับภาระของตัวเอง”

เรา จึงต้องสำแดงความรักและพระเมตตาจากพระเจ้าช่วยคนที่อ่อนแอกว่า หรือเราจะปล่อยคนตกน้ำทั้งที่ไม่มีกำลัง ปล่อยให้เขาจมดิ่งในบาดแผล หรือถูกครอบงำจนสุดท้ายเขาหลุดไปจากทางชอบธรรมครับ

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: http://www.learners.in.th/file/emon_chamchoychotirat/view/194765?locale=th

ความแตกต่างระหว่างการเยียวยากับการปลดปล่อย ตอนที่ 2

การปลดปล่อย คือ ปล่อยคนๆนั้นที่ถูกผูกมัดโดยการสาบาน หรือการผูกมัดด้วยวิญญาณ หรือเสพย์ติดบางเรื่อง จนไม่สามารถหลุดได้ เพราะการถูกผูกมัดนี้เองทำให้เขาผู้นั้นไม่มีอิสระจากวิญญาณจิต เพราะการครอบงำมันมีสามระดับ ระดับอ่อนๆ คือ การครอบงำ เป็นสิ่งที่ครอบงำในสมอง เราต่อสู้กับความคิดในสมอง ระดับที่สอง คือ ครอบครอง คือ นิสัยพฤติกรรมบางเรื่องครอบครองจิตใจความคิดหนักกว่าครอบงำ เช่น สามีหลายคนยอมทะเลาะกับภรรยา เพื่อจะได้ดูผลและเล่นการพนันตอนดึกๆ ซึ่งต่างกับครอบงำ ครอบงำคือยังไม่ทำ คิดแค่ในสมอง สุดท้าย ระดับครอบครองเต็มที่ คือ ถ้าไม่ได้ทำจะทรมาน ถ้าไม่ได้ทำจะหงุดหงิดมาก สรุปคือ การเยียวยาเป็นการรักษาบาดแผลและอาการบาดเจ็บ ปลดปล่อย เป็นเรื่องเกี่ยวกับการถูกผูกมัด

บางคนต้องรับการปลดปล่อยและการเยียวยาคู่กันเลย เพราะชีวิตเหมือนเปลือกหัวหอมมีหลายชั้นซ่อนอยู่ข้างใน แน่นอนในการช่วยเหลือผู้ต้องการรับการปลดปล่อยนั้นต้องการทั้งการบำบัดและปลดปล่อย บางคนมีทั้งเรื่องบาดแผลที่พ่ายแพ้บาดเจ็บบวกกับถูกครอบงำในสมองความคิดด้วย ผู้บำบัดก็ต้องช่วยกันไปตามความเร่งด่วนหรือการสำแดงของอาการ เช่น เขาต่อสู้กับเรื่องใดหรือนิสัยนั้นๆ ที่มีผลเสียต่อคนรอบข้างก็ต้องจัดการครับ

เยียวยาก่อนหรือปลดปล่อยก่อนก็ได้ เพราะไม่มีรูปแบบที่ดีที่สุด เราจะดูว่าสถานการณ์ตอนนั้น เราจะช่วยเขาในรูปแบบไหน เพราะบางคนเมื่อมีความเข้าใจเรื่องบำบัดปลดปล่อยและมีวินัยในการคิด ในการดำเนินชีวิต เขาก็มีอิสระทันที เพราะสภาพแวดล้อม ชีวิตจิตวิญญาณดี เขาอาจไม่ต้องรับการเยียวยาเลยก็ได้ครับ

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: www.google.co.thการปลดปล่อย คือ ปล่อยคนๆนั้นที่ถูกผูกมัดโดยการสาบาน หรือการผูกมัดด้วยวิญญาณ หรือเสพย์ติดบางเรื่อง จนไม่สามารถหลุดได้ เพราะการถูกผูกมัดนี้เองทำให้เขาผู้นั้นไม่มีอิสระจากวิญญาณจิต เพราะการครอบงำมันมีสามระดับ ระดับอ่อนๆ คือ การครอบงำ เป็นสิ่งที่ครอบงำในสมอง เราต่อสู้กับความคิดในสมอง ระดับที่สอง คือ ครอบครอง คือ นิสัยพฤติกรรมบางเรื่องครอบครองจิตใจความคิดหนักกว่าครอบงำ เช่น สามีหลายคนยอมทะเลาะกับภรรยา เพื่อจะได้ดูผลและเล่นการพนันตอนดึกๆ ซึ่งต่างกับครอบงำ ครอบงำคือยังไม่ทำ คิดแค่ในสมอง สุดท้าย ระดับครอบครองเต็มที่ คือ ถ้าไม่ได้ทำจะทรมาน ถ้าไม่ได้ทำจะหงุดหงิดมาก สรุปคือ การเยียวยาเป็นการรักษาบาดแผลและอาการบาดเจ็บ ปลดปล่อย เป็นเรื่องเกี่ยวกับการถูกผูกมัด

บางคนต้องรับการปลดปล่อยและการเยียวยาคู่กันเลย เพราะชีวิตเหมือนเปลือกหัวหอมมีหลายชั้นซ่อนอยู่ข้างใน แน่นอนในการช่วยเหลือผู้ต้องการรับการปลดปล่อยนั้นต้องการทั้งการบำบัดและปลดปล่อย บางคนมีทั้งเรื่องบาดแผลที่พ่ายแพ้บาดเจ็บบวกกับถูกครอบงำในสมองความคิดด้วย ผู้บำบัดก็ต้องช่วยกันไปตามความเร่งด่วนหรือการสำแดงของอาการ เช่น เขาต่อสู้กับเรื่องใดหรือนิสัยนั้นๆ ที่มีผลเสียต่อคนรอบข้างก็ต้องจัดการครับ

เยียวยาก่อนหรือปลดปล่อยก่อนก็ได้ เพราะไม่มีรูปแบบที่ดีที่สุด เราจะดูว่าสถานการณ์ตอนนั้น เราจะช่วยเขาในรูปแบบไหน เพราะบางคนเมื่อมีความเข้าใจเรื่องบำบัดปลดปล่อยและมีวินัยในการคิด ในการดำเนินชีวิต เขาก็มีอิสระทันที เพราะสภาพแวดล้อม ชีวิตจิตวิญญาณดี เขาอาจไม่ต้องรับการเยียวยาเลยก็ได้ครับ

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: www.google.co.th

ความแตกต่างระหว่างการเยียวยากับการปลดปล่อย

การเยียวยา คือ การรักษา สภาพจิตใจและจิตวิญญาณที่ชอกช้ำ ซึ่งถูกล่วงละเมิดทางอารมณ์ จิตใจ หรือร่างกาย และเนื่องจากการชอกช้ำและความบาดเจ็บที่ได้รับนั้น ทำให้หลายต่อหลายคนที่มีศักยภาพสูงแต่เขาไม่สามารถปลดปล่อยศักยภาพนั้นออกมาได้ เนื่องจากความเจ็บช้ำและความชอกช้ำของบาดแผลในจิตใจ

ทำไมเราต้องสนใจกับการเยียวยา? เพราะบาดแผลนั้นๆ มีผลต่อการประพฤติในชีวิตประจำวันของเราแต่ละคน บางคนดำเนินชีวิตในความละอาย หรือต่อสู้กับตัวเอง เกลียดตัวเอง เพราะดูภาพตัวเองไม่น่ารัก ซึ่งเกิดจากผลของการกระทำของคนที่มีอิทธิพลต่อเราทั้งทางตรงและทางอ้อม  แต่การกระทำบางเรื่องก็ไม่มีผลต่อคนๆ นั้น แต่สำหรับบางเรื่องก็มีผล เรื่องนี้เราสรุปคิดแทนหรือตั้งทฤษฎีขึ้นมาไม่ได้นะครับ สิ่งที่เรารู้มานั่นคือว่าบางคนไม่สามารถต้านทานต่อบาดแผลนั้น และบาดแผลนั้นได้ส่งผลออกมาทางความประพฤติ อารมณ์ และอาจส่งผลต่อครอบครัวและคนรอบข้าง  โดยที่เขาก็รู้ตัวและอยากหายจากอาการเหล่านี้

มีหลายคนถูกล่วงละเมิดทางอารมณ์และจิตใจอยู่เป็นประจำ เลยสร้างพฤติกรรมที่ปกป้องตัวเองขึ้นมา ถูกบ้างผิดบ้าง ส่วนนี้อยู่ที่แต่ละบุคคล  เพราะหากบางคนมาจากครอบครัวหรือมีภูมิคุ้มกันเข้มแข็ง สามารถอดทนต่อบาดแผลเหล่านี้ได้ก็ไม่มีผลต่อเขา แม้อาจมีบ้างก็มีน้อยมากเป็นช่วงสั้นๆ แต่ถ้าหากบางคนมาจากสภาพครอบครัวที่ไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกันแก่เขา ศักยภาพหรือเสรีภาพในตัวเขาก็จะถูกบาดแผลทำลายไปในแต่ละวัน จนต่อมาเขาจะกลายเป็นคนที่ไร้ศักยภาพ  ถ้าเราจะคิดแบบมนุษย์ ก็คือ แต่ละคนมีความเข้มแข็งไม่เท่ากัน งานของเราก็คือช่วยคนที่ไม่เข้มแข็ง ให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ หรือให้เขาเรียนรู้วิธีเยียวยา เพื่อต่อไปเขาจะสามารถไปช่วยลูก หลาน หรือเพื่อนที่อ่อนแอกว่าเขาได้ครับ

เราไม่ต้องรับการเยียวยาจริงหรือ – หลายคนคิดว่าทำไมเมื่อเชื่อพระเจ้าแล้วต้องรับการเยียวยา เพราะเมื่อเชื่อพระเจ้าแล้วพระองค์ก็ทรงจัดการชำระและนำความผิดบาปของเราไปที่กางเขนแล้ว  แต่เราอย่าลืมว่า ขณะที่เราดำเนินชีวิตไปในแต่ละวันนั้น เราต้องเจริญสู่ความเชื่อ เราต้องผ่านมรสุม เหมือนต้นไม้ที่เติบโตต้องโดนฝน โดนความร้อน โดนความหนาว โดนคนเดินเหยียบย่ำ โดนชนบ้าง  เราจึงจำเป็นต้องจัดการด้วยการมีชีวิตใหม่ นิสัยใหม่ ค่านิยมใหม่ และรับสิ่งเหล่านี้จากพระวจนะพระเจ้า และรับการช่วยเหลือจากพระองค์ แต่บางคนไม่ได้เข้มแข็งแบบนั้น หรือมีตัวเร้าให้บาดเจ็บผ่านสถานการณ์ ผ่านคนรอบข้าง  เขาอยากเป็นคนดี อยากมีใจบริสุทธิ์ อยากมีชัยชนะต่อเหตุการณ์เหล่านี้ สิ่งเดียวครับที่ช่วยได้ พันธกิจการเยียวยาก็เพื่อช่วยและสอนให้เขาปกป้องตัวเองได้

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: http://www.ellelministries.org/uk/courses/ellel-grange/receiving-healing-through-deliverance การเยียวยา คือ การรักษา สภาพจิตใจและจิตวิญญาณที่ชอกช้ำ ซึ่งถูกล่วงละเมิดทางอารมณ์ จิตใจ หรือร่างกาย และเนื่องจากการชอกช้ำและความบาดเจ็บที่ได้รับนั้น ทำให้หลายต่อหลายคนที่มีศักยภาพสูงแต่เขาไม่สามารถปลดปล่อยศักยภาพนั้นออกมาได้ เนื่องจากความเจ็บช้ำและความชอกช้ำของบาดแผลในจิตใจ

ทำไมเราต้องสนใจกับการเยียวยา? เพราะบาดแผลนั้นๆ มีผลต่อการประพฤติในชีวิตประจำวันของเราแต่ละคน บางคนดำเนินชีวิตในความละอาย หรือต่อสู้กับตัวเอง เกลียดตัวเอง เพราะดูภาพตัวเองไม่น่ารัก ซึ่งเกิดจากผลของการกระทำของคนที่มีอิทธิพลต่อเราทั้งทางตรงและทางอ้อม  แต่การกระทำบางเรื่องก็ไม่มีผลต่อคนๆ นั้น แต่สำหรับบางเรื่องก็มีผล เรื่องนี้เราสรุปคิดแทนหรือตั้งทฤษฎีขึ้นมาไม่ได้นะครับ สิ่งที่เรารู้มานั่นคือว่าบางคนไม่สามารถต้านทานต่อบาดแผลนั้น และบาดแผลนั้นได้ส่งผลออกมาทางความประพฤติ อารมณ์ และอาจส่งผลต่อครอบครัวและคนรอบข้าง  โดยที่เขาก็รู้ตัวและอยากหายจากอาการเหล่านี้

มีหลายคนถูกล่วงละเมิดทางอารมณ์และจิตใจอยู่เป็นประจำ เลยสร้างพฤติกรรมที่ปกป้องตัวเองขึ้นมา ถูกบ้างผิดบ้าง ส่วนนี้อยู่ที่แต่ละบุคคล  เพราะหากบางคนมาจากครอบครัวหรือมีภูมิคุ้มกันเข้มแข็ง สามารถอดทนต่อบาดแผลเหล่านี้ได้ก็ไม่มีผลต่อเขา แม้อาจมีบ้างก็มีน้อยมากเป็นช่วงสั้นๆ แต่ถ้าหากบางคนมาจากสภาพครอบครัวที่ไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกันแก่เขา ศักยภาพหรือเสรีภาพในตัวเขาก็จะถูกบาดแผลทำลายไปในแต่ละวัน จนต่อมาเขาจะกลายเป็นคนที่ไร้ศักยภาพ  ถ้าเราจะคิดแบบมนุษย์ ก็คือ แต่ละคนมีความเข้มแข็งไม่เท่ากัน งานของเราก็คือช่วยคนที่ไม่เข้มแข็ง ให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ หรือให้เขาเรียนรู้วิธีเยียวยา เพื่อต่อไปเขาจะสามารถไปช่วยลูก หลาน หรือเพื่อนที่อ่อนแอกว่าเขาได้ครับ

เราไม่ต้องรับการเยียวยาจริงหรือ – หลายคนคิดว่าทำไมเมื่อเชื่อพระเจ้าแล้วต้องรับการเยียวยา เพราะเมื่อเชื่อพระเจ้าแล้วพระองค์ก็ทรงจัดการชำระและนำความผิดบาปของเราไปที่กางเขนแล้ว  แต่เราอย่าลืมว่า ขณะที่เราดำเนินชีวิตไปในแต่ละวันนั้น เราต้องเจริญสู่ความเชื่อ เราต้องผ่านมรสุม เหมือนต้นไม้ที่เติบโตต้องโดนฝน โดนความร้อน โดนความหนาว โดนคนเดินเหยียบย่ำ โดนชนบ้าง  เราจึงจำเป็นต้องจัดการด้วยการมีชีวิตใหม่ นิสัยใหม่ ค่านิยมใหม่ และรับสิ่งเหล่านี้จากพระวจนะพระเจ้า และรับการช่วยเหลือจากพระองค์ แต่บางคนไม่ได้เข้มแข็งแบบนั้น หรือมีตัวเร้าให้บาดเจ็บผ่านสถานการณ์ ผ่านคนรอบข้าง  เขาอยากเป็นคนดี อยากมีใจบริสุทธิ์ อยากมีชัยชนะต่อเหตุการณ์เหล่านี้ สิ่งเดียวครับที่ช่วยได้ พันธกิจการเยียวยาก็เพื่อช่วยและสอนให้เขาปกป้องตัวเองได้

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: http://www.ellelministries.org/uk/courses/ellel-grange/receiving-healing-through-deliverance

การเยียวยาปลดปล่อย ตอนที่ 6 ยังมีคนที่ต้องการแสดงความรัก

ในคริสตักรของมาร์ก แซนฟอร์ด มีเด็กๆหนุ่มสาวมากมายที่ไม่ได้รับความรักและการดูแลจากพ่อแม่อย่างเต็มที่ เด็กเหล่านี้หิวโหยมากครับ แต่ข่าวดีก็คือมีครอบครัวตายายสองคนในคริสตจักรของมาร์ก ท่านสองคนอยู่กันตามลำพัง ก็เหงาตามประสาตายายก็เลยเปิดบ้านให้เด็กหนุ่มสาวเหล่านี้ไปทำอาหาร ไปเล่นที่บ้าน ท่านก็ให้ความรักแก่เด็กๆเหล่านี้ เด็กก็ให้ความรักแก่ท่าน เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่สำคัญว่ายังมีคนอีกมากมายที่พร้อมจะให้ความรัก อย่างไม่มีเงื่อนไข ชดเชยความรักในคริสตจักร ซึ่งท่านเหล่านี้อาจจะไม่เก่งในเรื่องทักษะ หรือการบริหารใด ๆ เลยครับ

การทำพันธกิจการเยียวยา องค์ประกอบสำคัญคือความเชื่อร่วมกันทั้งหมดและสร้างบรรยากาศขึ้นมาให้คนที่มาคริสตจักรดำเนินชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติและไม่กลัวที่จะทำผิดพลาดหรือไม่กลัวที่จะเล่าเมื่อตนล้มลง เพราะเขารู้ว่ามีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งพร้อมที่จะอุ้มชูเขา พร้อมที่จะช่วยหนุนกำลังเป็นกำลังใจให้ ส่วนศิษยาภิบาลก็เป็นเหมือนคุณพ่อและผู้อาวุโส พี่น้องในคริสตจักรเหมือนพี่คนโตและพี่คนรองลงมา มีผู้ที่มีอำนาจในจิตวิญญาณสูงสุดคือพระเจ้า ดังนั้นจะทำอะไรก็คำนึงถึงและยำเกรงพระเจ้า พี่น้องเหล่านี้รู้ว่าเมื่อมาคริสตจักรแล้วเขาจะได้รับกำลังใจใหม่และกลับไปสู้ได้อีกครับ

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: http://www.snapshotpics.com/portfolio/portfolio.htmlในคริสตักรของมาร์ก แซนฟอร์ด มีเด็กๆหนุ่มสาวมากมายที่ไม่ได้รับความรักและการดูแลจากพ่อแม่อย่างเต็มที่ เด็กเหล่านี้หิวโหยมากครับ แต่ข่าวดีก็คือมีครอบครัวตายายสองคนในคริสตจักรของมาร์ก ท่านสองคนอยู่กันตามลำพัง ก็เหงาตามประสาตายายก็เลยเปิดบ้านให้เด็กหนุ่มสาวเหล่านี้ไปทำอาหาร ไปเล่นที่บ้าน ท่านก็ให้ความรักแก่เด็กๆเหล่านี้ เด็กก็ให้ความรักแก่ท่าน เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่สำคัญว่ายังมีคนอีกมากมายที่พร้อมจะให้ความรัก อย่างไม่มีเงื่อนไข ชดเชยความรักในคริสตจักร ซึ่งท่านเหล่านี้อาจจะไม่เก่งในเรื่องทักษะ หรือการบริหารใด ๆ เลยครับ

การทำพันธกิจการเยียวยา องค์ประกอบสำคัญคือความเชื่อร่วมกันทั้งหมดและสร้างบรรยากาศขึ้นมาให้คนที่มาคริสตจักรดำเนินชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติและไม่กลัวที่จะทำผิดพลาดหรือไม่กลัวที่จะเล่าเมื่อตนล้มลง เพราะเขารู้ว่ามีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งพร้อมที่จะอุ้มชูเขา พร้อมที่จะช่วยหนุนกำลังเป็นกำลังใจให้ ส่วนศิษยาภิบาลก็เป็นเหมือนคุณพ่อและผู้อาวุโส พี่น้องในคริสตจักรเหมือนพี่คนโตและพี่คนรองลงมา มีผู้ที่มีอำนาจในจิตวิญญาณสูงสุดคือพระเจ้า ดังนั้นจะทำอะไรก็คำนึงถึงและยำเกรงพระเจ้า พี่น้องเหล่านี้รู้ว่าเมื่อมาคริสตจักรแล้วเขาจะได้รับกำลังใจใหม่และกลับไปสู้ได้อีกครับ

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: http://www.snapshotpics.com/portfolio/portfolio.html

การเยียวยาปลดปล่อย ตอนที่ 5 สถานที่ที่เขาจะรับการฟูมฟัก

ตัวอย่าง หญิงสาวท้องโดยเด็กไม่มีพ่อ

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ สถานที่ สังคมที่อยู่ หลายหน่วยงาน หรือ คริสตจักร ไม่มีบรรยากาศของการให้ ความรัก การดูแล และความเป็นธรรมชาติของครอบครัว จุดนี้สำคัญมาก ผมอยากจะเล่าเรื่องคริสตจักรของมาร์ก แซนฟอร์ด ซึ่งเป็นลูกชายของจอห์น แซนฟอร์ด ผู้เขียนและก่อตั้งศูนย์บำบัดเยียวยา

เรื่องมีอยู่ว่าหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกของมาร์กรักกับผู้ชายที่ไม่เป็นคริสเตียน ต่อมาก็ท้อง ฝ่ายชายไม่ยอมรับเป็นพ่อ มาร์กได้ติดต่อกับฝ่ายชายพยายามช่วยให้เขารับผิดชอบและแต่งงาน และช่วยให้เขาเชื่อในพระเจ้าเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่ชายหนุ่มคนนี้ก็ยังคงยืนกรานที่จะไม่รับผิดชอบ เมื่อหญิงสาวคลอดลูกออกมาก็กลายเป็นเด็กไม่มีพ่อ มาร์กเลยประกาศในคริสตจักรว่า ให้ผู้ชายที่มีครอบครัวแล้วช่วยกอดช่วยสัมผัสเด็กคนนี้แต่อย่ายุ่งกะแม่นะครับ ให้เป็นตัวแทนแสดงความรักกับเด็ก ประกาศการมีตัวตนของเขา เพื่อเด็กจะได้รับความอบอุ่น โดยคนในคริสตจักรช่วยกันแสดงความรักทดแทน (Reparenting) เห็นไหมว่า บรรยากาศในสถานที่ที่เราอยู่เมื่อจะทำพันธกิจการเยียวยาก็มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่นกัน

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: www.google.comตัวอย่าง หญิงสาวท้องโดยเด็กไม่มีพ่อ

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ สถานที่ สังคมที่อยู่ หลายหน่วยงาน หรือ คริสตจักร ไม่มีบรรยากาศของการให้ ความรัก การดูแล และความเป็นธรรมชาติของครอบครัว จุดนี้สำคัญมาก ผมอยากจะเล่าเรื่องคริสตจักรของมาร์ก แซนฟอร์ด ซึ่งเป็นลูกชายของจอห์น แซนฟอร์ด ผู้เขียนและก่อตั้งศูนย์บำบัดเยียวยา

เรื่องมีอยู่ว่าหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกของมาร์กรักกับผู้ชายที่ไม่เป็นคริสเตียน ต่อมาก็ท้อง ฝ่ายชายไม่ยอมรับเป็นพ่อ มาร์กได้ติดต่อกับฝ่ายชายพยายามช่วยให้เขารับผิดชอบและแต่งงาน และช่วยให้เขาเชื่อในพระเจ้าเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่ชายหนุ่มคนนี้ก็ยังคงยืนกรานที่จะไม่รับผิดชอบ เมื่อหญิงสาวคลอดลูกออกมาก็กลายเป็นเด็กไม่มีพ่อ มาร์กเลยประกาศในคริสตจักรว่า ให้ผู้ชายที่มีครอบครัวแล้วช่วยกอดช่วยสัมผัสเด็กคนนี้แต่อย่ายุ่งกะแม่นะครับ ให้เป็นตัวแทนแสดงความรักกับเด็ก ประกาศการมีตัวตนของเขา เพื่อเด็กจะได้รับความอบอุ่น โดยคนในคริสตจักรช่วยกันแสดงความรักทดแทน (Reparenting) เห็นไหมว่า บรรยากาศในสถานที่ที่เราอยู่เมื่อจะทำพันธกิจการเยียวยาก็มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่นกัน

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: www.google.com

การเยียวยาปลดปล่อย ตอนที่ 4 ทุกคนรับการรักษาให้หายได้หรือ?

ไม่ครับ ผู้ที่จะหายมีองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น ความชำนาญของผู้ทำบำบัด เพราะความลึกในบาดแผลของแต่ละคนแต่ละเรื่องต่างกัน และผู้มีบาดแผลเองต้องอยากหายจริงๆ รวมถึงวินัยใหม่ในชีวิตของผู้มีบาดแผลและตัวเร้าซึ่งจะนำไปสู่อาการที่ดีขึ้นหรือแย่ลง

เขาอยากหายจริงๆหรือ? ส่วนนี้สำคัญมากเพราะผู้รับการบำบัดต้องมีอาการเบื่อหน่ายต่อพฤติกรรมนั้น อยากเปลี่ยน มีจุดแตกหักที่เขาต้องตัดสินใจว่าหากเขาไม่เปลี่ยน เขาก็จะอยู่ในสภาพที่ล้มเหลวสูญเสียต่อไป มีหลายคนนำผู้ที่ไม่อยากเปลี่ยน ไม่พร้อม ไม่เข้าใจมาหาผู้ทำบำบัด ปรากฎว่าเสียเวลาทั้งคู่ เพราะการบำบัดเกิดขึ้นจากการร่วมมือกันอย่างดีครับ

เรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ ต้องให้เขามีวินัยใหม่ มีความสม่ำเสมอ ลุกขึ้นทุกครั้งที่ล้มลง ไม่เบื่อหน่ายการเริ่มต้นใหม่ เพราะเขารู้ผลอันดีซึ่งเกิดขึ้นมาในภายหลังจากที่มีชีวิตใหม่แล้ว มันล้ำค่าจริงๆ เขาต้องกล้าและอดทนจนถึงที่สุดในความพยายามนี้ด้วยครับ

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: http://www.123rf.com/photo_9046952_a-young-man-gets-drugs-from-his-doctor.htmlไม่ครับ ผู้ที่จะหายมีองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น ความชำนาญของผู้ทำบำบัด เพราะความลึกในบาดแผลของแต่ละคนแต่ละเรื่องต่างกัน และผู้มีบาดแผลเองต้องอยากหายจริงๆ รวมถึงวินัยใหม่ในชีวิตของผู้มีบาดแผลและตัวเร้าซึ่งจะนำไปสู่อาการที่ดีขึ้นหรือแย่ลง

เขาอยากหายจริงๆหรือ? ส่วนนี้สำคัญมากเพราะผู้รับการบำบัดต้องมีอาการเบื่อหน่ายต่อพฤติกรรมนั้น อยากเปลี่ยน มีจุดแตกหักที่เขาต้องตัดสินใจว่าหากเขาไม่เปลี่ยน เขาก็จะอยู่ในสภาพที่ล้มเหลวสูญเสียต่อไป มีหลายคนนำผู้ที่ไม่อยากเปลี่ยน ไม่พร้อม ไม่เข้าใจมาหาผู้ทำบำบัด ปรากฎว่าเสียเวลาทั้งคู่ เพราะการบำบัดเกิดขึ้นจากการร่วมมือกันอย่างดีครับ

เรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ ต้องให้เขามีวินัยใหม่ มีความสม่ำเสมอ ลุกขึ้นทุกครั้งที่ล้มลง ไม่เบื่อหน่ายการเริ่มต้นใหม่ เพราะเขารู้ผลอันดีซึ่งเกิดขึ้นมาในภายหลังจากที่มีชีวิตใหม่แล้ว มันล้ำค่าจริงๆ เขาต้องกล้าและอดทนจนถึงที่สุดในความพยายามนี้ด้วยครับ

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: http://www.123rf.com/photo_9046952_a-young-man-gets-drugs-from-his-doctor.html

การเยียวยาปลดปล่อย ตอนที่ 3 จะจัดการรากของแผลได้อย่างไร

ตัวอย่าง เด็กที่เสพย์ติด
การจัดการกับบาดแผล เราต้องเข้าใจก่อนว่ามีรากก็ย่อมมีผล ทุกอย่างเกิดจากต้นตอคือราก หากเราจะจัดการกับต้นวัชพืชที่สกปรกในหน้าบ้านของเรา เราไม่ควรเอามีดฟันในส่วนของวัชพืชที่โผล่ออกมา หากเราต้องการจะจัดการกับมันอย่างราบคาบ เราต้องขุดรากมันออกมาและเอาไปเผาไฟครับ ไม่ใช่เอาไปฝังดินใหม่ เพราะมันอาจจะออกรากฝอยและรากแขนงเจริญเติบโตจนเป็นต้นใหม่ได้

บาดแผลของเราก็เช่นกัน ส่วนนี้อยากหนุนใจผู้ให้คำปรึกษาในการเปลี่ยนพฤติกรรมของคนที่มีบาดแผลหรือด้านบุคลิกภาพว่าเราต้องจัดการที่รากครับ ส่วนใหญ่เราจะตำหนิ ว่ากล่าวตักเตือน ลงวินัย แก่ผู้ที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม สิ่งที่เขาแสดงอยู่เป็นประจำนั้นอยู่ที่ราก ผมจะยกตัวอย่างให้เห็น เด็กคนหนึ่งที่ได้รับการเยียวยา ครั้งแรกเขาติดเหล้ามาก เราเลยสร้างวินัยใหม่แก่เขา เข้มงวดกับเขา พร้อมให้ความรักอย่างเต็มที่ ปรากฎว่าเขาดีขึ้นระยะหนึ่ง ต่อมาเรามารู้ว่าเด็กคนนี้เลิกเหล้า แต่แอบไปสูบบุหรี่และสูบจัดมาก เราก็เริ่มทำแบบเดียวกันเขาก็เลิกบุหรี่ แต่เขาแอบไปเล่นการพนันในสลัมที่เขาอยู่โดยเราไม่รู้มาก่อน จุดนี้จะเห็นได้ว่าจริงๆต้องมีอะไรบางอย่างในจิตใจเด็กคนนั้นแน่ และเรามาพบอีกว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเราเด็กคนนี้พยายามทำตัวให้เป็นคนดี ไม่เสพย์ติดสิ่งทั้งปวง แต่ว่าลับหลังเขาแอบไปทำ เราพบว่าที่ผ่านมาเราแก้ที่ผลแต่ไม่ได้จัดการที่รากจริง ๆ

รากของเด็กคนนี้คืออะไร? เราจึงใช้เวลาคุย เปิดเผยให้ความรักกับเด็กวัยรุ่นคนนี้ เราพบว่าจริงๆแล้วเวลาที่เขาอยากไปเสพย์ติดสิ่งเหล่านี้ คือเวลาที่เขาเหงา ความเหงาหรือรากมันเกี่ยวข้องกันอย่างไร? จากการทำการเยียวยาสอบถามวิถีชีวิตในวัยเด็ก คือเด็กคนนี้ไม่มีพ่อแม่ที่ให้ ความอบอุ่น สัมผัส ชมเชย หรือแสดงความรัก และสังคมที่เขาอยู่คือสลัม เมื่อเขารู้สึกว่าเขาต้องการที่จะหาอะไรมาชดเชยความเหงาได้ เขาก็จะหาอะไรเสพย์ติดเพื่อชดเชยอารมณ์นั้นไป และเราก็พบจุดที่ต้องช่วยเหลือเด็กคนนี้จริงๆคือ ท้าทายเขาให้กล้าจะมีชีวิตใหม่ หาจุดชดเชยใหม่ โดยการให้เขาทำบางสิ่งและผู้ทำการบำบัดก็หาผู้ใหญ่ที่อดทน มีความรัก แสดงความรักแก่เด็กคนนี้อย่างเหมาะสมเพื่อชดเชยวัยเด็ก โดยเฉพาะพลังกลุ่มที่จะช่วยกันมอบไมตรีจิตและแสดงความรักอย่างเหมาะสม และที่สำคัญที่สุด คือ ให้เขารู้จักความรักของพระเยซูคริสต์ที่เขาสามารถรับได้ไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งมากกว่าความรักของมนุษย์ เป็นความรักที่เหนือจะบรรยายได้ เราต้องท้าทายและสอนเด็กคนนี้ให้ได้รับและรู้จักกับความรักของพระเจ้าวันต่อวัน ผ่านการสั่งสอน ผ่านชีวิตที่สัมพันธ์กับพระเจ้าครับ

จากเรื่องของเด็กคนนี้ เราคงเห็นแล้วว่าเราต้องหาสาเหตุของพฤติกรรมนั้นและทำความเข้าใจก่อน เพื่อจะจัดการรากที่แท้จริง ซึ่งมีเรื่องตัวอย่างมากมายครับ แล้วเราจะกล่าวในตอนอื่นๆ แต่ที่สำคัญที่สุดคือเราต้องการเปลี่ยน และความรักของพระเจ้าสามารถเข้ามาชดเชยทดแทนได้ทั้งหมด โดยฤทธิ์อำนาจของพระองค์ไม่มีสิ่งใดที่แก้ไม่ได้ครับเพราะพระองค์ทำได้ทุกสิ่ง

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: http://open.salon.com/blog/scrivend/2009/05/25/the_fruit_of_accomplishmentตัวอย่าง เด็กที่เสพย์ติด
การจัดการกับบาดแผล เราต้องเข้าใจก่อนว่ามีรากก็ย่อมมีผล ทุกอย่างเกิดจากต้นตอคือราก หากเราจะจัดการกับต้นวัชพืชที่สกปรกในหน้าบ้านของเรา เราไม่ควรเอามีดฟันในส่วนของวัชพืชที่โผล่ออกมา หากเราต้องการจะจัดการกับมันอย่างราบคาบ เราต้องขุดรากมันออกมาและเอาไปเผาไฟครับ ไม่ใช่เอาไปฝังดินใหม่ เพราะมันอาจจะออกรากฝอยและรากแขนงเจริญเติบโตจนเป็นต้นใหม่ได้

บาดแผลของเราก็เช่นกัน ส่วนนี้อยากหนุนใจผู้ให้คำปรึกษาในการเปลี่ยนพฤติกรรมของคนที่มีบาดแผลหรือด้านบุคลิกภาพว่าเราต้องจัดการที่รากครับ ส่วนใหญ่เราจะตำหนิ ว่ากล่าวตักเตือน ลงวินัย แก่ผู้ที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม สิ่งที่เขาแสดงอยู่เป็นประจำนั้นอยู่ที่ราก ผมจะยกตัวอย่างให้เห็น เด็กคนหนึ่งที่ได้รับการเยียวยา ครั้งแรกเขาติดเหล้ามาก เราเลยสร้างวินัยใหม่แก่เขา เข้มงวดกับเขา พร้อมให้ความรักอย่างเต็มที่ ปรากฎว่าเขาดีขึ้นระยะหนึ่ง ต่อมาเรามารู้ว่าเด็กคนนี้เลิกเหล้า แต่แอบไปสูบบุหรี่และสูบจัดมาก เราก็เริ่มทำแบบเดียวกันเขาก็เลิกบุหรี่ แต่เขาแอบไปเล่นการพนันในสลัมที่เขาอยู่โดยเราไม่รู้มาก่อน จุดนี้จะเห็นได้ว่าจริงๆต้องมีอะไรบางอย่างในจิตใจเด็กคนนั้นแน่ และเรามาพบอีกว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเราเด็กคนนี้พยายามทำตัวให้เป็นคนดี ไม่เสพย์ติดสิ่งทั้งปวง แต่ว่าลับหลังเขาแอบไปทำ เราพบว่าที่ผ่านมาเราแก้ที่ผลแต่ไม่ได้จัดการที่รากจริง ๆ

รากของเด็กคนนี้คืออะไร? เราจึงใช้เวลาคุย เปิดเผยให้ความรักกับเด็กวัยรุ่นคนนี้ เราพบว่าจริงๆแล้วเวลาที่เขาอยากไปเสพย์ติดสิ่งเหล่านี้ คือเวลาที่เขาเหงา ความเหงาหรือรากมันเกี่ยวข้องกันอย่างไร? จากการทำการเยียวยาสอบถามวิถีชีวิตในวัยเด็ก คือเด็กคนนี้ไม่มีพ่อแม่ที่ให้ ความอบอุ่น สัมผัส ชมเชย หรือแสดงความรัก และสังคมที่เขาอยู่คือสลัม เมื่อเขารู้สึกว่าเขาต้องการที่จะหาอะไรมาชดเชยความเหงาได้ เขาก็จะหาอะไรเสพย์ติดเพื่อชดเชยอารมณ์นั้นไป และเราก็พบจุดที่ต้องช่วยเหลือเด็กคนนี้จริงๆคือ ท้าทายเขาให้กล้าจะมีชีวิตใหม่ หาจุดชดเชยใหม่ โดยการให้เขาทำบางสิ่งและผู้ทำการบำบัดก็หาผู้ใหญ่ที่อดทน มีความรัก แสดงความรักแก่เด็กคนนี้อย่างเหมาะสมเพื่อชดเชยวัยเด็ก โดยเฉพาะพลังกลุ่มที่จะช่วยกันมอบไมตรีจิตและแสดงความรักอย่างเหมาะสม และที่สำคัญที่สุด คือ ให้เขารู้จักความรักของพระเยซูคริสต์ที่เขาสามารถรับได้ไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งมากกว่าความรักของมนุษย์ เป็นความรักที่เหนือจะบรรยายได้ เราต้องท้าทายและสอนเด็กคนนี้ให้ได้รับและรู้จักกับความรักของพระเจ้าวันต่อวัน ผ่านการสั่งสอน ผ่านชีวิตที่สัมพันธ์กับพระเจ้าครับ

จากเรื่องของเด็กคนนี้ เราคงเห็นแล้วว่าเราต้องหาสาเหตุของพฤติกรรมนั้นและทำความเข้าใจก่อน เพื่อจะจัดการรากที่แท้จริง ซึ่งมีเรื่องตัวอย่างมากมายครับ แล้วเราจะกล่าวในตอนอื่นๆ แต่ที่สำคัญที่สุดคือเราต้องการเปลี่ยน และความรักของพระเจ้าสามารถเข้ามาชดเชยทดแทนได้ทั้งหมด โดยฤทธิ์อำนาจของพระองค์ไม่มีสิ่งใดที่แก้ไม่ได้ครับเพราะพระองค์ทำได้ทุกสิ่ง

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: http://open.salon.com/blog/scrivend/2009/05/25/the_fruit_of_accomplishment

การเยียวยาปลดปล่อย ตอนที่ 2 การจัดการกับบาดแผล

เราจะยอมให้บาดแผลมีอิทธิพลต่อชีวิตของเราหรือ? ชีวิตของเราทุกคนต้องการเป็นคนที่มีชัยชนะ เราต้องการที่จะอยู่อย่างมีความสุขสงบกับทุกคน อยากเป็นคนปกติทั่วไปที่ชื่นชมกับชีวิต มีความภาคภูมิใจ มีความอบอุ่นกับครอบครัว และสนุกสนานกับงาน แต่ว่าบาดแผลเป็นตัวขัดขวางสิ่งเหล่านี้ และผลที่เกิดขึ้นคือการทำลายมากกว่าความสุข ทำให้สูญเสียมากกว่าได้รับ เราต้องตัดสินใจสู้กับมันดีกว่าให้มันครอบงำเรา

เรามีชีวิตเพื่ออนาคต เราเลือกเกิดไม่ได้แต่เราเลือกจบดีได้ เราไม่อาจปฏิเสธบาดแผลที่เกิดขึ้นกับเรา แต่เราสามารถขจัดมันออกไปและปล้ำสู้กับมันเพื่อสิ่งใหม่ที่ดีกว่าได้ เพราะเราจะได้ไม่จมอยู่กับบาดแผลนั้นๆ สิ่งสำคัญที่สุด คือ

ประการแรก เราจะไม่เอาบาดแผลมาเป็นข้ออ้าง เพื่อปล่อยให้เราใช้ชีวิตไปเลยตามเลย เราจะต้องสู้กับมัน ยอมเปลี่ยนตัวเองแม้ต้องฝืน เหมือนกับคนที่เดินไม่ได้มาหลายปี เขาต้องฝึกกายภาพบำบัดฝึกการเดินใหม่ เขาต้องปล้ำสู้ต้องฝืนกับการไม่ได้เดินมานาน ต้องทนเจ็บต้องมีใจเด็ดเดี่ยวและก้าวเดินไป เมื่อเรารู้ว่ามีเหตุการณ์ใดที่นำเราไปสู่พฤติกรรมซ้ำรอยเดิม เราจะสู้เราต้องฝืนไม่คิดไม่ทำ ไม่คล้อยตามเด็ดขาด จนเป็นธรรมชาติใหม่ของเรา

ประการต่อมา เราต้องเลือกที่จะลุกขึ้นใหม่ คนลุกขึ้นใหม่ด้วยสภาพตุปัดตุเป๋ ย่อมดีกว่าคนยอมนอนตายคาสภาพที่พ่ายแพ้ ก็เหมือนกับนักมวยที่เขาตั้งใจจะชนะให้ได้ แม้โดนน็อกครั้งแล้วครั้งเล่าบนเวที แต่ถ้ายังมียกต่อไปให้แก้ตัว เขาก็จะลุกขึ้นมาสู้ เพราะเขาต้องชนะให้ได้ แต่เราทุกคนมีตั้งหลายยกให้ต่อสู้ทั้งชีวิตนะครับ ในเมื่อล้มไปแล้วขอให้กล้าที่จะลุกขึ้นสู้กับมันใหม่

ประการนี้สำคัญ คือ การให้กำลังใจตัวเอง จำไว้ว่าเราเกิดมาเพื่อเปลี่ยน ทุกวันนี้รอบข้างเรามีแต่การเปลี่ยนแปลง อดีตเปลี่ยนไปแล้ว บาดแผลในวันนั้นเราจะไม่ให้มามีผลต่อเราในวันนี้ เพราะเราจะร่วมเปลี่ยนแปลงไปกับโลกที่พระเจ้าสร้างสรรค์ขึ้นมา ก็เหมือนกับคนก่อปราสาทอันยิ่งใหญ่ท่ามกลางที่ดินอันรกร้างว่างเปล่า เขามีนิมิตว่าวันหนึ่งสถานที่แห่งนี้จะกลายเป็นปราสาท แต่ต้องเริ่มต้นจากอิฐก้อนแรกก่อนครับ เมื่อเริ่มจากอิฐก้อนแรกที่ตรากตรำ ผ่านฝน ผ่านความร้อน ก็จะกลายมาเป็นปราสาทที่ร่มเย็นได้ เพราะถ้าหากเราเปลี่ยนคนรอบข้างก็จะเปลี่ยน

ประการสุดท้าย คือ กล้าเปลี่ยนแปลงนิสัยใหม่เหมือนนักเล่นกล้าม เขาฝึกเล่นกล้ามจนกล้ามเนื้อแข็งแรงและมีรูปร่างใหม่ แต่ต้องผ่านความเจ็บปวดท่ามกลางความหวัง การมีวินัย ความพยายาม และท่ามกลางความฝันว่าสักวันเขาจะเปลี่ยนแปลงร่างกายเขาได้ เขาควบคุมมันจนอยู่มือและสำเร็จในที่สุด เราจะเปลี่ยนโดยการสร้างนิสัยฝืนไม่ทำแบบเก่าที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน และทำให้เราแย่ไปกับนิสัยนั้น จงปล้ำสู้มีความใฝ่ฝัน มีนิมิตว่าเราจะเปลี่ยนและเราควรเปลี่ยน เพราะเราสามารถเปลี่ยนได้เพราะทั้งหมดอยู่ที่เรา

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: http://erudition-naz.blogspot.com/2010/12/change.htmlเราจะยอมให้บาดแผลมีอิทธิพลต่อชีวิตของเราหรือ? ชีวิตของเราทุกคนต้องการเป็นคนที่มีชัยชนะ เราต้องการที่จะอยู่อย่างมีความสุขสงบกับทุกคน อยากเป็นคนปกติทั่วไปที่ชื่นชมกับชีวิต มีความภาคภูมิใจ มีความอบอุ่นกับครอบครัว และสนุกสนานกับงาน แต่ว่าบาดแผลเป็นตัวขัดขวางสิ่งเหล่านี้ และผลที่เกิดขึ้นคือการทำลายมากกว่าความสุข ทำให้สูญเสียมากกว่าได้รับ เราต้องตัดสินใจสู้กับมันดีกว่าให้มันครอบงำเรา

เรามีชีวิตเพื่ออนาคต เราเลือกเกิดไม่ได้แต่เราเลือกจบดีได้ เราไม่อาจปฏิเสธบาดแผลที่เกิดขึ้นกับเรา แต่เราสามารถขจัดมันออกไปและปล้ำสู้กับมันเพื่อสิ่งใหม่ที่ดีกว่าได้ เพราะเราจะได้ไม่จมอยู่กับบาดแผลนั้นๆ สิ่งสำคัญที่สุด คือ

ประการแรก เราจะไม่เอาบาดแผลมาเป็นข้ออ้าง เพื่อปล่อยให้เราใช้ชีวิตไปเลยตามเลย เราจะต้องสู้กับมัน ยอมเปลี่ยนตัวเองแม้ต้องฝืน เหมือนกับคนที่เดินไม่ได้มาหลายปี เขาต้องฝึกกายภาพบำบัดฝึกการเดินใหม่ เขาต้องปล้ำสู้ต้องฝืนกับการไม่ได้เดินมานาน ต้องทนเจ็บต้องมีใจเด็ดเดี่ยวและก้าวเดินไป เมื่อเรารู้ว่ามีเหตุการณ์ใดที่นำเราไปสู่พฤติกรรมซ้ำรอยเดิม เราจะสู้เราต้องฝืนไม่คิดไม่ทำ ไม่คล้อยตามเด็ดขาด จนเป็นธรรมชาติใหม่ของเรา

ประการต่อมา เราต้องเลือกที่จะลุกขึ้นใหม่ คนลุกขึ้นใหม่ด้วยสภาพตุปัดตุเป๋ ย่อมดีกว่าคนยอมนอนตายคาสภาพที่พ่ายแพ้ ก็เหมือนกับนักมวยที่เขาตั้งใจจะชนะให้ได้ แม้โดนน็อกครั้งแล้วครั้งเล่าบนเวที แต่ถ้ายังมียกต่อไปให้แก้ตัว เขาก็จะลุกขึ้นมาสู้ เพราะเขาต้องชนะให้ได้ แต่เราทุกคนมีตั้งหลายยกให้ต่อสู้ทั้งชีวิตนะครับ ในเมื่อล้มไปแล้วขอให้กล้าที่จะลุกขึ้นสู้กับมันใหม่

ประการนี้สำคัญ คือ การให้กำลังใจตัวเอง จำไว้ว่าเราเกิดมาเพื่อเปลี่ยน ทุกวันนี้รอบข้างเรามีแต่การเปลี่ยนแปลง อดีตเปลี่ยนไปแล้ว บาดแผลในวันนั้นเราจะไม่ให้มามีผลต่อเราในวันนี้ เพราะเราจะร่วมเปลี่ยนแปลงไปกับโลกที่พระเจ้าสร้างสรรค์ขึ้นมา ก็เหมือนกับคนก่อปราสาทอันยิ่งใหญ่ท่ามกลางที่ดินอันรกร้างว่างเปล่า เขามีนิมิตว่าวันหนึ่งสถานที่แห่งนี้จะกลายเป็นปราสาท แต่ต้องเริ่มต้นจากอิฐก้อนแรกก่อนครับ เมื่อเริ่มจากอิฐก้อนแรกที่ตรากตรำ ผ่านฝน ผ่านความร้อน ก็จะกลายมาเป็นปราสาทที่ร่มเย็นได้ เพราะถ้าหากเราเปลี่ยนคนรอบข้างก็จะเปลี่ยน

ประการสุดท้าย คือ กล้าเปลี่ยนแปลงนิสัยใหม่เหมือนนักเล่นกล้าม เขาฝึกเล่นกล้ามจนกล้ามเนื้อแข็งแรงและมีรูปร่างใหม่ แต่ต้องผ่านความเจ็บปวดท่ามกลางความหวัง การมีวินัย ความพยายาม และท่ามกลางความฝันว่าสักวันเขาจะเปลี่ยนแปลงร่างกายเขาได้ เขาควบคุมมันจนอยู่มือและสำเร็จในที่สุด เราจะเปลี่ยนโดยการสร้างนิสัยฝืนไม่ทำแบบเก่าที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน และทำให้เราแย่ไปกับนิสัยนั้น จงปล้ำสู้มีความใฝ่ฝัน มีนิมิตว่าเราจะเปลี่ยนและเราควรเปลี่ยน เพราะเราสามารถเปลี่ยนได้เพราะทั้งหมดอยู่ที่เรา

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: http://erudition-naz.blogspot.com/2010/12/change.html

การเยียวยาปลดปล่อย ตอนที่ 1 อะไรคือบาดแผลที่ต้องจัดการ

บาดแผลเกิดขึ้นได้อย่างไร? บาดแผลเกิดขึ้นได้โดยการถูกล่วงละเมิดทางด้านอารมณ์ ความคิด ร่างกาย การสูญเสียสิทธิ์ การถูกล้ำเส้นเกินขอบเขตที่เราควรได้รับ หรือขาดจากมาตรฐานที่ควรจะเป็น ไม่ใช่ทุกการกระทำจะทำให้เกิดเป็นบาดแผล แต่ถ้าหากเราถูกกระทำบ่อยๆทั้งในตอนเด็กและตอนโต บางเหตุการณ์อาจมีผลต่อเราได้ ในเหตุการณ์เดียวกันอาจทำให้คนหนึ่งบาดเจ็บ แต่อาจจะไม่มีผลต่ออีกคนก็ได้ เราจึงไม่สามารถสรุปได้ว่ามาตฐานอยู่ที่ตรงไหน หรืออยู่กับใคร แต่เรารู้ว่าบาดแผลจะเกิดขึ้นได้ง่ายกับวัยเด็ก เพราะในวัยเด็กเราไม่มีเหตุและผล ไม่มีกลไกในการป้องกันตัวเอง ระบบการป้องกันตัวเองของเด็กยังไม่แข็งแรงเท่ากับคนที่เป็นผู้ใหญ่ แต่ถ้าผู้ใหญ่คนนั้นเติบโตขึ้นมาโดยมีพื้นฐานทางโครงสร้างด้านความคิดและอารมณ์ไม่แข็งแกร่งก็ง่ายต่อการมีบาดแผล และเจ็บปวดกับเหตุการณ์ต่างๆได้ง่ายเช่นกัน

อาการของการมีบาดแผล การมีบาดแผลทำให้เราอดทนต่อบางสิ่งบางอย่างไม่ได้เหมือนคนอื่น เช่น เป็นคนขี้น้อยใจ เป็นคนคิดมาก หวาดระแวง ไม่แสดงความรัก ไม่กล้าที่จะรัก เป็นคนเข้มงวด เป็นคนที่มีปัญหากับทุกที่ในการทำงาน หรือกับคนในครอบครัว บางคนมีปัญหาเฉพาะกับบางคน เช่น กับคนที่มีสิทธิอำนาจเหนือกว่า บางคนไม่สามารถใช้ศักยภาพบางส่วนออกมาอย่างเต็มที่ มีบุคลิกภาพที่ซับซ้อน ผมจะสรุปง่ายๆ คือ อยู่ที่ไหนมีปัญหาที่นั่น หรือมีปัญหากับครอบครัวด้วยอาการซ้ำๆ และต่อสู้กับตัวเองอยู่บ่อยๆ โดยไม่รู้สาเหตุ อยากเลิกก็เลิกไม่ได้ง่ายๆเหมือนคนอื่น บางเรื่องก็เลิกง่ายเหลือเกิน บางเรื่องอยากจะเลิกก็เหมือนเราไปจุดไฟให้มันมีมากขึ้นครับ

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: http://liquidcloud.wordpress.com/2011/03/13/644/บาดแผลเกิดขึ้นได้อย่างไร? บาดแผลเกิดขึ้นได้โดยการถูกล่วงละเมิดทางด้านอารมณ์ ความคิด ร่างกาย การสูญเสียสิทธิ์ การถูกล้ำเส้นเกินขอบเขตที่เราควรได้รับ หรือขาดจากมาตรฐานที่ควรจะเป็น ไม่ใช่ทุกการกระทำจะทำให้เกิดเป็นบาดแผล แต่ถ้าหากเราถูกกระทำบ่อยๆทั้งในตอนเด็กและตอนโต บางเหตุการณ์อาจมีผลต่อเราได้ ในเหตุการณ์เดียวกันอาจทำให้คนหนึ่งบาดเจ็บ แต่อาจจะไม่มีผลต่ออีกคนก็ได้ เราจึงไม่สามารถสรุปได้ว่ามาตฐานอยู่ที่ตรงไหน หรืออยู่กับใคร แต่เรารู้ว่าบาดแผลจะเกิดขึ้นได้ง่ายกับวัยเด็ก เพราะในวัยเด็กเราไม่มีเหตุและผล ไม่มีกลไกในการป้องกันตัวเอง ระบบการป้องกันตัวเองของเด็กยังไม่แข็งแรงเท่ากับคนที่เป็นผู้ใหญ่ แต่ถ้าผู้ใหญ่คนนั้นเติบโตขึ้นมาโดยมีพื้นฐานทางโครงสร้างด้านความคิดและอารมณ์ไม่แข็งแกร่งก็ง่ายต่อการมีบาดแผล และเจ็บปวดกับเหตุการณ์ต่างๆได้ง่ายเช่นกัน

อาการของการมีบาดแผล การมีบาดแผลทำให้เราอดทนต่อบางสิ่งบางอย่างไม่ได้เหมือนคนอื่น เช่น เป็นคนขี้น้อยใจ เป็นคนคิดมาก หวาดระแวง ไม่แสดงความรัก ไม่กล้าที่จะรัก เป็นคนเข้มงวด เป็นคนที่มีปัญหากับทุกที่ในการทำงาน หรือกับคนในครอบครัว บางคนมีปัญหาเฉพาะกับบางคน เช่น กับคนที่มีสิทธิอำนาจเหนือกว่า บางคนไม่สามารถใช้ศักยภาพบางส่วนออกมาอย่างเต็มที่ มีบุคลิกภาพที่ซับซ้อน ผมจะสรุปง่ายๆ คือ อยู่ที่ไหนมีปัญหาที่นั่น หรือมีปัญหากับครอบครัวด้วยอาการซ้ำๆ และต่อสู้กับตัวเองอยู่บ่อยๆ โดยไม่รู้สาเหตุ อยากเลิกก็เลิกไม่ได้ง่ายๆเหมือนคนอื่น บางเรื่องก็เลิกง่ายเหลือเกิน บางเรื่องอยากจะเลิกก็เหมือนเราไปจุดไฟให้มันมีมากขึ้นครับ

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: http://liquidcloud.wordpress.com/2011/03/13/644/

Powered by www.477internet.com