May 19, 2012

ความกังวลและความกลัวความ ตอนที่ 3 สาเหตุและการมีชัยชนะ

เป็นได้ว่าในวัยเด็ก ครอบครัวเน้นพิสูจน์โดยการกระทำ เช่น แข่งขันและเปรียบเทียบกันและกันในหมู่พี่น้อง หรือเขากับเพื่อน หรือถูกเลี้ยงดูด้วยการข่มขู่ เพื่อแลกความรักจากครอบครัว

ประการที่ 1 ผู้ทำพันธกิจต้องมีความรักมากๆ อดทนให้กำลังใจมากๆ แก่ผู้รับการเยียวยา โดยหาสาเหตุ รากที่มาจากความกลัว และอธิษฐานปฏิเสธตัดความสัมพันธ์กับรากนั้น อีกทั้งยกโทษแก่ผู้ที่ทำให้เขามีอาการเช่นนี้ การยกโทษเป็นการปลดล็อคพระพรฝ่ายวิญญาณด้วยเช่นกัน และนำความโกรธและความเกลียด ซึ่งเป็นสิ่งที่นำไปสู่รากความกลัว ไปที่กางเขน

ประการที่ 2 แสดงความรัก ไม่ใช่การข่มขู่ไม่ให้กลัวอีก และการสัมผัสอย่างเหมาะสม (ควรเพศเดียวกัน) และบอกถึงโทษมหันต์จากความกลัวจากพระคัมภีร์ และบอกกล่าวถึงความรักของพระเจ้า ท่องพระสัญญาจากพระเจ้าว่าไม่ต้องกลัวกังวลอีก

ประการที่ 3 อธิษฐานปลดปล่อยความกลัวและกังวล หรือบางคนมีรากกรรมพันธุ์จากบรรพบุรุษ ให้อธิษฐานจัดการกับความสัมพันธ์นั้นๆเสีย

ประการที่ 4 ให้เขามั่นใจว่าเขาสามารถเป็นตัวเขาเองได้ โดยเขาจะได้รับความรักเพราะเขาเป็นเขา ไม่ใช่เพราะเขาพยายามจะทำ เพราะเขาเป็นลูกพระเจ้า เขามีสิทธิทุกอย่าง

ประการที่ 5 บทเพลง วรรณกรรมใหม่ที่เขาควรอ่าน เพื่อสร้างรากฐานกำลังใจ

ประการที่ 6 บอกเขาว่าไม่ต้องกลัวที่จะปกป้องตัวเองจนเกินไป ในคำวิจารย์หรือความผิดพลาด เพราะทุกคนย่อมมีการพลาด และยังมีส่วนดีๆอื่นๆที่เรายังมี ที่หลากหลายคนยอมรับท่านได้ หรือห้ามจินตนาการเกินเรื่องความเป็นจริง

ประการที่ 7 อธิษฐานเรียกปลุกจิตใจและจิตวิญญาณแห่งชีวิตและกำลังใจใหม่ หลีกเลี่ยงคุยสนทนากับคนที่พูดเรื่องเศร้าๆลบๆ หรือเรื่องหดหู่ใจ

ประการที่ 8 ท่องภาวนาอยู่เสมอในพระสัญญา เพราะว่ามันจะเป็นจริง
ฝึกดำเนินในความจริง ท่องภาวนา 2ทิ โมธี 1:7 เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ความรัก และการบังคับตนเองให้แก่เรา (นั่นย่อมหมายถึงเราต้องฝึกคิด กล้าที่จะไม่กลัว และเมื่อมีการให้อธิษฐานตัดความสัมพันธ์ เอาความรู้สึกกลัวไปตรึงเสียที่กางเขน และท่อง ๆ ๆ ๆ พระสัญญาความจริงของพระเจ้า)

ยอมรับความจริงของพระเจ้ามากกว่าความรู้สึกหรือสถานการณ์ ท่องอ่าน 1เปโตร 5:7 จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย

ข้อคิด
ไดว คี ไอเซนฮาว กล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าไม่ยอมใช้คำว่า วิตกกังวลอย่างเด็ดขาด’
ผมจึงอยากจะหนุนใจให้กลัวอย่างหนึ่งคือ ขอให้สิ่งที่ท่านกลัว คือ การทำบาป อย่างอื่นไม่ต้องกลัว ผิดเริ่มใหม่ ล้มแล้วลุก คนเราคบกันอยู่ที่ใจ ไม่ได้ที่ผลงานหรือต้องพิสูจน์ในความรัก ขอให้ดำเนินด้วยความจริงใจไปอย่างธรรมชาติ เพราะทุกสิ่งต้องใช้เวลา

“ชีวิตของเราควรเชิดหน้า ต่อสู้กับพายุที่โหมกระหน่ำ ยิ้มเข้าไว้”

Picture’s source: http://www.glamour.com/weddings/blogs/save-the-date/2010/09/5-common-family-wedding-dramas.htmlเป็นได้ว่าในวัยเด็ก ครอบครัวเน้นพิสูจน์โดยการกระทำ เช่น แข่งขันและเปรียบเทียบกันและกันในหมู่พี่น้อง หรือเขากับเพื่อน หรือถูกเลี้ยงดูด้วยการข่มขู่ เพื่อแลกความรักจากครอบครัว

ประการที่ 1 ผู้ทำพันธกิจต้องมีความรักมากๆ อดทนให้กำลังใจมากๆ แก่ผู้รับการเยียวยา โดยหาสาเหตุ รากที่มาจากความกลัว และอธิษฐานปฏิเสธตัดความสัมพันธ์กับรากนั้น อีกทั้งยกโทษแก่ผู้ที่ทำให้เขามีอาการเช่นนี้ การยกโทษเป็นการปลดล็อคพระพรฝ่ายวิญญาณด้วยเช่นกัน และนำความโกรธและความเกลียด ซึ่งเป็นสิ่งที่นำไปสู่รากความกลัว ไปที่กางเขน

ประการที่ 2 แสดงความรัก ไม่ใช่การข่มขู่ไม่ให้กลัวอีก และการสัมผัสอย่างเหมาะสม (ควรเพศเดียวกัน) และบอกถึงโทษมหันต์จากความกลัวจากพระคัมภีร์ และบอกกล่าวถึงความรักของพระเจ้า ท่องพระสัญญาจากพระเจ้าว่าไม่ต้องกลัวกังวลอีก

ประการที่ 3 อธิษฐานปลดปล่อยความกลัวและกังวล หรือบางคนมีรากกรรมพันธุ์จากบรรพบุรุษ ให้อธิษฐานจัดการกับความสัมพันธ์นั้นๆเสีย

ประการที่ 4 ให้เขามั่นใจว่าเขาสามารถเป็นตัวเขาเองได้ โดยเขาจะได้รับความรักเพราะเขาเป็นเขา ไม่ใช่เพราะเขาพยายามจะทำ เพราะเขาเป็นลูกพระเจ้า เขามีสิทธิทุกอย่าง

ประการที่ 5 บทเพลง วรรณกรรมใหม่ที่เขาควรอ่าน เพื่อสร้างรากฐานกำลังใจ

ประการที่ 6 บอกเขาว่าไม่ต้องกลัวที่จะปกป้องตัวเองจนเกินไป ในคำวิจารย์หรือความผิดพลาด เพราะทุกคนย่อมมีการพลาด และยังมีส่วนดีๆอื่นๆที่เรายังมี ที่หลากหลายคนยอมรับท่านได้ หรือห้ามจินตนาการเกินเรื่องความเป็นจริง

ประการที่ 7 อธิษฐานเรียกปลุกจิตใจและจิตวิญญาณแห่งชีวิตและกำลังใจใหม่ หลีกเลี่ยงคุยสนทนากับคนที่พูดเรื่องเศร้าๆลบๆ หรือเรื่องหดหู่ใจ

ประการที่ 8 ท่องภาวนาอยู่เสมอในพระสัญญา เพราะว่ามันจะเป็นจริง
ฝึกดำเนินในความจริง ท่องภาวนา 2ทิ โมธี 1:7 เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ความรัก และการบังคับตนเองให้แก่เรา (นั่นย่อมหมายถึงเราต้องฝึกคิด กล้าที่จะไม่กลัว และเมื่อมีการให้อธิษฐานตัดความสัมพันธ์ เอาความรู้สึกกลัวไปตรึงเสียที่กางเขน และท่อง ๆ ๆ ๆ พระสัญญาความจริงของพระเจ้า)

ยอมรับความจริงของพระเจ้ามากกว่าความรู้สึกหรือสถานการณ์ ท่องอ่าน 1เปโตร 5:7 จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย

ข้อคิด
ไดว คี ไอเซนฮาว กล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าไม่ยอมใช้คำว่า วิตกกังวลอย่างเด็ดขาด’
ผมจึงอยากจะหนุนใจให้กลัวอย่างหนึ่งคือ ขอให้สิ่งที่ท่านกลัว คือ การทำบาป อย่างอื่นไม่ต้องกลัว ผิดเริ่มใหม่ ล้มแล้วลุก คนเราคบกันอยู่ที่ใจ ไม่ได้ที่ผลงานหรือต้องพิสูจน์ในความรัก ขอให้ดำเนินด้วยความจริงใจไปอย่างธรรมชาติ เพราะทุกสิ่งต้องใช้เวลา

 

“ชีวิตของเราควรเชิดหน้า ต่อสู้กับพายุที่โหมกระหน่ำ ยิ้มเข้าไว้”

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Picture’s source: http://www.glamour.com/weddings/blogs/save-the-date/2010/09/5-common-family-wedding-dramas.html

ความกังวลและความกลัวความ ตอนที่ 2 อาการพื้นฐานของคนมีความกลัวมีอะไรบ้าง

1. มีบุคลิกที่จะพิสูจน์ตัวเองสูง กลัวจะไม่เป็นที่ยอมรับ หรือล้มเหลว เลยกลายเป็นคนที่สมบูรณ์แบบเลยก็ได้

2. เป็นคนประเภทมีความคิดซ้ายกับขวา หรือดำกับขาวเท่านั้น มีวิธีการเดียวในการแก้ปัญหา ซึ่งแท้จริงแล้วผมได้อ่านบทความคอลัมหนึ่งนานมาแล้ว และบันทึกไว้ว่า ความกังวล ความกลัวที่เกิดขึ้น แท้จริงแล้วอาจไม่มีอะไรเลย เพราะ

• 40% วิตกเรื่องที่ไม่มีวันเกิดขึ้น
• 35% เปลี่ยนแปลงได้
• 15% ดีกว่าที่คาดไว้
• 8% เรื่องจุกจิกไร้สาระ
• 2% กังวลเรื่องที่สมควร

3. ลักษณะนิสัยชอบจินตนาการหรือแต่งเดิม จนความกลัวปะทุมากกว่าเหตุการที่เป็นจริง

4. อาจเป็นคนแบกภาระหนักไปเลย เพราะกลัวจะล้มเหลว ไม่สำเร็จ ไม่เป็นที่ยอมรับ และทำให้ชีวิตตรึงเครียดไปโดยไม่รู้ตัว

Picture’s source: http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/article/183941. มีบุคลิกที่จะพิสูจน์ตัวเองสูง กลัวจะไม่เป็นที่ยอมรับ หรือล้มเหลว เลยกลายเป็นคนที่สมบูรณ์แบบเลยก็ได้

2. เป็นคนประเภทมีความคิดซ้ายกับขวา หรือดำกับขาวเท่านั้น มีวิธีการเดียวในการแก้ปัญหา ซึ่งแท้จริงแล้วผมได้อ่านบทความคอลัมหนึ่งนานมาแล้ว และบันทึกไว้ว่า ความกังวล ความกลัวที่เกิดขึ้น แท้จริงแล้วอาจไม่มีอะไรเลย เพราะ

• 40% วิตกเรื่องที่ไม่มีวันเกิดขึ้น
• 35% เปลี่ยนแปลงได้
• 15% ดีกว่าที่คาดไว้
• 8% เรื่องจุกจิกไร้สาระ
• 2% กังวลเรื่องที่สมควร

3. ลักษณะนิสัยชอบจินตนาการหรือแต่งเดิม จนความกลัวปะทุมากกว่าเหตุการที่เป็นจริง

4. อาจเป็นคนแบกภาระหนักไปเลย เพราะกลัวจะล้มเหลว ไม่สำเร็จ ไม่เป็นที่ยอมรับ และทำให้ชีวิตตรึงเครียดไปโดยไม่รู้ตัว

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Picture’s source: http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/article/18394

ความกังวลและความกลัว ตอนที่ 1 ระดับของความกลัว

เราแต่ละคนสามารถต่อสู้กับความกลัวได้ต่างกัน บางคนก็ฟันฝ่าได้อย่างง่ายดาย บางคนก็ฟันฝ่าด้วยความยากลำบากแสนเข็ญ

ความกลัวความกังวลในบางปัญหา เกิดจากสารอะดรีนาริน หรือไทรอยด์ ซึ่งเกิดจากการกินคาเฟอินมากเกินไป หรือการกินยาลดความอ้วน หรือผลข้างเคียงจากยาตัวอื่นๆ ซึ่งไปทำลายหูชั้นในและก่อสารเคมีที่ไม่สมดุลย์ในร่างกาย กรณีนี้ต้องไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทำบำบัดเยียวยาควรต้องพึ่งแพทย์ร่วมกับการทำการรักษาคู่กับจิตใจ

แท้จริงแล้ว ความกลัวมี 3 ระดับ
ระดับ 1 ความกลัวเรื่องทั่วไปเกี่ยวกับชีวิต

ระดับ 2 ความกลัวที่ปะทุขึ้นทันทีจากสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง จะมีอาการ ตัวเย็น สั่น ช็อค เวียนหัว เป็นลม ฯลฯ

ระดับ 3 ความกลัวแบบสับสน คือ เกิดอาการต่อเนื่องไม่ยอมหยุด

ระดับที่ 2 น่าจะต้องรับการบำบัดเยียวยาหากมีอาการทุกครั้ง และระดับที่ 3 อาจต้องพึ่งแพทย์ และช่วยเหลือด้วยยาควบคู่กันไป

Picture’s source: http://www.renutechsolutions.com/featured-articles/home-alone-survey-shows-scared-spouses/เราแต่ละคนสามารถต่อสู้กับความกลัวได้ต่างกัน บางคนก็ฟันฝ่าได้อย่างง่ายดาย บางคนก็ฟันฝ่าด้วยความยากลำบากแสนเข็ญ

ความกลัวความกังวลในบางปัญหา เกิดจากสารอะดรีนาริน หรือไทรอยด์ ซึ่งเกิดจากการกินคาเฟอินมากเกินไป หรือการกินยาลดความอ้วน หรือผลข้างเคียงจากยาตัวอื่นๆ ซึ่งไปทำลายหูชั้นในและก่อสารเคมีที่ไม่สมดุลย์ในร่างกาย กรณีนี้ต้องไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทำบำบัดเยียวยาควรต้องพึ่งแพทย์ร่วมกับการทำการรักษาคู่กับจิตใจ

แท้จริงแล้ว ความกลัวมี 3 ระดับ
ระดับ 1 ความกลัวเรื่องทั่วไปเกี่ยวกับชีวิต

ระดับ 2 ความกลัวที่ปะทุขึ้นทันทีจากสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง จะมีอาการ ตัวเย็น สั่น ช็อค เวียนหัว เป็นลม ฯลฯ

ระดับ 3 ความกลัวแบบสับสน คือ เกิดอาการต่อเนื่องไม่ยอมหยุด

ระดับที่ 2 น่าจะต้องรับการบำบัดเยียวยาหากมีอาการทุกครั้ง และระดับที่ 3 อาจต้องพึ่งแพทย์ และช่วยเหลือด้วยยาควบคู่กันไป

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Picture’s source: http://www.renutechsolutions.com/featured-articles/home-alone-survey-shows-scared-spouses/

การตัดสินผู้อื่น

“อย่ากล่าวโทษเขา เพื่อพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษท่าน เพราะว่าท่านทั้งหลายจะกล่าวโทษเขาอย่างไร พระเจ้าจะทรงกล่าวโทษท่านอย่างนั้น และท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด พระเจ้าจะได้ทรงตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น” (มธ.7:1-2)

การพิพากษา แตกต่างกับ การตัดสินอย่างไร? การพิพากษา เป็นการกล่าวถึงเรื่องที่เราไม่คำนึงเบื้องหน้าเบื้องหลัง และรวบรวมความผิดทั้งหมด ส่วนการตัดสิน คือ แทนที่จะตัดสิน การกระทำของคนนั้นกลับตัดสินคนนั้นครับ

“เราสามารถตัดสินเพื่อนของเราได้ ว่าเขาขับรถดีหรือไม่ดี เมื่อเรานั่งรถของเขา เราสามารถตัดสินความน่าเชื่อถือทางธุรกิจได้ เราตัดสินซึ่งกันและกันตลอดเวลาในแทบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ ความเป็นมิตร การคบหากัน การแข่งขัน การทำธุรกิจ การตัดสินที่มาจากหัวใจที่มีความเข้าใจและความรัก ความเห็นอกเห็นใจคนอื่นไม่ได้รวมอยู่ในกฎข้อนี้ เปาโลกล่าวว่า เราจะตัดสินโลกนี้ และแม้แต่ทูตสวรรค์ด้วย

แต่เมื่อเราตัดสินคนอื่นด้วยหัวใจที่ไม่บริสุทธิ์ การต่อว่า แช่งสาป โกรธ เกลียด อิจฉา หรือความแค้น เราก็นำตัวเราเข้าสู่กฎข้อนี้ทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินพ่อแม่ ด้วยหัวใจที่ไม่บริสุทธิ์ เป็นการไม่ให้เกียรติ ดังนั้น เราจึงตกอยู่ภายใต้กฎทั้งสองข้อพร้อม ๆ กัน และการตัดสินจะตกมาถึงเราเอง และชีวิตของเราก็จะไม่ได้ไปดีมาดี” (จากบทความของ John Sandford)

การตัดสิน เราควรตัดสินที่การกระทำ เช่นคุณทำงานไม่เสร็จเพราะอะไร แต่ไม่ใช่คุณทำอะไรไม่เคยสำเร็จเลย หรือ คุณเป็นคนทำงานไม่สำเร็จ เป้าหมายการตำหนิตอนนี้ ไม่ใช่งานที่ไม่เสร็จ แต่อยู่ที่คนไม่ดีแล้วครับ

กล่าวการตัดสินถึงอดีตและอนาคต พยากรณ์ว่าเขาจะทำอย่างนั้นอีก เพราะเขาทำไม่เสร็จครั้งนี้ ก็รวมการพิพากษาและการตัดสินไปด้วย อย่างบทความของจอห์นที่กล่าวว่า เขาตัดสินการประพฤติที่ลบจนเป็นนิสัยของเขา เราต้องระวังอย่าสินด้วยอารมณ์ อคติ จิตใจไม่บริสุทธิ์ และตัดสิ่งที่ดีออกไป กลายเป็นการตัดสินในแง่ลบ จะทำให้เรารับผลจากการตัดสินนั้น เพรา หลักความเชื่อของคริสตชนเชื่อว่าเราตัดสินผู้อื่นอย่างไร พระเจ้าก็จะตัดสินเราเช่นนั้น

ทั้งโลกหน้า โลกนี้ สิ่งที่เราจะได้รับ คือ หากเราตัดสินอย่างไม่ยุติธรรมและไม่บริสุทธิ์ใจ เราก็จะขาดมิตร และความศรัทธา ความเกรงใจ หรือ ยามเราผิดพลาด ผลที่เราจะได้รับคือคนที่มีชีวิตอยู่ก็จะตัดสินเราเช่นนั้น ดังที่เราตัดสินเขาด้วยความไม่ยุติธรรม แม้ทางด้านคริสตชนจะสอนให้ ทุกคนให้อภัยและยกโทษ ในทำนองเดียวกัน สวรรค์ยุติธรรม เพราะพระเจ้าทรงยุติธรรมแยกคนดีคนชั่ว แต่ละเรื่องแต่ละเหตุการณ์ เมื่อเหตุการณ์ของการตัดสินเกิดขึ้น กฎการเก็บเกี่ยวก็จะถูกนำมาใช้ในชีวิตของเราเช่นกัน เพราะไม่มีใคร หลีกพ้นกฎนี้ได้ คือ การตัดสิน อันยุติธรรมจากพระเจ้า

สิ่งเดียวที่จะช่วยเราได้คือ สารภาพบาปและกลับใจใหม่ เริ่มต้นชีวิตใหม่ เลิกตัดสินผู้อื่นด้วยใจอคติ อารมณ์และความไม่ยุติธรรม เพื่อพระเจ้าจะทรงประทานความยุติธรรมให้แก่ท่าน ยามที่มีผู้ตัดสินท่านอย่างไร้ความยุติธรรมครับ

สภษ 15:8 เครื่องสักการะบูชาของคนชั่วร้ายเป็นที่น่าเกลียดน่าชังแก่พระเจ้า แต่คำอธิษฐานของคนเที่ยงธรรมเป็นที่ปีติยินดีแก่พระองค์

สภษ15:29 พระเจ้าทรงอยู่ห่างไกลจากคนชั่วร้าย แต่พระองค์ทรงได้ยินคำอธิษฐานของคนชอบธรรม

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”


Picture’s source: www.ehow.com

“อย่ากล่าวโทษเขา เพื่อพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษท่าน เพราะว่าท่านทั้งหลายจะกล่าวโทษเขาอย่างไร พระเจ้าจะทรงกล่าวโทษท่านอย่างนั้น และท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด พระเจ้าจะได้ทรงตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น” (มธ.7:1-2)

การพิพากษา แตกต่างกับ การตัดสินอย่างไร? การพิพากษา เป็นการกล่าวถึงเรื่องที่เราไม่คำนึงเบื้องหน้าเบื้องหลัง และรวบรวมความผิดทั้งหมด ส่วนการตัดสิน คือ แทนที่จะตัดสิน การกระทำของคนนั้นกลับตัดสินคนนั้นครับ

“เราสามารถตัดสินเพื่อนของเราได้ ว่าเขาขับรถดีหรือไม่ดี เมื่อเรานั่งรถของเขา เราสามารถตัดสินความน่าเชื่อถือทางธุรกิจได้ เราตัดสินซึ่งกันและกันตลอดเวลาในแทบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ ความเป็นมิตร การคบหากัน การแข่งขัน การทำธุรกิจ การตัดสินที่มาจากหัวใจที่มีความเข้าใจและความรัก ความเห็นอกเห็นใจคนอื่นไม่ได้รวมอยู่ในกฎข้อนี้ เปาโลกล่าวว่า เราจะตัดสินโลกนี้ และแม้แต่ทูตสวรรค์ด้วย

แต่เมื่อเราตัดสินคนอื่นด้วยหัวใจที่ไม่บริสุทธิ์ การต่อว่า แช่งสาป โกรธ เกลียด อิจฉา หรือความแค้น เราก็นำตัวเราเข้าสู่กฎข้อนี้ทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินพ่อแม่ ด้วยหัวใจที่ไม่บริสุทธิ์ เป็นการไม่ให้เกียรติ ดังนั้น เราจึงตกอยู่ภายใต้กฎทั้งสองข้อพร้อม ๆ กัน และการตัดสินจะตกมาถึงเราเอง และชีวิตของเราก็จะไม่ได้ไปดีมาดี” (จากบทความของ John Sandford)

การตัดสิน เราควรตัดสินที่การกระทำ เช่นคุณทำงานไม่เสร็จเพราะอะไร แต่ไม่ใช่คุณทำอะไรไม่เคยสำเร็จเลย หรือ คุณเป็นคนทำงานไม่สำเร็จ เป้าหมายการตำหนิตอนนี้ ไม่ใช่งานที่ไม่เสร็จ แต่อยู่ที่คนไม่ดีแล้วครับ

กล่าวการตัดสินถึงอดีตและอนาคต พยากรณ์ว่าเขาจะทำอย่างนั้นอีก เพราะเขาทำไม่เสร็จครั้งนี้ ก็รวมการพิพากษาและการตัดสินไปด้วย อย่างบทความของจอห์นที่กล่าวว่า เขาตัดสินการประพฤติที่ลบจนเป็นนิสัยของเขา เราต้องระวังอย่าสินด้วยอารมณ์ อคติ จิตใจไม่บริสุทธิ์ และตัดสิ่งที่ดีออกไป กลายเป็นการตัดสินในแง่ลบ จะทำให้เรารับผลจากการตัดสินนั้น เพรา หลักความเชื่อของคริสตชนเชื่อว่าเราตัดสินผู้อื่นอย่างไร พระเจ้าก็จะตัดสินเราเช่นนั้น

ทั้งโลกหน้า โลกนี้ สิ่งที่เราจะได้รับ คือ หากเราตัดสินอย่างไม่ยุติธรรมและไม่บริสุทธิ์ใจ เราก็จะขาดมิตร และความศรัทธา ความเกรงใจ หรือ ยามเราผิดพลาด ผลที่เราจะได้รับคือคนที่มีชีวิตอยู่ก็จะตัดสินเราเช่นนั้น ดังที่เราตัดสินเขาด้วยความไม่ยุติธรรม แม้ทางด้านคริสตชนจะสอนให้ ทุกคนให้อภัยและยกโทษ ในทำนองเดียวกัน สวรรค์ยุติธรรม เพราะพระเจ้าทรงยุติธรรมแยกคนดีคนชั่ว แต่ละเรื่องแต่ละเหตุการณ์ เมื่อเหตุการณ์ของการตัดสินเกิดขึ้น กฎการเก็บเกี่ยวก็จะถูกนำมาใช้ในชีวิตของเราเช่นกัน เพราะไม่มีใคร หลีกพ้นกฎนี้ได้ คือ การตัดสิน อันยุติธรรมจากพระเจ้า

สิ่งเดียวที่จะช่วยเราได้คือ สารภาพบาปและกลับใจใหม่ เริ่มต้นชีวิตใหม่ เลิกตัดสินผู้อื่นด้วยใจอคติ อารมณ์และความไม่ยุติธรรม เพื่อพระเจ้าจะทรงประทานความยุติธรรมให้แก่ท่าน ยามที่มีผู้ตัดสินท่านอย่างไร้ความยุติธรรมครับ

สภษ 15:8 เครื่องสักการะบูชาของคนชั่วร้ายเป็นที่น่าเกลียดน่าชังแก่พระเจ้า แต่คำอธิษฐานของคนเที่ยงธรรมเป็นที่ปีติยินดีแก่พระองค์

สภษ15:29 พระเจ้าทรงอยู่ห่างไกลจากคนชั่วร้าย แต่พระองค์ทรงได้ยินคำอธิษฐานของคนชอบธรรม

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”


เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล
Picture’s source: www.ehow.com

การพิพากษาผู้อื่น

การพิพากษา แตกต่างกับ การตัดสินอย่างไร? การพิพากษา เป็นการกล่าวถึงเรื่องที่เราไม่คำนึงเบื้องหน้าเบื้องหลัง และรวบรวมความผิดทั้งหมด  ส่วนการตัดสิน คือ แทนที่จะตัดสิน การกระทำของคนนั้นกลับตัดสินคนนั้นครับ

ตอนนี้เรามาดูการพิพากษาก่อนนะครับ  อยากจะยกเหตุการณ์ง่ายๆ  เมื่อเราเห็นนายเอ คุยกันในห้อง เราตำหนินายเอว่า ทำไมคุณเอคุยกันในห้องทุกครั้งเลย เวลาเข้ามาในชั้นเรียนและครั้งที่แล้วคุณเอก็เดินเข้าห้องผิดและทำแบนี้มาตลอด จุดนี้เราจะเห็นชัดว่า คุณเอถูกพิพากษา คือแทนที่เขาจะถูกพิพากาการกระทำครั้งนั้นที่มาสายครั้งเดียว แต่เขาถูกตัดสินว่าคุณทำไมมาสายเป็นทุกครั้ง และรวมความผิดครั้งก่อนๆที่ผ่านมาด้วย มันเกินความจริงที่เป็นขณะนั้น เหมือนการที่คุณเอทำผิดครั้งนั้นเป็นความผิดใหญ่หลวงมาก

มันผิดยังไงที่ไปตัดสินคุณเอแบบนั้น?  ทำไมหรือครับ? เพราะว่าความผิดพลาดในอดีตของคุณเอ เขาอาจจะกลับใจ เสียใจในสิ่งพลาดไปแล้ว เขาอาจสารภาพความผิดนั้นกับคนที่เกี่ยวข้องไปแล้วก็ได้ ทำไมเราเอาสิ่งนั้นมาพิพากษาเขาอีกครั้ง  เราไม่ใช่พระเจ้าที่จะไปตัดสินเขาในอดีต เพราะนั่นเป็นเรื่องของพระเจ้า

เราไม่ควรพิพากษา กล่าวโทษ  สิ่งที่เขาทำโดยที่ไม่ทราบเบื้องหลังของเรื่องที่ผ่านมาแล้ว
ปัจจัยหลายด้านที่เขาประพฤติแบบนั้น ในเวลานั้นก็สำคัญ มันเป็นองค์ประกอบที่บ่งบอกว่าอะไรที่เขากระทำเช่นนั้น  สาเหตุอะไร ปัจจัยจากเวลา คน สถานที่ เราไม่ได้ถามสาเหตุเลย ว่าทำไมเขาจึงประพฤติแบบนี้ในครั้งนี้ เราอย่ารีบด่วนสรุปเลยครับ เราต้องระวังคำพูด “เธอก็ทำแบบนี้ประจำแหละ!” หรือ คำพูดที่ว่า “เมื่อก่อนเธอก็ทำแบบนี้”  ลองคิดดูสิครับหากท่านทำผิดพลาดบางอย่าง  มีคนตำหนิท่าน พิพากษาท่าน โดยเหมาเอาว่าท่านทำเป็นประจำและ เอาความผิดพลาดในอดีตของท่านมารวมด้วย ท่านจะแย่แค่ไหน มันดูเหมือนทำผิดครั้งนั้น เหมือนผิดมากตลอดเลย  นี่เองผลร้ายของคำพิพากษา ถูกหรือผิด โดยไม่ได้เป็นหน้าที่ของเราครับ มันเป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องด้วย และแม้ผู้เกี่ยวข้องโดยตรงก็ต้องยังมีองค์ประกอบในการกล่าวการตักเตือน วิจารณ์ในพื้นฐานเรื่องนั้นเรื่องเดียว เวลานั้น และองค์ประกอบหลายปัจจัย เพื่อผู้นั้นจะไม่ท้อใจจนเกินไปเมื่อผิดพลาดอีก “เหตุฉะนั้น  มนุษย์เอ๋ย  ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร  เมื่อท่านกล่าวโทษผู้อื่นนั้น ท่านไม่มีข้อแก้ตัวเลย  เพราะเมื่อท่านกล่าวโทษผู้อื่น ท่านก็ได้กล่าวโทษตัวเองด้วย เพราะว่าท่านที่กล่าวโทษเขา ก็ยังประพฤติอยู่อย่างเดียวกับเขา” (รม.2:1) ผมพบว่านี่เป็นกฏอย่างหนึ่ง ที่เมื่อใครก็ตามตัดสินคนอื่น เขาก็มักจะต้องทำในสิ่งเดียวกัน

ทำไมล่ะ? เพราะความเชื่อของคริสตชน เราเชื่อว่าหากเราพิพากษาผู้อื่นโดยไม่เป็นธรรม พระเจ้าก็จะทรงพิพากษาเราเช่นกัน ดังนั้นจงอยู่ด้วยกันด้วยความรัก หากจับผู้ใดทำผิด จงช่วยผู้นั้นด้วยความถ่อมใจ เกรงว่าวันหนึ่งเราจะอ่อนแอและทำผิดพลาดแบบนั้นเช่นกัน ตอนนั้นแหละใครจะช่วยและอยู่ฝ่ายเรา หากเราไม่เมตตาต่อผู้อื่นและให้ความเมตตาต่อผู้อื่นก่อน

กาลาเทีย 6:1-5 “ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย แม้จับผู้ใดที่ละเมิดประการใดได้ ท่านซึ่งอยู่ฝ่ายพระวิญญาณ จงช่วยผู้นั้นด้วยใจอ่อนสุภาพให้เขากลับตั้งตัวใหม่ โดยคิดถึงตัวเอง เกรงว่าท่านจะถูกชักจูงให้หลงไปด้วย จงช่วยรับภาระของกันและกัน ท่านจึงจะได้ปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระคริสต์  เพราะว่าถ้าผู้ใดถือตัวว่าเป็นคนสำคัญทั้งๆ ที่เขาไม่สำคัญอะไรเลย ผู้นั้นก็หลอกตัวเอง ทุกคนจงสำรวจการกระทำของตนเอง  จึงจะมีอะไรๆ ที่จะอวดได้ในตัวไม่ใช่เปรียบกับผู้อื่น เพราะว่าทุกคนต้องรับภาระของตัวเอง”

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: http://www.joystickdivision.com/2009/11/judge_plays_sick_to_play_modern_warfare_2.php


การพิพากษา แตกต่างกับ การตัดสินอย่างไร? การพิพากษา เป็นการกล่าวถึงเรื่องที่เราไม่คำนึงเบื้องหน้าเบื้องหลัง และรวบรวมความผิดทั้งหมด  ส่วนการตัดสิน คือ แทนที่จะตัดสิน การกระทำของคนนั้นกลับตัดสินคนนั้นครับ

ตอนนี้เรามาดูการพิพากษาก่อนนะครับ  อยากจะยกเหตุการณ์ง่ายๆ  เมื่อเราเห็นนายเอ คุยกันในห้อง เราตำหนินายเอว่า ทำไมคุณเอคุยกันในห้องทุกครั้งเลย เวลาเข้ามาในชั้นเรียนและครั้งที่แล้วคุณเอก็เดินเข้าห้องผิดและทำแบนี้มาตลอด จุดนี้เราจะเห็นชัดว่า คุณเอถูกพิพากษา คือแทนที่เขาจะถูกพิพากาการกระทำครั้งนั้นที่มาสายครั้งเดียว แต่เขาถูกตัดสินว่าคุณทำไมมาสายเป็นทุกครั้ง และรวมความผิดครั้งก่อนๆที่ผ่านมาด้วย มันเกินความจริงที่เป็นขณะนั้น เหมือนการที่คุณเอทำผิดครั้งนั้นเป็นความผิดใหญ่หลวงมาก

มันผิดยังไงที่ไปตัดสินคุณเอแบบนั้น?  ทำไมหรือครับ? เพราะว่าความผิดพลาดในอดีตของคุณเอ เขาอาจจะกลับใจ เสียใจในสิ่งพลาดไปแล้ว เขาอาจสารภาพความผิดนั้นกับคนที่เกี่ยวข้องไปแล้วก็ได้ ทำไมเราเอาสิ่งนั้นมาพิพากษาเขาอีกครั้ง  เราไม่ใช่พระเจ้าที่จะไปตัดสินเขาในอดีต เพราะนั่นเป็นเรื่องของพระเจ้า

เราไม่ควรพิพากษา กล่าวโทษ  สิ่งที่เขาทำโดยที่ไม่ทราบเบื้องหลังของเรื่องที่ผ่านมาแล้ว
ปัจจัยหลายด้านที่เขาประพฤติแบบนั้น ในเวลานั้นก็สำคัญ มันเป็นองค์ประกอบที่บ่งบอกว่าอะไรที่เขากระทำเช่นนั้น  สาเหตุอะไร ปัจจัยจากเวลา คน สถานที่ เราไม่ได้ถามสาเหตุเลย ว่าทำไมเขาจึงประพฤติแบบนี้ในครั้งนี้ เราอย่ารีบด่วนสรุปเลยครับ เราต้องระวังคำพูด “เธอก็ทำแบบนี้ประจำแหละ!” หรือ คำพูดที่ว่า “เมื่อก่อนเธอก็ทำแบบนี้”  ลองคิดดูสิครับหากท่านทำผิดพลาดบางอย่าง  มีคนตำหนิท่าน พิพากษาท่าน โดยเหมาเอาว่าท่านทำเป็นประจำและ เอาความผิดพลาดในอดีตของท่านมารวมด้วย ท่านจะแย่แค่ไหน มันดูเหมือนทำผิดครั้งนั้น เหมือนผิดมากตลอดเลย  นี่เองผลร้ายของคำพิพากษา ถูกหรือผิด โดยไม่ได้เป็นหน้าที่ของเราครับ มันเป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องด้วย และแม้ผู้เกี่ยวข้องโดยตรงก็ต้องยังมีองค์ประกอบในการกล่าวการตักเตือน วิจารณ์ในพื้นฐานเรื่องนั้นเรื่องเดียว เวลานั้น และองค์ประกอบหลายปัจจัย เพื่อผู้นั้นจะไม่ท้อใจจนเกินไปเมื่อผิดพลาดอีก “เหตุฉะนั้น  มนุษย์เอ๋ย  ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร  เมื่อท่านกล่าวโทษผู้อื่นนั้น ท่านไม่มีข้อแก้ตัวเลย  เพราะเมื่อท่านกล่าวโทษผู้อื่น ท่านก็ได้กล่าวโทษตัวเองด้วย เพราะว่าท่านที่กล่าวโทษเขา ก็ยังประพฤติอยู่อย่างเดียวกับเขา” (รม.2:1) ผมพบว่านี่เป็นกฏอย่างหนึ่ง ที่เมื่อใครก็ตามตัดสินคนอื่น เขาก็มักจะต้องทำในสิ่งเดียวกัน

ทำไมล่ะ? เพราะความเชื่อของคริสตชน เราเชื่อว่าหากเราพิพากษาผู้อื่นโดยไม่เป็นธรรม พระเจ้าก็จะทรงพิพากษาเราเช่นกัน ดังนั้นจงอยู่ด้วยกันด้วยความรัก หากจับผู้ใดทำผิด จงช่วยผู้นั้นด้วยความถ่อมใจ เกรงว่าวันหนึ่งเราจะอ่อนแอและทำผิดพลาดแบบนั้นเช่นกัน ตอนนั้นแหละใครจะช่วยและอยู่ฝ่ายเรา หากเราไม่เมตตาต่อผู้อื่นและให้ความเมตตาต่อผู้อื่นก่อน

กาลาเทีย 6:1-5 “ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย แม้จับผู้ใดที่ละเมิดประการใดได้ ท่านซึ่งอยู่ฝ่ายพระวิญญาณ จงช่วยผู้นั้นด้วยใจอ่อนสุภาพให้เขากลับตั้งตัวใหม่ โดยคิดถึงตัวเอง เกรงว่าท่านจะถูกชักจูงให้หลงไปด้วย จงช่วยรับภาระของกันและกัน ท่านจึงจะได้ปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระคริสต์  เพราะว่าถ้าผู้ใดถือตัวว่าเป็นคนสำคัญทั้งๆ ที่เขาไม่สำคัญอะไรเลย ผู้นั้นก็หลอกตัวเอง ทุกคนจงสำรวจการกระทำของตนเอง  จึงจะมีอะไรๆ ที่จะอวดได้ในตัวไม่ใช่เปรียบกับผู้อื่น เพราะว่าทุกคนต้องรับภาระของตัวเอง”

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: http://www.joystickdivision.com/2009/11/judge_plays_sick_to_play_modern_warfare_2.php


อยากหว่านแต่สิ่งดีๆต้องมีค่านิยมหรือปรัชญาการดำเนินชีวิตที่ดี

“อย่าหลงเลย ท่านจะหลอกลวงพระเจ้าไม่ได้ เพราะว่าผู้ใดหว่านอะไรลง ก็จะเกี่ยวเก็บสิ่งนั้น” (กท.6:7) ไม่มีข้อยกเว้น กฏก็คือกฏ ถ้าเราหว่านสิ่งที่ดี เราก็จะได้เก็บเกี่ยวพระพร และถ้าเราหว่านความชั่วร้าย เราก็ต้องเก็บเกี่ยวความเจ็บปวด

หลายคนมักถามว่าทำไมเขาทำผิดต่อเรา แต่ไม่เห็นเป็นอะไรเลย เราต้องเข้าใจก่อนว่า เมื่อเขาทำอะไรเรานั่นมันก็เพราะว่ามันเป็นการหว่าน ยังไม่เจริญเติบโต เขาเพียงหว่านเมล็ดลงไปในการกระทำ กว่าจะแตกกลายเป็นรากและเป็นต้น และต่อมาวันหนึ่งมันโตขึ้นเกิดผล ก็เป็นเวลาที่เขาต้องเก็บเกี่ยวเช่นกัน

ดังนั้น เราต้องคำนึงว่า ยามมีปัญหาเกิดขึ้น เราต้องถามว่านี่เป็นการเก็บเกี่ยวเก็บที่เราเคยหว่านหรือ  เป็นการทดสอบชีวิตที่ต้องอดทน เพื่อเกิดผลอันดีที่จะพิสูจน์ตัวจริงของเรา เหมือนทองจะถูกทดสอบว่าเป็นของจริงหรือไม่ต้องถูกทดสอบด้วยไฟ   ในยามถูกทดสอบนั้น เมื่อเราเผชิญปัญหาและความทุกยากลำบากนั้น เราจะได้สารภาพบาปหรือขอบคุณพระเจ้า

แทนที่เราจะโทษคนอื่น เราคสรมาสำรวจจิตใจ และการกระทำของเราเองดีกว่าเพื่อป้องกันการโทษคนอื่น โดยไม่สำรวจว่าเราเคยหว่านอะไรลงไป เช่นเราเคยดูถูกเขาคนนั้นหรือไม่ช่วยเหลือ ยามเขายากลำบาก วันนี้เหตุการณ์คล้ายกันนี้เกิดขึ้นกับเรา เราก็ถูกกระทำเช่นนั้นเหมือนกัน เราควรจะขอบคุณในเหตุการณ์ตอนนี้เพื่อจะได้เปลี่ยนท่าที กลับใจไหม่ และสารภาพบาปที่เราได้เคยได้ทำแบบนั้นไป จะได้ รีบแก้ตัวใหม่ แบบนี้พระเจ้าทรงชอบและทรงอวยพรครับ หรือเราสำรวจจิตใจแล้วว่าเราไม่เคยทำผิดเบบนี้กับใคร ใช่มันคือการทดสอบ เราต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า การทดลอง นำเราไปสู่การล้มลง แต่การทดสอบมีเพื่อจะเช็คสภาพความเชื่อ ความเป็นผู้ไหญ่ ความสามารถของเรา ว่าเราจะเผชิญสิ่งนี้ได้หรือไม่ และขอให้ท่านผ่านการทดสอบให้ได้นะครับ

ค่านิยมใหม่ของเรา คือทำดี ไม่มีใครต้องเห็น ไม่สนใจว่าเขาจะตอบแทนเราอย่างไร แต่เราจะทำดี ต่อเขา เพราะเป็นนิสัยเป็นชีวิต เป็นค่านิยมของเรา เพราะเชื่อในกฎการหว่าน ว่าหากเราหว่ายสิ่งที่ดี แม้คนนั้นจะตอบแทนร้าย แต่พระเจ้าก็จะชดเชยให้แก่เรา ตอบแทนเราเพราะเราทำดีให้พระเจ้า เพื่อพระเจ้าจะทรงตอบแทน ไม่ใช่เพราะเราทำดีเฉพาะคนนั้นเท่านั้น

การทำดีเป็นค่านิยม การเริ่มทำดีก่อน การตอบแทนด้วยการดี การกระทำเหล่านี้ควรเป็นค่านิยม ใหม่ของเราผู้เป็นคริสตชน เพราะไม่มีการหว่านใดที่ไม่มีการเก็บเกี่ยวดังนั้น เราจะเกี่ยวเก็บสิ่งดีหรือไม่ดี อยู่ที่การกระทำของเราในวันนี้ครับ

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: http://qingqingsweet.blogspot.com/2011/05/help-me.html

 

 

 



 

“อย่าหลงเลย ท่านจะหลอกลวงพระเจ้าไม่ได้ เพราะว่าผู้ใดหว่านอะไรลง ก็จะเกี่ยวเก็บสิ่งนั้น” (กท.6:7) ไม่มีข้อยกเว้น กฏก็คือกฏ ถ้าเราหว่านสิ่งที่ดี เราก็จะได้เก็บเกี่ยวพระพร และถ้าเราหว่านความชั่วร้าย เราก็ต้องเก็บเกี่ยวความเจ็บปวด

หลายคนมักถามว่าทำไมเขาทำผิดต่อเรา แต่ไม่เห็นเป็นอะไรเลย เราต้องเข้าใจก่อนว่า เมื่อเขาทำอะไรเรานั่นมันก็เพราะว่ามันเป็นการหว่าน ยังไม่เจริญเติบโต เขาเพียงหว่านเมล็ดลงไปในการกระทำ กว่าจะแตกกลายเป็นรากและเป็นต้น และต่อมาวันหนึ่งมันโตขึ้นเกิดผล ก็เป็นเวลาที่เขาต้องเก็บเกี่ยวเช่นกัน

ดังนั้น เราต้องคำนึงว่า ยามมีปัญหาเกิดขึ้น เราต้องถามว่านี่เป็นการเก็บเกี่ยวเก็บที่เราเคยหว่านหรือ  เป็นการทดสอบชีวิตที่ต้องอดทน เพื่อเกิดผลอันดีที่จะพิสูจน์ตัวจริงของเรา เหมือนทองจะถูกทดสอบว่าเป็นของจริงหรือไม่ต้องถูกทดสอบด้วยไฟ   ในยามถูกทดสอบนั้น เมื่อเราเผชิญปัญหาและความทุกยากลำบากนั้น เราจะได้สารภาพบาปหรือขอบคุณพระเจ้า

แทนที่เราจะโทษคนอื่น เราคสรมาสำรวจจิตใจ และการกระทำของเราเองดีกว่าเพื่อป้องกันการโทษคนอื่น โดยไม่สำรวจว่าเราเคยหว่านอะไรลงไป เช่นเราเคยดูถูกเขาคนนั้นหรือไม่ช่วยเหลือ ยามเขายากลำบาก วันนี้เหตุการณ์คล้ายกันนี้เกิดขึ้นกับเรา เราก็ถูกกระทำเช่นนั้นเหมือนกัน เราควรจะขอบคุณในเหตุการณ์ตอนนี้เพื่อจะได้เปลี่ยนท่าที กลับใจไหม่ และสารภาพบาปที่เราได้เคยได้ทำแบบนั้นไป จะได้ รีบแก้ตัวใหม่ แบบนี้พระเจ้าทรงชอบและทรงอวยพรครับ หรือเราสำรวจจิตใจแล้วว่าเราไม่เคยทำผิดเบบนี้กับใคร ใช่มันคือการทดสอบ เราต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า การทดลอง นำเราไปสู่การล้มลง แต่การทดสอบมีเพื่อจะเช็คสภาพความเชื่อ ความเป็นผู้ไหญ่ ความสามารถของเรา ว่าเราจะเผชิญสิ่งนี้ได้หรือไม่ และขอให้ท่านผ่านการทดสอบให้ได้นะครับ

ค่านิยมใหม่ของเรา คือทำดี ไม่มีใครต้องเห็น ไม่สนใจว่าเขาจะตอบแทนเราอย่างไร แต่เราจะทำดี ต่อเขา เพราะเป็นนิสัยเป็นชีวิต เป็นค่านิยมของเรา เพราะเชื่อในกฎการหว่าน ว่าหากเราหว่ายสิ่งที่ดี แม้คนนั้นจะตอบแทนร้าย แต่พระเจ้าก็จะชดเชยให้แก่เรา ตอบแทนเราเพราะเราทำดีให้พระเจ้า เพื่อพระเจ้าจะทรงตอบแทน ไม่ใช่เพราะเราทำดีเฉพาะคนนั้นเท่านั้น

การทำดีเป็นค่านิยม การเริ่มทำดีก่อน การตอบแทนด้วยการดี การกระทำเหล่านี้ควรเป็นค่านิยม ใหม่ของเราผู้เป็นคริสตชน เพราะไม่มีการหว่านใดที่ไม่มีการเก็บเกี่ยวดังนั้น เราจะเกี่ยวเก็บสิ่งดีหรือไม่ดี อยู่ที่การกระทำของเราในวันนี้ครับ

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: http://qingqingsweet.blogspot.com/2011/05/help-me.html

 

 

 

 

การหว่านและการเก็บเกี่ยว

สิ่งที่เป็นผลของนิสัยทุกวันนี้ คือรากของมันเหมือน ต้นไม้เมื่อมีผมย่อมบอกให้รู้ว่าต้นไม้นี้มีราก   พระคริสต์ทรงสอน ต้นไม้ดีผลย่อมดี ต้นไม้เลวผลก็เลวด้วย ยามเราพบปัญหาต้องถามว่า พระเจ้าให้เราเก็บเกี่ยวผลที่เราเคยหว่าน จนตอนนี้สิ่งนั้นกลายเป็นรากและเป็นต้นที่สร้างผล ที่เรากำลังรับหรือไม่

มีหญิงคนหนึ่งผู้เขียนหนังสือมากมายเกี่ยวกับการบำบัดเยียวยา หญิงผู้นี้คือจอช์ย เมย์เยออ์ เธอตั้งครรภ์ ปลากฎว่าลูกคนที่สี่คลอดลำบากมาก เธอมีอาการอยากอาเจียน เวียนศรีษะ วันหนึ่งเธอนอนที่โซฟา และอธิษฐายต่อพระเจ้า จนพระองค์สำแดงว่าเมื่อสองปีก่อนเธอตำหนินักเรียนที่ท้องในเช้าวันอาทิตย์วันหนึ่งว่าที่นักเรียนคนนี้ที่ท้องขาดเรียนเพราะไม่รักพระเจ้า เรื่องอาการวิงเวียน ปวดหัว อยากอาเจียนก็เป็นเพียงแค่เป็นข้ออ้าง แต่วันนี้เมื่อเธอท้อง สิ่งที่เธอเคยตำหนินักเรียนเช้าวันอาทิตย์ของเธอนั้นกลับมาสู่ตัวเธอเอง

ปัญหาทุกอย่างเกิดจากราก เมื่อมีรากและส่งผลออกมา 3 ทาง

1) การละเมิดทางร่างกาย

2) การละะมิดทางอารมณ์

3) การละเมิดทางคำพูด

การแก้คือแก้ที่ราก เราควรแก้ที่รากโดยการตัดรากทิ้ง แต่ไม่ใช่ตัดผล เพราะมันยังมีรากและมันก็ยังเกิดผลอออกมาอีกได้ ตัวอย่างง่ายๆ เช่น มีเสี้ยนอยู่ในมือ คือรากมันตำเราและเราเจ็บคือ ผลเราต้องเอาเสี้ยนออกไม่ใช่แค่ใส่ยาแล้วก็จะหาย

เชื้อ วัชพืช ต้นหญ้าวัชพืชต้องตัดถอนออก แต่ไม่ใช่แค่ตัดหญ้าเท่านั้น เพราะแม้ตัดหญ้า แต่วัชพืชยังคงอยู่ต่อไป บางครั้งเราใส่ปุ๋ยเติมเข้าไป วัชพืชของเราก็เจริญเติบโตขึ้น วัชพืชก็เช่นสิ่งที่พูด สิ่งที่คิด สิ่งที่เก็บเอามาไว้ในใจ (โดยการมอง ฟัง สถานที่ไป คนที่พูด)

การหว่านและเกี่ยว กท 6:7 “อย่าหลงเลย  ท่านจะหลอกลวงพระเจ้าไม่ได้ เพราะว่าผู้ใดหว่านอะไรลง  ก็จะเกี่ยวเก็บสิ่งนั้น”

การหว่านเก็บเกี่ยวเกิดขึ้นเป็นประจำและเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นวันนี้ว่าเราเลือกที่จะหว่านอะไร

การหว่านคำพูด หว่านการกระทำ   หว่านความคิด เราก็จะเก็บเกี่ยวสิ่งต่างๆในนั้นตามที่เราหว่าน หากไม่อยากมีบาดแผลก็อย่าหว่านสิ่งไม่ควรหว่าน ไม่อยากเก็บเกี่ยวสิ่งใดก็อย่าหว่านสิ่งนั้น

เราควรหว่านสิ่งที่ดี

  • ความมีคุณธรรม
  • เชื่อฟังเจ้านาย บิดามารดา สามี
  • สะสมพระคำ คำสอนที่ดีไว้ในใจ
  • บริหารดูแลการเงินและเวลาให้ดีไม่เบียดเบียนใคร รู้จักอดออมสะสม ท่านจะเป็นคนไห้ยืมไม่ใช่ขอยืม

ชีวิตที่มีความบริสุทธิ์คือการแยกตัวจากสิ่งชั่วร้าย ผิดศิลธรรม จากการนินทาว่าร้าย คิดร้ายต่อผู้อื่น

ถ้าท่านไม่หว่ายสิ่งเหล่านี้ ชีวิตท่านก็จะเก็บเกี่ยว ความสงบ สันติสุข ความยินดีอย่างแน่นนอน  เพราะท่านมองโลกด้วบความจริง ถูกต้อง พระเจ้ายุติธรรม เราจะมีความสุขกับกลุ่มคนที่เราอยู่ด้วย เพราะท่าน คิดดี พูดดี ใจดี ท่านก็จะน่ารักในสายตาคนทั้งหลาย ไม่มีพิษไม่มีภัย ไม่มีอันตรายใดๆมาย่างกราย คนรอบข้างก็อยากปกป้อง อยากเข้าใกล้ เพราะท่านมีชีวิตที่ดี เพราะท่านหว่านสิ่งที่ดีแล้วครับ

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: http://www.freecdtracts.com/map/distributorsAfrica.htm

 

สิ่งที่เป็นผลของนิสัยทุกวันนี้ คือรากของมันเหมือน ต้นไม้เมื่อมีผมย่อมบอกให้รู้ว่าต้นไม้นี้มีราก   พระคริสต์ทรงสอน ต้นไม้ดีผลย่อมดี ต้นไม้เลวผลก็เลวด้วย ยามเราพบปัญหาต้องถามว่า พระเจ้าให้เราเก็บเกี่ยวผลที่เราเคยหว่าน จนตอนนี้สิ่งนั้นกลายเป็นรากและเป็นต้นที่สร้างผล ที่เรากำลังรับหรือไม่

มีหญิงคนหนึ่งผู้เขียนหนังสือมากมายเกี่ยวกับการบำบัดเยียวยา หญิงผู้นี้คือจอช์ย เมย์เยออ์ เธอตั้งครรภ์ ปลากฎว่าลูกคนที่สี่คลอดลำบากมาก เธอมีอาการอยากอาเจียน เวียนศรีษะ วันหนึ่งเธอนอนที่โซฟา และอธิษฐายต่อพระเจ้า จนพระองค์สำแดงว่าเมื่อสองปีก่อนเธอตำหนินักเรียนที่ท้องในเช้าวันอาทิตย์วันหนึ่งว่าที่นักเรียนคนนี้ที่ท้องขาดเรียนเพราะไม่รักพระเจ้า เรื่องอาการวิงเวียน ปวดหัว อยากอาเจียนก็เป็นเพียงแค่เป็นข้ออ้าง แต่วันนี้เมื่อเธอท้อง สิ่งที่เธอเคยตำหนินักเรียนเช้าวันอาทิตย์ของเธอนั้นกลับมาสู่ตัวเธอเอง

ปัญหาทุกอย่างเกิดจากราก เมื่อมีรากและส่งผลออกมา 3 ทาง

1) การละเมิดทางร่างกาย

2) การละะมิดทางอารมณ์

3) การละเมิดทางคำพูด

การแก้คือแก้ที่ราก เราควรแก้ที่รากโดยการตัดรากทิ้ง แต่ไม่ใช่ตัดผล เพราะมันยังมีรากและมันก็ยังเกิดผลอออกมาอีกได้ ตัวอย่างง่ายๆ เช่น มีเสี้ยนอยู่ในมือ คือรากมันตำเราและเราเจ็บคือ ผลเราต้องเอาเสี้ยนออกไม่ใช่แค่ใส่ยาแล้วก็จะหาย

เชื้อ วัชพืช ต้นหญ้าวัชพืชต้องตัดถอนออก แต่ไม่ใช่แค่ตัดหญ้าเท่านั้น เพราะแม้ตัดหญ้า แต่วัชพืชยังคงอยู่ต่อไป บางครั้งเราใส่ปุ๋ยเติมเข้าไป วัชพืชของเราก็เจริญเติบโตขึ้น วัชพืชก็เช่นสิ่งที่พูด สิ่งที่คิด สิ่งที่เก็บเอามาไว้ในใจ (โดยการมอง ฟัง สถานที่ไป คนที่พูด)

การหว่านและเกี่ยว กท 6:7 “อย่าหลงเลย  ท่านจะหลอกลวงพระเจ้าไม่ได้ เพราะว่าผู้ใดหว่านอะไรลง  ก็จะเกี่ยวเก็บสิ่งนั้น”

การหว่านเก็บเกี่ยวเกิดขึ้นเป็นประจำและเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นวันนี้ว่าเราเลือกที่จะหว่านอะไร

การหว่านคำพูด หว่านการกระทำ   หว่านความคิด เราก็จะเก็บเกี่ยวสิ่งต่างๆในนั้นตามที่เราหว่าน หากไม่อยากมีบาดแผลก็อย่าหว่านสิ่งไม่ควรหว่าน ไม่อยากเก็บเกี่ยวสิ่งใดก็อย่าหว่านสิ่งนั้น

เราควรหว่านสิ่งที่ดี

  • ความมีคุณธรรม
  • เชื่อฟังเจ้านาย บิดามารดา สามี
  • สะสมพระคำ คำสอนที่ดีไว้ในใจ
  • บริหารดูแลการเงินและเวลาให้ดีไม่เบียดเบียนใคร รู้จักอดออมสะสม ท่านจะเป็นคนไห้ยืมไม่ใช่ขอยืม

ชีวิตที่มีความบริสุทธิ์คือการแยกตัวจากสิ่งชั่วร้าย ผิดศิลธรรม จากการนินทาว่าร้าย คิดร้ายต่อผู้อื่น

ถ้าท่านไม่หว่ายสิ่งเหล่านี้ ชีวิตท่านก็จะเก็บเกี่ยว ความสงบ สันติสุข ความยินดีอย่างแน่นนอน  เพราะท่านมองโลกด้วบความจริง ถูกต้อง พระเจ้ายุติธรรม เราจะมีความสุขกับกลุ่มคนที่เราอยู่ด้วย เพราะท่าน คิดดี พูดดี ใจดี ท่านก็จะน่ารักในสายตาคนทั้งหลาย ไม่มีพิษไม่มีภัย ไม่มีอันตรายใดๆมาย่างกราย คนรอบข้างก็อยากปกป้อง อยากเข้าใกล้ เพราะท่านมีชีวิตที่ดี เพราะท่านหว่านสิ่งที่ดีแล้วครับ

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: http://www.freecdtracts.com/map/distributorsAfrica.htm

 

 

รากของบาดแผลที่เกิดขึ้นมากที่สุดคือการไม่ให้เกียรติบิดามารดา

จากการให้คำปรึกษาและการสรุปที่มาของบาดแผลและความเจ็บปวดของคนเอเชีย  ผมรู้สึกว่าปัญหาที่เราพบส่วนใหญ่คือมาจากรากของบิดามารดา

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า บิดา-มารดาย่อมได้เกียรติในครอบครัวอยู่เสมอ และถ้าสถาบันครอบครัวแข็งแรงสังคมก็เข้มแข็ง พระเจ้าทรงให้บิดา-มารดาเป็นผู้นำในตำแหน่งทรัพยากรมนุษย์ของสังคม ใครทำลายครอบครัวคนนั้นทำลายตนเอง

ทุกศาสนา ทุกคำสอน ที่เราหลีกไม่ได้คือการไห้เกียรติบิดามารดา โดยเฉพาะคริสตชน หลักการข้อแรกมาจากพระคัมภีร์เดิม หนึ่งเดียวในบัญญัติสิบประการที่มีพระสัญญาข้อหนึ่ง คือ “จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า …..เพื่อเจ้าจะมีชีวิตยืนนาน และเจ้าจะไปดีมาดีในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าประทานให้แก่เจ้า” (ฉธบ 5:16)

นี่เป็นหลักการที่เป็นความจริงอย่างยิ่ง ไม่ว่าในแง่มุมใดในชีวิตเรา เมื่อเราได้ให้เกียรติแก่บิดามารดาของเรา เราจะไปดีมาดี

ทำไมเรื่องนี้จึงกล่าวได้ว่า เป็นสาเหตุของรากของบาดแผลครับ เพราะคำแช่งสาปไงครับ ทุกศาสนาสอนชัดว่าผู้ไม่ให้เกียรติบิดามารดาไม่มีใครไปดีมาดีหรอกครับ  และคนที่มีปัญหากับพ่อแม่จะมีความสุขอย่างไรได้  สิ่งที่ตามมาคือ ความขมขื่น ความโกรธ ความเกลียด พ่อแม่ท่านอาจจะไม่ได้ทำผิด แต่เราเข้าใจผิด หรือเราทำตัวไม่ดี ไม่ให้เกียรติท่าน ลบลู่ท่าน ไม่ดูแลท่าน

การให้เกียรติคือการเชื่อฟัง พยายามให้ความเคารพนับถือ รักและให้อภัย พ่อแม่บางคนอาจไม่สมควรได้รับเกียรติ แต่พระเจ้า(ทุกศาสนา)ก็สอนให้เราพยายามให้เกียรติด้วยความจริงใจ

  • เราต้องเข้าใจก่อนว่า พ่อแม่ก็เป็นคนบาปเป็นมนุษย์ปุทุชนธรรดาคนหนึ่งไม่เหมือนนิยายบางเรื่อง  หรือภาพยน์บางเรื่องที่ฉายมุมดีๆสองชั่งโมงจบที่จะพูดแต่เรื่องน่ารักๆๆเท่านั้น
  • พ่อแม่ของท่านเองก็อาจเคยประสบกับเหตุการณ์ที่ท่านถูกกระทำแบบเราโดดปู่ ย่า ตา ยาย ของเราก่อนเช่นกัน
  • ดังนั้นเราควรให้เกียรติท่าน ไม่ใช่เพราะว่าท่านดีไม่ดีหรือท่านทำผิดพลาดหรือไม่ เราต้องให้เกียรติท่านเพราะพระเจ้าทรงสั่งและสิ่งนี้เป็นกฏฝ่ายวิญญาณ ว่าเพื่อเราจะได้ไปดีมีสุข และหลักการนี้ก็เป็นจริงในทางกลับกันด้วยเช่นเดียวกัน เป็นพื้นฐานในการวินิจฉัยตัวเรา ไม่ว่าในแง่มุมใดในชีวิตของเราที่เราไม่สามารถให้เกียรติแก่บิดามารดาอย่างที่ลูกควรจะให้แก่พ่อแม่ ชีวิตของเราก็จะมีปัญหา

เมื่อมีคนมาขอคำปรึกษาจากเรา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องใด วิธีการรักษาของเราก็มักจะเหมือนกัน  คือเราจะฟังรายละเอียดของปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แล้วเราจะสำรวจดูว่ามีส่วนใดในชีวิตของคนนั้นที่ไม่ได้ให้เกียรติแก่บิดาหรือมารดาหรือเขาตำหนิโทษบิดามารดาหรือไม่ ทั้งที่เรื่องนั้นๆเป็นหน้าที่ของตนเอง  หรือบางคนขมขื่นชีวิตในปัจจุบันเพราะโทษบิดามารดาที่ให้เขาเกิดมาเป็นแบบนี้

หลักการของพระเจ้าเป็นจริงแน่นอน เมื่อเราพรากจากกฎเกณฑ์พื้นฐานของพระเจ้า ความยุ่งยากก็จะเข้ามา ในวันนี้หากใครยังขมขื่น โกรธ น้อยใจ เรื่องใดต่อบิดามารดา ขอให้ท่านยกโทษให้อภัย หาโอกาส วันดีๆไปเยี่ยมกราบ หรือเชิญท่านไปทานข้าว หากพ่อแม่ตายไปแล้วให้เราสารภาพยกโทษอภัยแก่ท่านที่ท่านอาจเคยทำผิดต่อเรา อย่าเก็บความขมขื่นนั้นไว้นานจนทำลายชีวิตในปัจจุบันของเราครับ

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: http://www.babble.com/CS/blogs/strollerderby/archive/2009/03/30/foster-parents-too-special-for-more-kids.aspx

จากการให้คำปรึกษาและการสรุปที่มาของบาดแผลและความเจ็บปวดของคนเอเชีย  ผมรู้สึกว่าปัญหาที่เราพบส่วนใหญ่คือมาจากรากของบิดามารดา

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า บิดา-มารดาย่อมได้เกียรติในครอบครัวอยู่เสมอ และถ้าสถาบันครอบครัวแข็งแรงสังคมก็เข้มแข็ง พระเจ้าทรงให้บิดา-มารดาเป็นผู้นำในตำแหน่งทรัพยากรมนุษย์ของสังคม ใครทำลายครอบครัวคนนั้นทำลายตนเอง

ทุกศาสนา ทุกคำสอน ที่เราหลีกไม่ได้คือการไห้เกียรติบิดามารดา โดยเฉพาะคริสตชน หลักการข้อแรกมาจากพระคัมภีร์เดิม หนึ่งเดียวในบัญญัติสิบประการที่มีพระสัญญาข้อหนึ่ง คือ “จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า …..เพื่อเจ้าจะมีชีวิตยืนนาน และเจ้าจะไปดีมาดีในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าประทานให้แก่เจ้า” (ฉธบ 5:16)

นี่เป็นหลักการที่เป็นความจริงอย่างยิ่ง ไม่ว่าในแง่มุมใดในชีวิตเรา เมื่อเราได้ให้เกียรติแก่บิดามารดาของเรา เราจะไปดีมาดี

ทำไมเรื่องนี้จึงกล่าวได้ว่า เป็นสาเหตุของรากของบาดแผลครับ เพราะคำแช่งสาปไงครับ ทุกศาสนาสอนชัดว่าผู้ไม่ให้เกียรติบิดามารดาไม่มีใครไปดีมาดีหรอกครับ  และคนที่มีปัญหากับพ่อแม่จะมีความสุขอย่างไรได้  สิ่งที่ตามมาคือ ความขมขื่น ความโกรธ ความเกลียด พ่อแม่ท่านอาจจะไม่ได้ทำผิด แต่เราเข้าใจผิด หรือเราทำตัวไม่ดี ไม่ให้เกียรติท่าน ลบลู่ท่าน ไม่ดูแลท่าน

การให้เกียรติคือการเชื่อฟัง พยายามให้ความเคารพนับถือ รักและให้อภัย พ่อแม่บางคนอาจไม่สมควรได้รับเกียรติ แต่พระเจ้า(ทุกศาสนา)ก็สอนให้เราพยายามให้เกียรติด้วยความจริงใจ

  • เราต้องเข้าใจก่อนว่า พ่อแม่ก็เป็นคนบาปเป็นมนุษย์ปุทุชนธรรดาคนหนึ่งไม่เหมือนนิยายบางเรื่อง  หรือภาพยน์บางเรื่องที่ฉายมุมดีๆสองชั่งโมงจบที่จะพูดแต่เรื่องน่ารักๆๆเท่านั้น
  • พ่อแม่ของท่านเองก็อาจเคยประสบกับเหตุการณ์ที่ท่านถูกกระทำแบบเราโดดปู่ ย่า ตา ยาย ของเราก่อนเช่นกัน
  • ดังนั้นเราควรให้เกียรติท่าน ไม่ใช่เพราะว่าท่านดีไม่ดีหรือท่านทำผิดพลาดหรือไม่ เราต้องให้เกียรติท่านเพราะพระเจ้าทรงสั่งและสิ่งนี้เป็นกฏฝ่ายวิญญาณ ว่าเพื่อเราจะได้ไปดีมีสุข และหลักการนี้ก็เป็นจริงในทางกลับกันด้วยเช่นเดียวกัน เป็นพื้นฐานในการวินิจฉัยตัวเรา ไม่ว่าในแง่มุมใดในชีวิตของเราที่เราไม่สามารถให้เกียรติแก่บิดามารดาอย่างที่ลูกควรจะให้แก่พ่อแม่ ชีวิตของเราก็จะมีปัญหา

เมื่อมีคนมาขอคำปรึกษาจากเรา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องใด วิธีการรักษาของเราก็มักจะเหมือนกัน  คือเราจะฟังรายละเอียดของปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แล้วเราจะสำรวจดูว่ามีส่วนใดในชีวิตของคนนั้นที่ไม่ได้ให้เกียรติแก่บิดาหรือมารดาหรือเขาตำหนิโทษบิดามารดาหรือไม่ ทั้งที่เรื่องนั้นๆเป็นหน้าที่ของตนเอง  หรือบางคนขมขื่นชีวิตในปัจจุบันเพราะโทษบิดามารดาที่ให้เขาเกิดมาเป็นแบบนี้

หลักการของพระเจ้าเป็นจริงแน่นอน เมื่อเราพรากจากกฎเกณฑ์พื้นฐานของพระเจ้า ความยุ่งยากก็จะเข้ามา ในวันนี้หากใครยังขมขื่น โกรธ น้อยใจ เรื่องใดต่อบิดามารดา ขอให้ท่านยกโทษให้อภัย หาโอกาส วันดีๆไปเยี่ยมกราบ หรือเชิญท่านไปทานข้าว หากพ่อแม่ตายไปแล้วให้เราสารภาพยกโทษอภัยแก่ท่านที่ท่านอาจเคยทำผิดต่อเรา อย่าเก็บความขมขื่นนั้นไว้นานจนทำลายชีวิตในปัจจุบันของเราครับ

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน “แม่น้ำแห่งชัยชนะ เล่มที่ 1”

Picture’s source: http://www.babble.com/CS/blogs/strollerderby/archive/2009/03/30/foster-parents-too-special-for-more-kids.aspx

เราจะเริ่มทำอย่างไรเมื่อได้ยินคำวิจารณ์?

ภาพประกอบเพื่ออรรถรสในการอ่าน-ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทความ

ประการแรก เราต้องทำความเข้าใจคำวิจารณ์ก่อน ไม่ใช่ใส่อารมณ์ในคำวิจารณ์นั้น หลักการก็คือ เอาความคิดด้วยเหตุด้วยผลมาก่อนอารมณ์ ทำความเข้าใจจุดประสงค์ของคำวิจารณ์นั้นว่าเพื่อให้เราปรับปรุง แก้ไขให้ดีขึ้น ไม่ใช่ให้เรารู้สึกแย่ และดังที่ผมกล่าว แยกแยะคำตำหนิด้วยอคติกับคำวิจารณ์ เพราะคำวิจารณ์อาจจะเป็นโอกาสที่ทำให้ได้พัฒนาขึ้นได้อีก เป็นโอกาสให้เราเข้าใจสถานการณ์ หรือมองภาพในมุมที่เรามองไม่เห็น

ประการที่สอง ขอความคิดเห็น การอธิบายจากผู้วิจารณ์ ว่าควรปรับปรุงอย่างไร แทนที่จะโกรธ หรือน้อยใจ โมโห ผู้วิจารณ์ เพื่อเขาจะได้ชี้แนะในจุดที่เรามองไม่เห็น แต่ว่าถ้าคำวิจารณ์นั้นมันไม่ใช่ตัวตนของท่านก็จงเป็นตัวของตัวเอง
ประการที่สาม ถามตัวเอง ทำไมเราจึงเจ็บปวด หมกมุ่นกับคำวิจารณ์นั้นมากเกินไป นั่นหมายถึงเราต้องมีรากบางอย่าง เช่น เราเป็นคนปกป้องตัวเองมากเกินไปไหม เราเป็นคนไม่ยุติธรรมไหม เพราะเราวิจารณ์ผู้อื่น แต่เรากลับยอมรับคำวิจารณ์ไม่ได้ หรือเรามีอคติกับผู้วิจารณ์หรือเปล่า ทั้งหมดเหล่านี้ ให้เราสารภาพบาป และประกาศออกเสียงเบา ๆ ขอปฎิเสธพฤติกรรมเหล่านี้ ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ ช่วยให้กำลังที่จะอวยพรคนที่วิจารณ์เรา และสร้างวินัยใหม่ ให้ใจกว้าง ยอมรับ สร้างระบบความคิดใหม่ว่าเราต้องใจกว้าง เติบโต และรู้จักขอบคุณผู้วิจารณ์ และยิ่งหากท่านไม่ได้ยินคำวิจารณ์จากปากคนนั้นโดยตรง ลืมไปเลย เพราะจากการเล่าปากต่อปาก อาจมีความจริงเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้น เจ็บจุดไหน แก้วินัยในการคิดจุดนั้นครับ

ประการสุดท้าย สงบ อย่ารีบตอบโต้ หายใจเข้าออกลึก ๆ และขอบคุณพระเจ้า เพราะนั่นหมายความว่ามีคนสนใจ มองเห็นท่าน เห็นค่าในผลงาน การกระทำของท่าน แล้วมันเตะตา แตะใจเขา จึงมีคำวิจารณ์ กระตุ้นให้เขาคิด และห้ามตอบโต้ทั้งด้านคำพูด หรือการกระทำใด ๆ เพราะยิ่งท่านนิ่ง สงบ ความเจ็บปวดก็หายเร็ว ยิ่งท่านดิ้น ตอบโต้ บาดแผลก็จะมากยิ่งขึ้น และเจ็บมากขึ้น เรื่องไม่จบสักที จำไว้ว่า ศิษย์ไม่ใหญ่กว่าครู พระเยซูไม่เคยทำผิดกับใครเลย ผ่านมาสองพันปี คนเราทุกวันยังวิจารณ์ปฏิเสธพระองค์เลยครับ 

ภาพประกอบเพื่ออรรถรสในการอ่าน-ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทความ

 

ประการแรก เราต้องทำความเข้าใจคำวิจารณ์ก่อน ไม่ใช่ใส่อารมณ์ในคำวิจารณ์นั้น หลักการก็คือ เอาความคิดด้วยเหตุด้วยผลมาก่อนอารมณ์ ทำความเข้าใจจุดประสงค์ของคำวิจารณ์นั้นว่าเพื่อให้เราปรับปรุง แก้ไขให้ดีขึ้น ไม่ใช่ให้เรารู้สึกแย่ และดังที่ผมกล่าว แยกแยะคำตำหนิด้วยอคติกับคำวิจารณ์ เพราะคำวิจารณ์อาจจะเป็นโอกาสที่ทำให้ได้พัฒนาขึ้นได้อีก เป็นโอกาสให้เราเข้าใจสถานการณ์ หรือมองภาพในมุมที่เรามองไม่เห็น

ประการที่สอง ขอความคิดเห็น การอธิบายจากผู้วิจารณ์ ว่าควรปรับปรุงอย่างไร แทนที่จะโกรธ หรือน้อยใจ โมโห ผู้วิจารณ์ เพื่อเขาจะได้ชี้แนะในจุดที่เรามองไม่เห็น แต่ว่าถ้าคำวิจารณ์นั้นมันไม่ใช่ตัวตนของท่านก็จงเป็นตัวของตัวเอง
ประการที่สาม ถามตัวเอง ทำไมเราจึงเจ็บปวด หมกมุ่นกับคำวิจารณ์นั้นมากเกินไป นั่นหมายถึงเราต้องมีรากบางอย่าง เช่น เราเป็นคนปกป้องตัวเองมากเกินไปไหม เราเป็นคนไม่ยุติธรรมไหม เพราะเราวิจารณ์ผู้อื่น แต่เรากลับยอมรับคำวิจารณ์ไม่ได้ หรือเรามีอคติกับผู้วิจารณ์หรือเปล่า ทั้งหมดเหล่านี้ ให้เราสารภาพบาป และประกาศออกเสียงเบา ๆ ขอปฎิเสธพฤติกรรมเหล่านี้ ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ ช่วยให้กำลังที่จะอวยพรคนที่วิจารณ์เรา และสร้างวินัยใหม่ ให้ใจกว้าง ยอมรับ สร้างระบบความคิดใหม่ว่าเราต้องใจกว้าง เติบโต และรู้จักขอบคุณผู้วิจารณ์ และยิ่งหากท่านไม่ได้ยินคำวิจารณ์จากปากคนนั้นโดยตรง ลืมไปเลย เพราะจากการเล่าปากต่อปาก อาจมีความจริงเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้น เจ็บจุดไหน แก้วินัยในการคิดจุดนั้นครับ

ประการสุดท้าย สงบ อย่ารีบตอบโต้ หายใจเข้าออกลึก ๆ และขอบคุณพระเจ้า เพราะนั่นหมายความว่ามีคนสนใจ มองเห็นท่าน เห็นค่าในผลงาน การกระทำของท่าน แล้วมันเตะตา แตะใจเขา จึงมีคำวิจารณ์ กระตุ้นให้เขาคิด และห้ามตอบโต้ทั้งด้านคำพูด หรือการกระทำใด ๆ เพราะยิ่งท่านนิ่ง สงบ ความเจ็บปวดก็หายเร็ว ยิ่งท่านดิ้น ตอบโต้ บาดแผลก็จะมากยิ่งขึ้น และเจ็บมากขึ้น เรื่องไม่จบสักที จำไว้ว่า ศิษย์ไม่ใหญ่กว่าครู พระเยซูไม่เคยทำผิดกับใครเลย ผ่านมาสองพันปี คนเราทุกวันยังวิจารณ์ปฏิเสธพระองค์เลยครับ

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

เราจะหลีกเลี่ยงคำวิจารณ์ไม่ได้แต่จะแก้ความเจ็บปวดจากคำวิจารณ์ได้อย่างไร?

ภาพประกอบเพื่ออรรถรสในการอ่าน-ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทความ

เราต้องคำนึงเสมอว่าเมื่อเรารับคำชมได้ ก็ควรรับการกล่าวถึงด้านลบ ได้เหมือนกัน และท่านก็เคยวิจารณ์คนอื่นเหมือนกัน ควรเปิดใจกว้างครับ

คำวิจารณ์มีสองแบบ คือ วิจารณ์เพื่อตำหนิด้วยอคติ ส่งผลต่อจิตใจและการทำงาน อาจเสียความสมดุลก็ได้เลยครับ แต่ก็มีอีกด้านหนึ่ง คือ การวิจารณ์แบบเสริมสร้าง เพื่อให้ข้อคิด สำหรับการปรับปรุง เราก็ควรเปิดใจรับด้วยความยินดี

เราต้อง คิดใหม่ ปรับเปลี่ยนในคำวิจารณ์นั้นเปลี่ยนคำที่ลบ ๆ เป็นข้อบวก ที่จะนำไป แยกแยะและคิดตาม เพื่อก่อเกิดประโยชน์แก่ตัวเอง และทำใจให้กว้าง ว่าที่เขาพูดมีความจริงอยู่บ้างไหม หากมีและใช่ก็จงขอบคุณผู้วิจารณ์ เพื่อ ความสมบูรณ์ กำลังจะเข้ามาแทนที่

หากคำวิจารณ์นั้นไม่เป็นความจริง เราก็ควรอธิษฐาน ประกาศยกเลิกปฎิเสธ ไม่รับ และทำใจให้สบาย ถือว่าเป็นเสียงของคนมีสิทธิพูด แต่เราก็มีสิทธิไม่รับ เพราะเราจะเชื่อในคำพูดที่พระเจ้า พระคัมภีร์พูดเท่านั้น

ภาพประกอบเพื่ออรรถรสในการอ่าน-ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทความ

เราต้องคำนึงเสมอว่าเมื่อเรารับคำชมได้ ก็ควรรับการกล่าวถึงด้านลบ ได้เหมือนกัน และท่านก็เคยวิจารณ์คนอื่นเหมือนกัน ควรเปิดใจกว้างครับ

คำวิจารณ์มีสองแบบ คือ วิจารณ์เพื่อตำหนิด้วยอคติ ส่งผลต่อจิตใจและการทำงาน อาจเสียความสมดุลก็ได้เลยครับ แต่ก็มีอีกด้านหนึ่ง คือ การวิจารณ์แบบเสริมสร้าง เพื่อให้ข้อคิด สำหรับการปรับปรุง เราก็ควรเปิดใจรับด้วยความยินดี

เราต้อง คิดใหม่ ปรับเปลี่ยนในคำวิจารณ์นั้นเปลี่ยนคำที่ลบ ๆ เป็นข้อบวก ที่จะนำไป แยกแยะและคิดตาม เพื่อก่อเกิดประโยชน์แก่ตัวเอง และทำใจให้กว้าง ว่าที่เขาพูดมีความจริงอยู่บ้างไหม หากมีและใช่ก็จงขอบคุณผู้วิจารณ์ เพื่อ ความสมบูรณ์ กำลังจะเข้ามาแทนที่

หากคำวิจารณ์นั้นไม่เป็นความจริง เราก็ควรอธิษฐาน ประกาศยกเลิกปฎิเสธ ไม่รับ และทำใจให้สบาย ถือว่าเป็นเสียงของคนมีสิทธิพูด แต่เราก็มีสิทธิไม่รับ เพราะเราจะเชื่อในคำพูดที่พระเจ้า พระคัมภีร์พูดเท่านั้น

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Powered by www.477internet.com