May 19, 2012

วัชพืชทั้ง 7 ที่ทำลายชีวิตคริสเตียน ตอนที่ 8 วัชพืชเกาะที่ปาก

ลองคิดดูง่ายๆ เรื่องกลิ่นปากและเศษอาหาร ทุกๆคืนก่อนนอนท่านต้องแปรงฟัน บางคนอาจมีปัญหาโรคเหงือกหรือฟันผุเพราะเศษอาหารเหล่านี้ โดยปกติเราต้องไปพบทันตแพทย์ขูดหินปูน หรือรักษาโรคทางช่องปากปีละครั้งหรือสองครั้ง เพราะอาการข้างต้นที่กล่าวมาอาจทำให้เราเสียบุคลิก แม้เราอาจจะทานอาหารอร่อย แต่เวลาเราพูดกลิ่นปากที่ไม่ดีจะทำลายบุคลิกภาพของเรา คำพูดของเราก็เหมือนกับกลิ่นปาก เราต้องคอยชำระการพูดลบๆ การนินทาว่าร้าย การบ่นต่อว่าคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดที่พูดโดยไม่คิดหรือการกล่าวโทษผู้อื่น ทั้งที่เราเองก็ยังไม่ชนะในเรื่องนั้นๆทุกวัน เราต้องขอการชำระ และฝึกตัวเองในการระมัดระวังคำพูด เราควรฝึกพูดพระคำพระเจ้า พูดอย่างที่พระเจ้าพูด กล่าวพระวจนะที่หนุนใจ เสริมสร้าง สนุกแบบมีความหมาย ชื่นชม ยกย่องให้เกรียติ และอย่าให้เสียงเพลง นมัสการ สดุดีหยุดไปจากปากของท่าน

การชม ประกาศการมีตัวตนแก่คนในบ้าน ทีมงาน ครอบครัวสำคัญมาก และสำคัญที่สุดคือการพูดความจริงในเวลาที่เหมาะสม พูดด้วยใจรักเพื่อเสริมสร้างและปราศจากอคติ แม้ต้องเตือนก็ตักเตือนด้วยใจรัก คำพูดของท่านจะสร้างชีวิตเป็นอย่างมากมายครับ

การกล่าวโทษผู้อื่น เพราะใน มัทธิว 7:1-6 กล่าวว่า “อย่ากล่าวโทษเขา เพื่อพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษท่าน เพราะว่าท่านทั้งหลายจะกล่าวโทษเขาอย่างไร พระเจ้าจะทรงกล่าวโทษท่านอย่างนั้น และท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด พระเจ้าจะได้ทรงตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น”

Picture’s source: http://www.thechinaexpat.com/bad-words-in-chinese/ลองคิดดูง่ายๆ เรื่องกลิ่นปากและเศษอาหาร ทุกๆคืนก่อนนอนท่านต้องแปรงฟัน บางคนอาจมีปัญหาโรคเหงือกหรือฟันผุเพราะเศษอาหารเหล่านี้ โดยปกติเราต้องไปพบทันตแพทย์ขูดหินปูน หรือรักษาโรคทางช่องปากปีละครั้งหรือสองครั้ง เพราะอาการข้างต้นที่กล่าวมาอาจทำให้เราเสียบุคลิก แม้เราอาจจะทานอาหารอร่อย แต่เวลาเราพูดกลิ่นปากที่ไม่ดีจะทำลายบุคลิกภาพของเรา คำพูดของเราก็เหมือนกับกลิ่นปาก เราต้องคอยชำระการพูดลบๆ การนินทาว่าร้าย การบ่นต่อว่าคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดที่พูดโดยไม่คิดหรือการกล่าวโทษผู้อื่น ทั้งที่เราเองก็ยังไม่ชนะในเรื่องนั้นๆทุกวัน เราต้องขอการชำระ และฝึกตัวเองในการระมัดระวังคำพูด เราควรฝึกพูดพระคำพระเจ้า พูดอย่างที่พระเจ้าพูด กล่าวพระวจนะที่หนุนใจ เสริมสร้าง สนุกแบบมีความหมาย ชื่นชม ยกย่องให้เกรียติ และอย่าให้เสียงเพลง นมัสการ สดุดีหยุดไปจากปากของท่าน

การชม ประกาศการมีตัวตนแก่คนในบ้าน ทีมงาน ครอบครัวสำคัญมาก และสำคัญที่สุดคือการพูดความจริงในเวลาที่เหมาะสม พูดด้วยใจรักเพื่อเสริมสร้างและปราศจากอคติ แม้ต้องเตือนก็ตักเตือนด้วยใจรัก คำพูดของท่านจะสร้างชีวิตเป็นอย่างมากมายครับ

การกล่าวโทษผู้อื่น เพราะใน มัทธิว 7:1-6 กล่าวว่า “อย่ากล่าวโทษเขา เพื่อพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษท่าน เพราะว่าท่านทั้งหลายจะกล่าวโทษเขาอย่างไร พระเจ้าจะทรงกล่าวโทษท่านอย่างนั้น และท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด พระเจ้าจะได้ทรงตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น”

 

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Picture’s source: http://www.thechinaexpat.com/bad-words-in-chinese/

วัชพืชทั้ง7 ที่ทำลายชีวิตคริสเตียน ตอนที่ 7 วัชพืชเกาะที่มือ


สดุดี 24:3-4 ผู้ใดจะขึ้นไปบนภูเขาของพระเจ้า และผู้ใดจะยืนอยู่ในวิสุทธิสถานของพระองค์ คือผู้ที่มีมือสะอาดและใจบริสุทธิ์ ผู้ที่มิได้ปลงใจในสิ่งเท็จ และมิได้สาบานอย่างหลอกลวง

วัชพืชเกาะที่มือคนยิว มักจะชูมือขึ่นต่อพระเจ้า เพื่อบอกกับพระองค์ว่า มือของเขาสะอาด ไร้ความผิด ย่อมเห็นได้ว่า การนมัสการของคนยิว ต้องสอดคล้องกับชีวิตที่เขาเป็น ดังพระคริสต์พูดกับหญิงชาวสะมาเรียว่า ผู้ที่จะนมัสการพระเจ้า ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณ และความจริง (มธ4:24)

หาก มือของท่าน เปื้อนโคลน หรือคราบน้ำมัน มันจะทำให้ลื่นไหล เวลาจับอะไร มันก็ส่งผลให้ลื่นไหล หลุดออกจากมือไป และสิ่งของเหล่านั้นก็จะเปลื้อนโคลนและน้ำมันจากมือท่านได้ มือที่สะอาดและแห้ง จะไม่ลื่นไหลและ มันจะฝืดๆ เวลาจับอะๆไรก็จะแน่นไม่ตกลง สามารถจับสิ่งของต่างๆโดยไม่เปื้อนสกปรกไปได้

สังเกตุ เวลาเราซ่อนอะไร ไว้ที่ไหน เรามักจะ ไปดู ตรวจตรา จุดๆนั้นบ่อยๆ เราสะสมอะไร ก็จะตรวจตราอยู่เสมอ คนเล่นหุ้น ก็คอยเช็คดูตลาดหุ้น คนปลูกต้นไม้ก็ตรวจตรา รอวันต้นไม้เจริญเติบโต ออกดอก ออกผล คนเลี้ยงปลา ก็รอเวลา ที่ ปลาจะออกลูก เพราะเราต้องการเห็นการเกิดผล

แต่ว่าพระเจ้าต้องการให้เรามี เกิดผล แต่ไม่ต้องการให้เราโลภ และคิดถึงผลของการมี เพื่ออะไร?

( “อย่าส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัวในโลก ที่อาจเป็นสนิมและที่แมลงกินเสียได้ และที่ขโมยอาจขุดช่องลักเอาไปได้แต่จงส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์ ที่ไม่มีแมลงจะกินและไม่มีสนิมจะกัด และที่ไม่มีขโมยขุดช่องลักเอาไปได้เพราะว่าทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน ใจของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วยมธ6:19-21)

สมัยก่อนคนมีเงินสะสมเมล็ดพืชหรือเหรียญต่างๆและเพื่อซึ่งมาจากการเป็นเจ้าของที่ดิน แต่พระคริสต์จึงกล่าวว่าคนที่มี สิ่งต่างๆเหล่านี้ว่า แมลงจะกัดกินทำลายเสียได้ และสนิมก็จะเกิดขึ้น ขโมยก็จะขโมยไปเสียเพราะบ้านทำด้วยดินก็จะถูกขโมยเจาะขุดง่าย

ดังนั้น แทนที่ จะเอามือลงทุนทำงานทุ่มเทหาทรัพย์สิน ท่านเอามือนั้น ปรนนิบัติพระเจ้าดีกว่า รับใช้พระเจ้าเป็นชีวิต แต่ทำงานเพื่อจะมีเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูครอบครัวและปรนนิบัติพระเจ้า ครับ

สดุดี 24:3-4 ผู้ใดจะขึ้นไปบนภูเขาของพระเจ้า และผู้ใดจะยืนอยู่ในวิสุทธิสถานของพระองค์ คือผู้ที่มีมือสะอาดและใจบริสุทธิ์ ผู้ที่มิได้ปลงใจในสิ่งเท็จ และมิได้สาบานอย่างหลอกลวง

วัชพืชเกาะที่มือคนยิว มักจะชูมือขึ่นต่อพระเจ้า เพื่อบอกกับพระองค์ว่า มือของเขาสะอาด ไร้ความผิด ย่อมเห็นได้ว่า การนมัสการของคนยิว ต้องสอดคล้องกับชีวิตที่เขาเป็น ดังพระคริสต์พูดกับหญิงชาวสะมาเรียว่า ผู้ที่จะนมัสการพระเจ้า ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณ และความจริง (มธ4:24)

หาก มือของท่าน เปื้อนโคลน หรือคราบน้ำมัน มันจะทำให้ลื่นไหล เวลาจับอะไร มันก็ส่งผลให้ลื่นไหล หลุดออกจากมือไป และสิ่งของเหล่านั้นก็จะเปลื้อนโคลนและน้ำมันจากมือท่านได้ มือที่สะอาดและแห้ง จะไม่ลื่นไหลและ มันจะฝืดๆ เวลาจับอะๆไรก็จะแน่นไม่ตกลง สามารถจับสิ่งของต่างๆโดยไม่เปื้อนสกปรกไปได้

สังเกตุ เวลาเราซ่อนอะไร ไว้ที่ไหน เรามักจะ ไปดู ตรวจตรา จุดๆนั้นบ่อยๆ เราสะสมอะไร ก็จะตรวจตราอยู่เสมอ คนเล่นหุ้น ก็คอยเช็คดูตลาดหุ้น คนปลูกต้นไม้ก็ตรวจตรา รอวันต้นไม้เจริญเติบโต ออกดอก ออกผล คนเลี้ยงปลา ก็รอเวลา ที่ ปลาจะออกลูก เพราะเราต้องการเห็นการเกิดผล

แต่ว่าพระเจ้าต้องการให้เรามี เกิดผล แต่ไม่ต้องการให้เราโลภ และคิดถึงผลของการมี เพื่ออะไร?

( “อย่าส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัวในโลก ที่อาจเป็นสนิมและที่แมลงกินเสียได้ และที่ขโมยอาจขุดช่องลักเอาไปได้แต่จงส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์ ที่ไม่มีแมลงจะกินและไม่มีสนิมจะกัด และที่ไม่มีขโมยขุดช่องลักเอาไปได้เพราะว่าทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน ใจของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วยมธ6:19-21)

สมัยก่อนคนมีเงินสะสมเมล็ดพืชหรือเหรียญต่างๆและเพื่อซึ่งมาจากการเป็นเจ้าของที่ดิน แต่พระคริสต์จึงกล่าวว่าคนที่มี สิ่งต่างๆเหล่านี้ว่า แมลงจะกัดกินทำลายเสียได้ และสนิมก็จะเกิดขึ้น ขโมยก็จะขโมยไปเสียเพราะบ้านทำด้วยดินก็จะถูกขโมยเจาะขุดง่าย

ดังนั้น แทนที่ จะเอามือลงทุนทำงานทุ่มเทหาทรัพย์สิน ท่านเอามือนั้น ปรนนิบัติพระเจ้าดีกว่า รับใช้พระเจ้าเป็นชีวิต แต่ทำงานเพื่อจะมีเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูครอบครัวและปรนนิบัติพระเจ้า ครับ    

 เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

 

วัชพืชทั้ง7 ที่ทำลายชีวิตคริสเตียน ตอนที่ 6-3 การอดอาหาร


มธ.6: 17 ฝ่ายท่านเมื่อถืออดอาหาร จงล้างหน้าและเอาน้ำมันใส่ศีรษะ18 เพื่อคนจะไม่ได้รู้ว่าถืออดอาหาร แต่ให้ปรากฏแก่พระบิดาของท่าน ผู้ทรงสถิตในที่ลี้ลับ และพระบิดาของท่าน ผู้ทรงเห็นในที่ลี้ลับจะทรงโปรดประทานบำเหน็จแก่ท่าน

ความหมายการอดอาหาร เป็นศาสนกิจของชาวยิว เป็นการอดกลั้นใจจากอาหารประเภทเนื้อ เครื่องดื่ม และจะปฏิบัติยามโศกเศร้า หรือ คนรักจากไป พิธีงานศพ นักประวัติศาสตร์บางท่านกล่าว รูเบนและสิเมโอน พี่ชายโยเซฟอดอาหารเป็นเวลา 7 วัน บ่อยๆ เพราะว่าเขาไม่สามารถช่วยน้องชายโยเซพ ที่พี่ๆวางแผนขายไปได้ คนยิวจะอดสัปดาห์ละ 2 ครั้ง คำสอนนี้กำลังจะบอกเราว่า ให้อดอย่างลับ ๆ เป็นความลับ เขาจะรับบำเหน็จจากพระเจ้าในที่ลับ เพื่อแสดงความภักดี ความไว้วางใจ และความกังวลกับพระเจ้า

การอดอาหาร เน้นปฏิบัติ ตัวต่อพระเจ้าสองต่อสอง มิใช่ให้คนสรรเสริญ ชมเชย เพราะพระคริสต์ทรงตำหนิการโออวดของพวกฟาริสี คือ เขา อดอาหาร เอาขี้เถ้าทาบนหน้า ไม่หวีผม หรือโกนหนวดเคราในเวลาอดอาหาร เพื่อเรียกร้องความสนใจ ให้ผู้พบเห็นสรรเสริญ ยกย่อง ความเคร่งครัดในศาสนา

สรุปคือ การทำทาน การอธิษฐาน การอดอาหาร หากมาจากแรงจูงใจ โอ้อวด ต้องการคำชม ก็ไร้บำเหน็จจากพระเจ้า การรับใช้แบบลับๆ อยู่เบื้องหลัง การทำทานแบบลับๆ แต่พระเจ้าเห็นเป็นสิ่งสำคัญมาก อย่าให้ ค่านิยมของโลก การต้องการ เอาชนะ โอ้อวดเพื่ออยากอยู่เหนือผู้อื่น การบังคับผุ้อื่น ให้เป็นเหมือนเรา ทำอะไรเปรียบเทียบไปเสียหมด การที่จะเรียนรู้การดำเนินด้วยปราศจากความรัก และความจริงใจต่อพระเจ้าและมนุษย์ เป็นวัชพืชของโลก ที่กำลังเกาะกุมในใจ ของใครบางคนก็ได้ ให้เปลี่ยนท่าใหม่ เพื่อจะได้ รับบำเหน็จและจากพระเจ้า และการอดอาหาร จะนำพระพร อย่างมากเหลือล้นครับ

มธ.6: 17 ฝ่ายท่านเมื่อถืออดอาหาร จงล้างหน้าและเอาน้ำมันใส่ศีรษะ18 เพื่อคนจะไม่ได้รู้ว่าถืออดอาหาร แต่ให้ปรากฏแก่พระบิดาของท่าน ผู้ทรงสถิตในที่ลี้ลับ และพระบิดาของท่าน ผู้ทรงเห็นในที่ลี้ลับจะทรงโปรดประทานบำเหน็จแก่ท่าน

ความหมายการอดอาหาร เป็นศาสนกิจของชาวยิว เป็นการอดกลั้นใจจากอาหารประเภทเนื้อ เครื่องดื่ม และจะปฏิบัติยามโศกเศร้า หรือ คนรักจากไป พิธีงานศพ นักประวัติศาสตร์บางท่านกล่าว รูเบนและสิเมโอน พี่ชายโยเซฟอดอาหารเป็นเวลา 7 วัน บ่อยๆ เพราะว่าเขาไม่สามารถช่วยน้องชายโยเซพ ที่พี่ๆวางแผนขายไปได้ คนยิวจะอดสัปดาห์ละ 2 ครั้ง คำสอนนี้กำลังจะบอกเราว่า ให้อดอย่างลับ ๆ เป็นความลับ เขาจะรับบำเหน็จจากพระเจ้าในที่ลับ เพื่อแสดงความภักดี ความไว้วางใจ และความกังวลกับพระเจ้า

การอดอาหาร เน้นปฏิบัติ ตัวต่อพระเจ้าสองต่อสอง มิใช่ให้คนสรรเสริญ ชมเชย เพราะพระคริสต์ทรงตำหนิการโออวดของพวกฟาริสี คือ เขา อดอาหาร เอาขี้เถ้าทาบนหน้า ไม่หวีผม หรือโกนหนวดเคราในเวลาอดอาหาร เพื่อเรียกร้องความสนใจ ให้ผู้พบเห็นสรรเสริญ ยกย่อง ความเคร่งครัดในศาสนา

สรุปคือ การทำทาน การอธิษฐาน การอดอาหาร หากมาจากแรงจูงใจ โอ้อวด ต้องการคำชม ก็ไร้บำเหน็จจากพระเจ้า การรับใช้แบบลับๆ อยู่เบื้องหลัง การทำทานแบบลับๆ แต่พระเจ้าเห็นเป็นสิ่งสำคัญมาก อย่าให้ ค่านิยมของโลก การต้องการ เอาชนะ โอ้อวดเพื่ออยากอยู่เหนือผู้อื่น การบังคับผุ้อื่น ให้เป็นเหมือนเรา ทำอะไรเปรียบเทียบไปเสียหมด การที่จะเรียนรู้การดำเนินด้วยปราศจากความรัก และความจริงใจต่อพระเจ้าและมนุษย์ เป็นวัชพืชของโลก ที่กำลังเกาะกุมในใจ ของใครบางคนก็ได้ ให้เปลี่ยนท่าใหม่ เพื่อจะได้ รับบำเหน็จและจากพระเจ้า และการอดอาหาร จะนำพระพร อย่างมากเหลือล้นครับ

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

 

วัชพืชทั้ง7 ที่ทำลายชีวิตคริสเตียน ตอนที่ 6-2 วัชพืชเกาะที่ใจ ด้านการอธิษฐาน เข้าหาพระเจ้าด้วยใจและท่าที บริสุทธิ์

สมัยของพระคริสต์ พวกยิวมีข้อบังคับในการอธิษฐานอยู่แล้ว ข้อบังคับนี้รวมถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการกินการประกอบ อาหาร การจุดไฟ การนับเวลาในเรื่อง เมื่อดวงจันทร์ขึ้นใหม่ การใช้อุปกรณ์ภายในบ้าน แม้กระทั่ง การเข้าออกจากเมืองหนึ่ง ๆ เขาก็จะอธิษฐานด้วยการยืนกางแขน พูดเสียงดังๆ จะอธิษฐาน 9 โมงเช้า-บ่าย 3 โมง พวกฟาริสิก็จะยืนที่อยู่ตามท้องตลาด ตามท้องถนน อธิษฐานดังๆ เพื่อจะได้ยินกันไปทั่ว

คนอีกพวกคน หนึ่ง คือคนที่ยืนอธิษฐานในธรรมศาลา จะนานกว่าคำอธิษฐานที่เป็นปกติวิสัย 10 เท่า ซึ่งทำเป็นพิธีการ เพื่อโอ้อวด เท่านั้นเอง

แต่พระเจ้าไม่ต้องการให้เราเป็นเช่นนั้น เพราะมันเป็นการอธิษฐานที่พูดพร่อยๆ ไพเราะเพราะพริ้งแต่ปราศจากใจสรรเสริญ อย่าง แท้จริง จริงใจ เพราะพระคริสต์ มิได้ประนามการประชุม ในที่ สาธารณชน แต่ประนามการต้องการคำเยินยอ โอ้อวด พระองค์จะทรงไม่พอพระทัย และพระคริสต์สนับสนุนอธิษฐานในที่มิดชิด (มธ6: 5-6)

อีกอย่างการอธิษฐานมิใช่ให้พระเจ้ากระทำตามความปราถนาของเรา หรือให้คำอธิษฐานเป็น เครื่องมือบังคับพระองค์ (ข้อ มธ6: 8-10) แต่การอธิษฐานควรเป็นการสำแดงความพร้อมที่จะติดต่อพระองค์ และพร้อมให้น้ำพระทัยพระองค์สำแดงในชีวิตของเราทุกสิ่งพระเจ้ารู้ แต่พระองค์ให้เรา ขอเพื่อสำแดงความปรารถนาอยากติดต่อพระองค์

 สมัยของพระคริสต์ พวกยิวมีข้อบังคับในการอธิษฐานอยู่แล้ว ข้อบังคับนี้รวมถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการกินการประกอบ อาหาร การจุดไฟ การนับเวลาในเรื่อง เมื่อดวงจันทร์ขึ้นใหม่ การใช้อุปกรณ์ภายในบ้าน แม้กระทั่ง การเข้าออกจากเมืองหนึ่ง ๆ เขาก็จะอธิษฐานด้วยการยืนกางแขน พูดเสียงดังๆ จะอธิษฐาน 9 โมงเช้า-บ่าย 3 โมง พวกฟาริสิก็จะยืนที่อยู่ตามท้องตลาด ตามท้องถนน อธิษฐานดังๆ เพื่อจะได้ยินกันไปทั่ว

คนอีกพวกคน หนึ่ง คือคนที่ยืนอธิษฐานในธรรมศาลา จะนานกว่าคำอธิษฐานที่เป็นปกติวิสัย 10 เท่า ซึ่งทำเป็นพิธีการ เพื่อโอ้อวด เท่านั้นเอง

แต่พระเจ้าไม่ต้องการให้เราเป็นเช่นนั้น เพราะมันเป็นการอธิษฐานที่พูดพร่อยๆ ไพเราะเพราะพริ้งแต่ปราศจากใจสรรเสริญ อย่าง แท้จริง จริงใจ เพราะพระคริสต์ มิได้ประนามการประชุม ในที่ สาธารณชน แต่ประนามการต้องการคำเยินยอ โอ้อวด พระองค์จะทรงไม่พอพระทัย และพระคริสต์สนับสนุนอธิษฐานในที่มิดชิด (มธ6: 5-6)

อีกอย่างการอธิษฐานมิใช่ให้พระเจ้ากระทำตามความปราถนาของเรา หรือให้คำอธิษฐานเป็น เครื่องมือบังคับพระองค์ (ข้อ มธ6: 8-10) แต่การอธิษฐานควรเป็นการสำแดงความพร้อมที่จะติดต่อพระองค์ และพร้อมให้น้ำพระทัยพระองค์สำแดงในชีวิตของเราทุกสิ่งพระเจ้ารู้ แต่พระองค์ให้เรา ขอเพื่อสำแดงความปรารถนาอยากติดต่อพระองค์

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

วัชพืชทั้ง7 ที่ทำลายชีวิตคริสเตียน ตอนที่ 6-1 วัชพืชเกาะที่ใจ ด้านการให้ การรับ

ใจเป็นที่มาของแหล่ง แห่งความจูงใจ (หรือ ท่าทีแรงผลักดันภายใน) เราต้องระวัง ท่าทีในการปรนนิบัติพระเจ้า อย่าทำเพราะแรงจูงใจผิด คือ การโอ้อวด หรือจะเอาชนะ หรือรู้สึกว่า เหนือผู้อื่น ในดำเนินชีวิตและการปรนนิบัติพระเจ้า ควรหลีกเลี่ยง สามเรื่อง ต่อไปนี้ (มธ.6:1-4)

เรื่องแรก “การทำทาน” ในภาษาเดิมใช้วลีความหมาย “ความชอบธรรมแห่งการกระทำ”

เรากระทำในพระนามพระเจ้าไม่ใช่ประกาศความดีของเรา เช่นการรับใช้ปรนนิบัติพระเจ้า และช่วยเหลือพี่น้อง (มัทธิว 61 “จงระวัง อย่ากระทำศาสนกิจเพื่ออวดคนอื่น ถ้าทำอย่างนั้นท่านจะไม่ได้รับบำเหน็จจากพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์) เราไม่ควรทำเพื่อโอ้อวด เพื่อต้องการคำชมเชย เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านจะไม่ได้รับบำเหน็จจากพระเจ้าเลย การทำหน้าที่ใด ๆ โดยปราศจากใจโอ้อวด เปรียบเทียบและดูหมิ่นผู้อื่น ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี การทำทานที่ดีที่สุดคือ มือขวาให้มือซ้ายไม่รู้ว่ามือขวาทำ ให้มือซ้าย มือขวาลืม และให้ลืมว่าให้ใคร เพื่อจะได้ไม่หวังการตอบแทน และให้โดยไม่หวังว่าจะได้คืน เพราะเราให้พระเจ้า เราควรมีจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีแรงจูงใจใดๆแอบแฝง

หากเรา มีแรงจูงใจไม่สะอาด เป็นผู้หวังการตอบแทน เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ทำอะไรหวังผลตามมา แจงจูงใจไม่บริสุทธิ์ หวังเพื่อคนจะชม และต้องการคำสรรเสริญ จิตใจที่มั่นคงปกติ ในการ ให้ ด้วยใจบริสุทธิ์ก็จะหายไปใจเป็นที่มาของแหล่ง แห่งความจูงใจ (หรือ ท่าทีแรงผลักดันภายใน) เราต้องระวัง ท่าทีในการปรนนิบัติพระเจ้า อย่าทำเพราะแรงจูงใจผิด คือ การโอ้อวด หรือจะเอาชนะ หรือรู้สึกว่า เหนือผู้อื่น ในดำเนินชีวิตและการปรนนิบัติพระเจ้า ควรหลีกเลี่ยง สามเรื่อง ต่อไปนี้ (มธ.6:1-4)

เรื่องแรก “การทำทาน” ในภาษาเดิมใช้วลีความหมาย “ความชอบธรรมแห่งการกระทำ”

เรากระทำในพระนามพระเจ้าไม่ใช่ประกาศความดีของเรา เช่นการรับใช้ปรนนิบัติพระเจ้า และช่วยเหลือพี่น้อง (มัทธิว 61 “จงระวัง อย่ากระทำศาสนกิจเพื่ออวดคนอื่น ถ้าทำอย่างนั้นท่านจะไม่ได้รับบำเหน็จจากพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์) เราไม่ควรทำเพื่อโอ้อวด เพื่อต้องการคำชมเชย เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านจะไม่ได้รับบำเหน็จจากพระเจ้าเลย การทำหน้าที่ใด ๆ โดยปราศจากใจโอ้อวด เปรียบเทียบและดูหมิ่นผู้อื่น ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี การทำทานที่ดีที่สุดคือ มือขวาให้มือซ้ายไม่รู้ว่ามือขวาทำ ให้มือซ้าย มือขวาลืม และให้ลืมว่าให้ใคร เพื่อจะได้ไม่หวังการตอบแทน และให้โดยไม่หวังว่าจะได้คืน เพราะเราให้พระเจ้า เราควรมีจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีแรงจูงใจใดๆแอบแฝง

หากเรา มีแรงจูงใจไม่สะอาด เป็นผู้หวังการตอบแทน เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ทำอะไรหวังผลตามมา แรงจูงใจไม่บริสุทธิ์ หวังเพื่อคนจะชม และต้องการคำสรรเสริญ จิตใจที่มั่นคงปกติ ในการ ให้ ด้วยใจบริสุทธิ์ก็จะหายไป

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วัชพืชทั้ง7 ที่ทำลายชีวิตคริสเตียน ตอนที่ 5 วัชพืช เกาะที่ ความคิด

ท่านรู้ไหมว่า ทำไม กุ๊ก ที่ทำอาหาร และคนทำพิชซ่าในร้านพิซซ่า ทั้งหญิงและชาย จึงต้องใส่หมวก?

เพราะ เขากลัว รังแค เศษผม ตกลงไปในชามอาหารที่ปรุงสิครับ  ปัจจุบัน แชมพูแทบทุกยี่ห้อ บอกสรรพคุณว่า แก้รังแคได้ มีตั้งแต่แบบอ่อนๆจนถึง แบบอย่างแรง…  รังแค ที่ศรีษะ เป็นสิ่งที่ต้องระวัง และรักษาทุกวัน เพราะอาการคันและเศษรังแคทางหนังศรีษะ  บางคนมีมาก และตกหล่นลงบนไหล่ คอเสื้อ ทำให้เสียบุคลิกภาพได้

แต่ รังแคหรือ วัชพืชในสมอง ในความคิด  มันเกิดขึ้นได้ทุกวันเช่นกัน หากเราไม่ขจัดออกไป   ทุกวัน เราได้เห็น ได้ยิน ได้รับข้อมูลข่าวสารต่างๆ  หากเราไม่รู้จักเป้าหมายของชีวิต จุดประสงค์แต่ละวันในการ ดำเนินชีวิต เราก็จะรับทุกอย่างเข้ามาในความคิด   หากเราไม่รู้ว่าสิ่งไหนควรคิดสิ่งไหนไม่ควรคิด เราจะมีรังแคในสมองเต็มไป

ดังที่ได้กล่าว รังแคท่านสามารถปัดหวีผม ขจัดมันได้ทุกวัน แต่วัชพืช ในความคิดที่เต็มไปด้วย การตอบโต้ ความโกรธ ไม่พอใจ การแก้แค้น ความคิดอาฆาต ไม่ให้อภัย  มันทำให้ท่าน มีใบหน้า โศกเศร้า หมองคล้ำ ทานไม่ได้ นอนไม่หลับ แต่ละวัน ท่านไม่ได้จัดการถอดถอน ต้นวัชพืชในความคิดที่กำลังเจริญขึ่นทุกวัน   มันจะเจริญเติบโตงอกงาม อย่างรวดเร็วในความคิดและอารมณ์ของท่าน

เรื่อง อารมณ์ทางความคิดจึงสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องความโกรธ เมื่อ มีคนทำผิดต่อเรา ก็ไม่ควร และอย่าสู้กับ คนชั่ว  เราควรทำดีต่อ ผู้ที่ทำผิดกับเรา ด้วยเช่นกัน  “ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า ตาแทนตา และฟันแทนฟัน   ฝ่ายเราบอกท่านว่า อย่าต่อสู้คนชั่ว ถ้าผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน ก็จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย มธ 5: 38-39”

ความคิดที่ให้อภัย  คือการคิดที่มอบทุกอย่างให้กับพระเจ้า  จะทำให้เรามีชีวิต

ทุกๆวัน อย่าให้ความคิดที่โกรธ อาฆาต (วัชพืชต้นไม้ ที่ดูดดึง แย่งน้ำ สันติสุข ปุ๋ยฝ่ายวิญญาณ) ไปจาก ความคิด ที่สงบของเรา    ให้เรา วิ่งเข้าหาพระเจ้า มอบเรื่องการแก้แค้นไว้กับพระองค์ และพระเจ้าจะทรงฟังคำอธิษฐานผู้ที่ชอบธรรม นั่นหมายความว่า แม้ลูกพระเจ้าเองทำผิด พระองค์จะฟังฝ่ายที่ถูก อย่าให้เรา หมกมุ่นในการ แก้ต่างแทนตัวเอง แต่มอบการนั้นให้แก่พระเจ้า

คำสอนที่กล่าวว่า เมื่อถูกตบแก้มซ้ายจงหันแก้มขวาให้ คือ การไม่ยอมตอบโต้ เพื่อมอบการนั้นให้กลับพระเจ้า  เป็นผู้ตอบสนอง เพียงผู้เดียว  แต่ไม่ใช่ มาจากตัวของเรา

ระวังความคิดของเรา ที่จะมีความคิดที่ถูกต้องกับพระเจ้า และท่าทีต่อผู้ที่ทำร้ายเราถูกต้อง เพื่อบำเหน็จจะเป็นของเราด้วยเช่นกัน ท่านจำเป็นต้อง กำจัด วัชพืช สิ่งสกปรกออก จากสมองของท่าน เพื่อรอรับบำเหน็จรางวัลดีกว่า ครับ

 ท่านรู้ไหมว่า ทำไม กุ๊ก ที่ทำอาหาร และคนทำพิชซ่าในร้านพิซซ่า ทั้งหญิงและชาย จึงต้องใส่หมวก?

เพราะ เขากลัว รังแค เศษผม ตกลงไปในชามอาหารที่ปรุงสิครับ  ปัจจุบัน แชมพูแทบทุกยี่ห้อ บอกสรรพคุณว่า แก้รังแคได้ มีตั้งแต่แบบอ่อนๆจนถึง แบบอย่างแรง…  รังแค ที่ศรีษะ เป็นสิ่งที่ต้องระวัง และรักษาทุกวัน เพราะอาการคันและเศษรังแคทางหนังศรีษะ  บางคนมีมาก และตกหล่นลงบนไหล่ คอเสื้อ ทำให้เสียบุคลิกภาพได้

แต่ รังแคหรือ วัชพืชในสมอง ในความคิด  มันเกิดขึ้นได้ทุกวันเช่นกัน หากเราไม่ขจัดออกไป   ทุกวัน เราได้เห็น ได้ยิน ได้รับข้อมูลข่าวสารต่างๆ  หากเราไม่รู้จักเป้าหมายของชีวิต จุดประสงค์แต่ละวันในการ ดำเนินชีวิต เราก็จะรับทุกอย่างเข้ามาในความคิด   หากเราไม่รู้ว่าสิ่งไหนควรคิดสิ่งไหนไม่ควรคิด เราจะมีรังแคในสมองเต็มไป

ดังที่ได้กล่าว รังแคท่านสามารถปัดหวีผม ขจัดมันได้ทุกวัน แต่วัชพืช ในความคิดที่เต็มไปด้วย การตอบโต้ ความโกรธ ไม่พอใจ การแก้แค้น ความคิดอาฆาต ไม่ให้อภัย  มันทำให้ท่าน มีใบหน้า โศกเศร้า หมองคล้ำ ทานไม่ได้ นอนไม่หลับ แต่ละวัน ท่านไม่ได้จัดการถอดถอน ต้นวัชพืชในความคิดที่กำลังเจริญขึ่นทุกวัน   มันจะเจริญเติบโตงอกงาม อย่างรวดเร็วในความคิดและอารมณ์ของท่าน

เรื่อง อารมณ์ทางความคิดจึงสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องความโกรธ เมื่อ มีคนทำผิดต่อเรา ก็ไม่ควร และอย่าสู้กับ คนชั่ว  เราควรทำดีต่อ ผู้ที่ทำผิดกับเรา ด้วยเช่นกัน  “ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า ตาแทนตา และฟันแทนฟัน   ฝ่ายเราบอกท่านว่า อย่าต่อสู้คนชั่ว ถ้าผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน ก็จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย มธ 5: 38-39”

ความคิดที่ให้อภัย  คือการคิดที่มอบทุกอย่างให้กับพระเจ้า  จะทำให้เรามีชีวิต

ทุกๆวัน อย่าให้ความคิดที่โกรธ อาฆาต (วัชพืชต้นไม้ ที่ดูดดึง แย่งน้ำ สันติสุข ปุ๋ยฝ่ายวิญญาณ) ไปจาก ความคิด ที่สงบของเรา    ให้เรา วิ่งเข้าหาพระเจ้า มอบเรื่องการแก้แค้นไว้กับพระองค์ และพระเจ้าจะทรงฟังคำอธิษฐานผู้ที่ชอบธรรม นั่นหมายความว่า แม้ลูกพระเจ้าเองทำผิด พระองค์จะฟังฝ่ายที่ถูก อย่าให้เรา หมกมุ่นในการ แก้ต่างแทนตัวเอง แต่มอบการนั้นให้แก่พระเจ้า

คำสอนที่กล่าวว่า เมื่อถูกตบแก้มซ้ายจงหันแก้มขวาให้ คือ การไม่ยอมตอบโต้ เพื่อมอบการนั้นให้กลับพระเจ้า  เป็นผู้ตอบสนอง เพียงผู้เดียว  แต่ไม่ใช่ มาจากตัวของเรา

ระวังความคิดของเรา ที่จะมีความคิดที่ถูกต้องกับพระเจ้า และท่าทีต่อผู้ที่ทำร้ายเราถูกต้อง เพื่อบำเหน็จจะเป็นของเราด้วยเช่นกัน ท่านจำเป็นต้อง กำจัด วัชพืช สิ่งสกปรกออก จากสมองของท่าน เพื่อรอรับบำเหน็จรางวัลดีกว่า ครับ

 เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

วัชพืชทั้ง7 ที่ทำลายชีวิตคริสเตียน ตอนที่ 4 วัชพืช เกาะที่ ลิ้น

มธ5:34 ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า อย่าสาบานเลย โดยอ้างถึงสวรรค์ก็อย่าสาบาน เพราะสวรรค์เป็นที่ประทับของพระเจ้า

เมื่อลิ้นกระดก นั่นหมายถึงมันทำให้เราได้พูด หลายคนไม่เคยเห็นลิ้นของงู ผมเคยสังเกต ลิ้นของงู มันกระดก กระดิกตลอดเวลา เพราะงูใช้ลิ้นในการ รับรู้ เวลางูใช้ลิ้นในการล่าเหยื่อ มันจะตะวัดเหยื่อสัตว์ตัวเล็กๆ เข้าในปากก็ไวมาก หลายคนจึงเปรียบลักษณะของลิ้นโดย การกล่าวว่า ลิ้นที่ไว เหมือนลิ้นงู ก็เพราะงูนี่แหละ ที่ได้หลอกล่ออาดัมอีวาให้ทำบาป อาจารย์ยากอบได้ สอนและตักเตือนไว้ใน “ยากอบ3:6 และลิ้นนั้นก็เป็นไฟ ลิ้นเป็นโลกที่ไร้ธรรมในบรรดาอวัยวะของเรา เป็นเหตุให้ทั้งกายมลทินไปทำให้วัฏฏะแห่งชีวิตเผาไหม้ และมันเองก็ติดไฟโดยนรก” เราควรมีความมั่นคง ในคำพูดของตัวเอง ไวในการฟัง ช้าในการพูด และพูดความจริง จะได้ไม่เปลี่ยนคำพูดไปมา เหมือนลิ้นงูที่กระดิกตลอดเวลา หากเราพูดความจริงเราก็ไม่ต้องท่อง ระวังว่าจะพูดผิด หรือจำในสิ่งที่เราพูด เพราะเราจะพูดความจริงนั้นตลอด เวลา เพราะมันเป็นความจริงเดียว เราไม่อาจเปลี่ยนความจริงได้จากคำสาบาน เพราะความจริงก็คือ ความจริงไม่ต้องสาบาน เพราะคำพูดที่ถูกจะทำให้เราพูดความจริง ไม่ตกหล่น

อาจารย์ ยากอบ บอกว่า ไฟเพียงเล็กน้อย แต่สามารถ ลามเผาป่าได้ คำพูดก็เช่นเดียวกัน ที่เราต้องระวังการพูด เพราะ ลิ้น เล็กๆในปากของเรา สามารถทำลายทุกสิ่งในชีวิตได้เหมือนกัน วัชพืชติดที่ลิ้น คือ คำพูดที่ไม่ควรพูด พูด ในสิ่งที่ไม่ใช่น้ำพระทัยของพระเจ้า และพระเจ้าจะไม่พูดแบบนั้น คำพูดที่ทำลาย การทรงสถิต การเจิม ทำให้ชีวิต แห้งแล้ง รวมไปถึงผลที่จะเกิดขึ่นในครอบครัวใน การรับใช้ ในการทำงานร่วมกับ ผู้อื่น เพราะอำนาจความเป็นความตายอยู่ที่ลิ้น บางคนมีคำพูดติดปาก เป็นนิสัย ที่แก้ไม่หาย คำพูดที่นำไปสู่ความตาย ทำให้ท้อใจ พูดสองแง่สามง่าม พูดโกหก พูด เกินความจริง พูดขาดจากความจริง พูด เล่นไม่เป็นเรื่อง พูดในสิ่งที่ไม่เหมาะสม จึงอยากให้เรา อธิษฐาน สารภาพ นำคำพูดเหล่านี้ไปตรึงที่กางเขน และตัดความสัมพันธ์กับคำพูดเหล่านี้ เพื่อจะไม่ทำให้ ท่านต้องแห้งแล้ง ฝ่ายวิญญาณในการรับใช้ดำเนินชีวิต แต่อาจสนุกคะนองปากในการคุยเล่นกับ เพื่อนฝูง

เมื่อเราพูดเล่นมาก พูดโดยไม่คิด ความผิดพลาดที่ตามมา ก้คือ พูดผิดพลาด พูดเกินความจริง และต้องหาวิธีการแก้ไข แก้ไปเรื่อยๆจน เข้าสู่การหาช่องทางในการแก้ตัว หรือทำให้ผิดน้อยลง และนำไปสู่การสาบาน ในที่สุด ว่าได้พูดจริงหรือไม่? หรือได้ทำจริงหรือไม่? เพราะพูดๆเล่นๆ จากเล่นกลายไปสู่จริง จากไม่ระวังความประมาทนำไปสู่ความผิดหลากในที่สุด ทั้งหมด เพราะต้องการ อยากปกป้องคำพูด และวิธีของโลกคือการสาบานมธ5:34 ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า อย่าสาบานเลย โดยอ้างถึงสวรรค์ก็อย่าสาบาน เพราะสวรรค์เป็นที่ประทับของพระเจ้า

เมื่อลิ้นกระดก นั่นหมายถึงมันทำให้เราได้พูด หลายคนไม่เคยเห็นลิ้นของงู ผมเคยสังเกต ลิ้นของงู มันกระดก กระดิกตลอดเวลา เพราะงูใช้ลิ้นในการ รับรู้ เวลางูใช้ลิ้นในการล่าเหยื่อ มันจะตะวัดเหยื่อสัตว์ตัวเล็กๆ เข้าในปากก็ไวมาก หลายคนจึงเปรียบลักษณะของลิ้นโดย การกล่าวว่า ลิ้นที่ไว เหมือนลิ้นงู ก็เพราะงูนี่แหละ ที่ได้หลอกล่ออาดัมอีวาให้ทำบาป อาจารย์ยากอบได้ สอนและตักเตือนไว้ใน “ยากอบ3:6 และลิ้นนั้นก็เป็นไฟ ลิ้นเป็นโลกที่ไร้ธรรมในบรรดาอวัยวะของเรา เป็นเหตุให้ทั้งกายมลทินไปทำให้วัฏฏะแห่งชีวิตเผาไหม้ และมันเองก็ติดไฟโดยนรก” เราควรมีความมั่นคง ในคำพูดของตัวเอง ไวในการฟัง ช้าในการพูด และพูดความจริง จะได้ไม่เปลี่ยนคำพูดไปมา เหมือนลิ้นงูที่กระดิกตลอดเวลา หากเราพูดความจริงเราก็ไม่ต้องท่อง ระวังว่าจะพูดผิด หรือจำในสิ่งที่เราพูด เพราะเราจะพูดความจริงนั้นตลอด เวลา เพราะมันเป็นความจริงเดียว เราไม่อาจเปลี่ยนความจริงได้จากคำสาบาน เพราะความจริงก็คือ ความจริงไม่ต้องสาบาน เพราะคำพูดที่ถูกจะทำให้เราพูดความจริง ไม่ตกหล่น

อาจารย์ ยากอบ บอกว่า ไฟเพียงเล็กน้อย แต่สามารถ ลามเผาป่าได้ คำพูดก็เช่นเดียวกัน ที่เราต้องระวังการพูด เพราะ ลิ้น เล็กๆในปากของเรา สามารถทำลายทุกสิ่งในชีวิตได้เหมือนกัน วัชพืชติดที่ลิ้น คือ คำพูดที่ไม่ควรพูด พูด ในสิ่งที่ไม่ใช่น้ำพระทัยของพระเจ้า และพระเจ้าจะไม่พูดแบบนั้น คำพูดที่ทำลาย การทรงสถิต การเจิม ทำให้ชีวิต แห้งแล้ง รวมไปถึงผลที่จะเกิดขึ่นในครอบครัวใน การรับใช้ ในการทำงานร่วมกับ ผู้อื่น เพราะอำนาจความเป็นความตายอยู่ที่ลิ้น บางคนมีคำพูดติดปาก เป็นนิสัย ที่แก้ไม่หาย คำพูดที่นำไปสู่ความตาย ทำให้ท้อใจ พูดสองแง่สามง่าม พูดโกหก พูด เกินความจริง พูดขาดจากความจริง พูด เล่นไม่เป็นเรื่อง พูดในสิ่งที่ไม่เหมาะสม จึงอยากให้เรา อธิษฐาน สารภาพ นำคำพูดเหล่านี้ไปตรึงที่กางเขน และตัดความสัมพันธ์กับคำพูดเหล่านี้ เพื่อจะไม่ทำให้ ท่านต้องแห้งแล้ง ฝ่ายวิญญาณในการรับใช้ดำเนินชีวิต แต่อาจสนุกคะนองปากในการคุยเล่นกับ เพื่อนฝูง

เมื่อเราพูดเล่นมาก พูดโดยไม่คิด ความผิดพลาดที่ตามมา ก้คือ พูดผิดพลาด พูดเกินความจริง และต้องหาวิธีการแก้ไข แก้ไปเรื่อยๆจน เข้าสู่การหาช่องทางในการแก้ตัว หรือทำให้ผิดน้อยลง และนำไปสู่การสาบาน ในที่สุด ว่าได้พูดจริงหรือไม่? หรือได้ทำจริงหรือไม่? เพราะพูดๆเล่นๆ จากเล่นกลายไปสู่จริง จากไม่ระวังความประมาทนำไปสู่ความผิดหลากในที่สุด ทั้งหมด เพราะต้องการ อยากปกป้องคำพูด และวิธีของโลกคือการสาบาน

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

วัชพืชทั้ง7 ที่ทำลายชีวิตคริสเตียน ตอนที่ 3 วัชพืชเกาะที่ ตา

ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดมองผู้หญิงเพื่อให้เกิดใจกำหนัดในหญิงนั้น ผู้นั้นได้ล่วงประเวณีในใจกับหญิงนั้นแล้ว ถ้าตาข้างขวาของท่านทำให้ตัวหลงผิด จงควักออกทิ้งเสียเพราะว่าถึงจะเสียอวัยวะอย่างหนึ่ง ก็ดีกว่าตัวของท่านจะต้องลงนรก ถ้ามือข้างขวาทำให้หลงผิด จงตัดทิ้งเสียเพราะถึงจะเสียอวัยวะอย่างหนึ่ง ก็ดีกว่าตัวท่านจะต้องลงนรก (มธ5:27-30)

วัชพืชเกาะที่ตา เป็นแบบไหน ผมจะลองให้ท่าน เห็นภาพชัดๆ ทุกเช้า เมื่อท่านตื่นขึ้นมา มีขี้ตา ติดอยู่ในตา และการมองก็จะ เบรอๆ เพราะบางคนมีน้ำตาไหล ออกมา หรือบางคน ไม่ล้างหน้า ในตอนเช้า เพราะไม่ได้ ไปไหน แต่ขี้ตาก็ยังคงติดอยู่ มันสร้างความรำคาญให้แก่ตาของท่าน มากมาย จนกว่าจะไปล้างหน้า

วัชพืช ที่เกาะที่ตา เหมือนขี้ตา เพราะมัน เกิดขึ้นทุกๆวัน ทุกเช้า ที่ต้องคอย เอาใจใส่ ล้างหน้าล้างตาให้สะอาดทุกเช้า หรือบางคน อาจมีประสบการณ์ เศษผมเข้าในตา หรือเศษผง เข้าในตา มันรำคาญและเจ็บ จนท่านต้องเอาน้ำยา ล้างตา มาล้างให้สะอาด ด้วยเหตุนี้ ตาเป็นหน้าต่างของชีวิต สิ่งที่ไม่ควรมองไม่ควรเห็น มันจะส่งผลเข้ามาในความคิด และภาพที่ติดในใจ หากมันเป็นขยะ หรือเมื่อเห็นแล้วมันยังเกาะติดตาเรา รบกวน ในการมองเห็นพระเจ้า และการทรงนำ เป็นสิ่งที่บดบังพระสิริ ขัดขวางการมองที่ชอบธรรมและ สิ่งบริสุทธิ์

เรื่องของ ตา เป็นสิ่งที่ต้องระวัง หากวัชพืช เกาะที่ตาแล้ว การมองของเราก็ผิดเพี้ยนไปได้ เพราะเรามองอะไรก็เป็นอย่างนั้น เหมือนกับภาพถ่าย สมองของเราเป็นเครื่องเก็บข้อมูล ตาเป็นกล้องถ่ายรูป เราควรระวังเรื่อง ตา เพราะตาเป็นประทีปของร่างกาย เมื่อเรามองและคิดตาม สุดท้าย เรา ก็ทำตาม มองเห็นคนที่ไม่ใช่คู่ครอง และเริ่มคิดเลยเถิด จากนั้นก็วางแผน และนำสู่การล่วงประเวณี มากเข้า ก็ผิดพลาดและนำไปสู่การหย่าร้างได้ มธ5; 31 “ยังมีคำกล่าวไว้ว่า ถ้าผู้ใดจะหย่าภรรยาก็ให้ทำหนังสือหย่าให้แก่ภรรยานั้น

ร่างกายที่ทำบาปเกิดขึ้นจากการมองภาพที่ไม่ควรมอง หรือภาพใดๆนำไปสู่การเป็นรูปเคารพ ใจและความคิดของเรา เราก็ประมวลผล ภาพและคิด ตาม วัชพืชที่เกาะค้าง เกาะติดในตา ส่งผลไปสู่อารมณ์ พระคริสต์ทรงสอนว่า เรายอม เสียตาหนึ่งข้าง หากต้องทำผิด ดีกว่าทั้งร่างกายส่วนที่ดีต้องตกนรก

สรุปคือ การตัดสินใจ เด็ดขาด ไม่ทำตามตามองเห็นในเรื่องเพศ ไม่เชื่อวางใจสายตาของโลก ควรมีตาฝ่ายวิญญาณ การตั้งใจ คิดและมองไม่เห็น การไม่มองสิ่งที่ไม่ควรมอง หากมองเห็นแล้ว มันรบกวน จิตใจ และวิญญาณของเรา อธิษฐาน ขอโลหิตที่กางเขนชำระให้สะอาด ขอฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ปลดปล่อย ภาพ หรือสิ่งที่วนเวียนรอบตาของเรา สิ่งของรอบข้างของเรา เราหนีไม่พ้นด้านกายภาพ แต่เรา หลีกหนีโดยฝ่ายวิญญาณ คือ การไม่หันไปมองครั้งที่สอง และการทำลาย หรือการคิดถึง มองฝ่ายวิญญาณ ในภาพพระคริสต์ถูกตรึงที่กางเขนแทน หรือคิดเรื่องใดที่บริสุทธิ์ คนที่เรารัก นับถือแทนครับท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดมองผู้หญิงเพื่อให้เกิดใจกำหนัดในหญิงนั้น ผู้นั้นได้ล่วงประเวณีในใจกับหญิงนั้นแล้ว ถ้าตาข้างขวาของท่านทำให้ตัวหลงผิด จงควักออกทิ้งเสียเพราะว่าถึงจะเสียอวัยวะอย่างหนึ่ง ก็ดีกว่าตัวของท่านจะต้องลงนรก ถ้ามือข้างขวาทำให้หลงผิด จงตัดทิ้งเสียเพราะถึงจะเสียอวัยวะอย่างหนึ่ง ก็ดีกว่าตัวท่านจะต้องลงนรก (มธ5:27-30)

วัชพืชเกาะที่ตา เป็นแบบไหน ผมจะลองให้ท่าน เห็นภาพชัดๆ ทุกเช้า เมื่อท่านตื่นขึ้นมา มีขี้ตา ติดอยู่ในตา และการมองก็จะ เบรอๆ เพราะบางคนมีน้ำตาไหล ออกมา หรือบางคน ไม่ล้างหน้า ในตอนเช้า เพราะไม่ได้ ไปไหน แต่ขี้ตาก็ยังคงติดอยู่ มันสร้างความรำคาญให้แก่ตาของท่าน มากมาย จนกว่าจะไปล้างหน้า

วัชพืช ที่เกาะที่ตา เหมือนขี้ตา เพราะมัน เกิดขึ้นทุกๆวัน ทุกเช้า ที่ต้องคอย เอาใจใส่ ล้างหน้าล้างตาให้สะอาดทุกเช้า หรือบางคน อาจมีประสบการณ์ เศษผมเข้าในตา หรือเศษผง เข้าในตา มันรำคาญและเจ็บ จนท่านต้องเอาน้ำยา ล้างตา มาล้างให้สะอาด ด้วยเหตุนี้ ตาเป็นหน้าต่างของชีวิต สิ่งที่ไม่ควรมองไม่ควรเห็น มันจะส่งผลเข้ามาในความคิด และภาพที่ติดในใจ หากมันเป็นขยะ หรือเมื่อเห็นแล้วมันยังเกาะติดตาเรา รบกวน ในการมองเห็นพระเจ้า และการทรงนำ เป็นสิ่งที่บดบังพระสิริ ขัดขวางการมองที่ชอบธรรมและ สิ่งบริสุทธิ์

เรื่องของ ตา เป็นสิ่งที่ต้องระวัง หากวัชพืช เกาะที่ตาแล้ว การมองของเราก็ผิดเพี้ยนไปได้ เพราะเรามองอะไรก็เป็นอย่างนั้น เหมือนกับภาพถ่าย สมองของเราเป็นเครื่องเก็บข้อมูล ตาเป็นกล้องถ่ายรูป เราควรระวังเรื่อง ตา เพราะตาเป็นประทีปของร่างกาย เมื่อเรามองและคิดตาม สุดท้าย เรา ก็ทำตาม มองเห็นคนที่ไม่ใช่คู่ครอง และเริ่มคิดเลยเถิด จากนั้นก็วางแผน และนำสู่การล่วงประเวณี มากเข้า ก็ผิดพลาดและนำไปสู่การหย่าร้างได้ มธ5; 31 “ยังมีคำกล่าวไว้ว่า ถ้าผู้ใดจะหย่าภรรยาก็ให้ทำหนังสือหย่าให้แก่ภรรยานั้น

ร่างกายที่ทำบาปเกิดขึ้นจากการมองภาพที่ไม่ควรมอง หรือภาพใดๆนำไปสู่การเป็นรูปเคารพ ใจและความคิดของเรา เราก็ประมวลผล ภาพและคิด ตาม วัชพืชที่เกาะค้าง เกาะติดในตา ส่งผลไปสู่อารมณ์ พระคริสต์ทรงสอนว่า เรายอม เสียตาหนึ่งข้าง หากต้องทำผิด ดีกว่าทั้งร่างกายส่วนที่ดีต้องตกนรก

สรุปคือ การตัดสินใจ เด็ดขาด ไม่ทำตามตามองเห็นในเรื่องเพศ ไม่เชื่อวางใจสายตาของโลก ควรมีตาฝ่ายวิญญาณ การตั้งใจ คิดและมองไม่เห็น การไม่มองสิ่งที่ไม่ควรมอง หากมองเห็นแล้ว มันรบกวน จิตใจ และวิญญาณของเรา อธิษฐาน ขอโลหิตที่กางเขนชำระให้สะอาด ขอฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ปลดปล่อย ภาพ หรือสิ่งที่วนเวียนรอบตาของเรา สิ่งของรอบข้างของเรา เราหนีไม่พ้นด้านกายภาพ แต่เรา หลีกหนีโดยฝ่ายวิญญาณ คือ การไม่หันไปมองครั้งที่สอง และการทำลาย หรือการคิดถึง มองฝ่ายวิญญาณ ในภาพพระคริสต์ถูกตรึงที่กางเขนแทน หรือคิดเรื่องใดที่บริสุทธิ์ คนที่เรารัก นับถือแทนครับ  

 เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

 

วัชพืชทั้ง7 ที่ทำลายชีวิตคริสเตียน ตอนที่ 2 วัชพืชที่เกาะที่อารมณ์

วัชพืชที่เกาะที่อารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อารมณ์ โกรธ

ท่านลองนึกดู ว่า หากมีใครบางคนที่ท่านรู้สึกไม่ชอบ หรือเกิดอารม์โกรธไม่พอใจ เมื่อชื่อหรือเหตุการณ์ที่ใครบางคนเคยกระทำ ล่วงละเมิดกับเรา ทั้งคำพูด ที่มันวนเวียน อยู่ใน อารมณ์ของเรา แม้ในขณะทานข้าว ยามนอน และยิ่งนับวัน มันก็ยิ่งทวีมากยิ่งขึ้น ทั้งที่ใจท่านก็อยากยุติ อยากพักผ่อน แต่ในอารมณ์มันยิ่งทวีคูณในความโกรธมากยิ่งขึ้น จนสุดท้าย ท่านอยากรอเวลา ที่จะแก้แค้น หรือ รอดูความหายนะ หรือให้มีใครสักคนมาทำร้ายคนที่ทำร้ายต่อท่าน และบางท่านอาจยอมคิดผิดๆ โดยรอให้พระเจ้า หรือ ใครมาแก้แค้นแทนเรา นี่แหละเป็นวัชพืชอย่างหนึ่งที่กำลัง เติบโตในจิตใจของท่าน

“ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้แก่คนโบราณว่า อย่าฆ่าคน ถ้าผู้ใดฆ่าคน ผู้นั้นจะต้องถูกพิพากษาลงโทษ เราบอกท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดโกรธพี่น้องของตน ผู้นั้นจะต้องถูกพิพากษาลงโทษ (มธ5;21-22 )”

“เมื่อเราโกรธ โดยไม่มีการยับยั้งในอารมย์นั้น เรายังคง หมกมุ่นกับอารมณ์และคิดแต่สิ่งที่คนทำผิดต่อเรา จากนั้น อารมณ์ก็จะพัฒนา ไปสู่เกลียด นำไปสู่การแก้แค้น การฆ่าคน ในที่สุด (อพย20:3)”

อารมณ์ ที่แฝงด้วยความโกรธ ยังนำสู่การพูด การ ตำหนิ นำไปสู่การผิดพลาดโดยการ มีอคติ ใส่ร้ายป้ายสีได้เช่นกัน เราควรจะระงับอารมณ์ ควบคุมความคิด ที่เลยเถิดไปให้เร็วที่สุด

ท่านอาจารย์ เปาโลสอนว่า โกรธก็โกรธได้แต่อย่าทำบาป อย่าให้ถึงตะวันตกดิน(อฟ4; 26-27)

หากท่านยังเก็บความโกรธ เข้าไปในห้องนอน และหมกมุ่นกับความขุ่นเคือง แล้ว ท่านจะป่วยแน่ครับ ผลร้ายจะเป็นของท่านเอง ข้อความข้างต้นนี้ย่อมมีความหมายว่า เรามีสิทธิโกรธได้ แต่ให้แสดง อารมณ์ ความรู้สึก ที่เหมาะสม ไม่แสดงความก้าวร้าว หรือทำร้าย โดยอย่าขาดความยับยั้งสติ ผมจะยกตัวอย่าง เช่น หากท่านไม่พอใจที่มีคนล้ำเส้นในชีวิตท่าน ท่านมีสิทธิที่จะพูด บอกกล่าวว่า ท่านไม่พอใจเรื่องใด และไม่สบายใจ นี่เป็นการใช้สิทธิระดับหนึ่ง และก็ขอให้จบเพียงเท่านี้จริงๆ  ท่านก็ควรยกโทษให้อภัยแก่ ผู้ทำผิดต่อท่านด้วย เป็นการระบาย ถึงผู้ที่ล่วงล้ำในชีวิตท่านและก็ขอให้จบกันไป แต่หากว่า ท่านไม่ใช้สิทธิในการบอกความรู้สึก ท่านกลับเก็บ อารมณ์ นั้นๆ และปล่อยมันค้างคืนไปยาวนาน จนสะสมเป็นความขมขื่น เพราะรากความขมขื่นเริ่มจาก อารมณ์ โกรธ ซึ่งทำให้พระวิญญาณเสียพระทัยได้เช่นกัน

เหตุนี้ พระคริสต์จึงสั่งว่า ให้วางเครื่องบูชา แล้วกลับไปให้มีการยกโทษ และคืนดี ก่อนจะนำเครื่องบูชามาถวายแด่พระเจ้า ก็คือ ท่านยกโทษให้อภัยแก่ผู้ทำผิดต่อท่านก่อน จะมาถวายเครื่องบูชาแก่พระเจ้า ได้ ทำไมครับ ? .. เพราะท่าน จะนำนมัสการ นำแคร์ นำประชุม เซล ประกาศ เทศนาสั่งสอน หรือเข้าหาพระเจ้า ทั้งๆที่ท่าน ยังมีความโกรธ ซึ่งเป็นรากของความบาป และการรับใช้ใดๆ ที่ แอบแฝง ผสมผสานด้วย แรงผลักดันภายใน ที่ไม่ชอบธรรม ผลที่ออกมาจะปรากฏชัด คือ เป็นการรับใช้ที่ ไม่บริสุทธิ์ และปราศจากการทรงสถิต เหมือนโมเสสท่านโกรธชาวอิสราเอล จึงเอาไม้เท้า ตีหิน เหตุการณ์ นี้พระเจ้าไม่พอพระทัยโมเสส แต่ ทรงให้น้ำไหลจากหิน เพราะสงสารอิสราเอล ที่หิวน้ำต่างหาก

วันนี้หากท่านมีความโกรธ จงเอา ความรู้สึกนั้นระบายต่อพระเจ้า และประกาศการยกโทษ ให้แก่ผู้ทำผิดต่อท่าน และอวยพรศัตรู เพื่อพระเจ้าจะทรงเมตตาเอ็นดู ได้รื้อฟื้นมรดกฝ่ายวิญญาณ และพระสัญญาของพระองค์แก่ท่าน ขึ้นมาใหม่ในวันนี้ครับ

สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ อารมณ์มนุษย์ เปลี่ยนแปลงตลอด การทำให้โกรธนั้นง่ายกว่าทำให้หายโกรธ เราจึง ต้องรักษาใจ เพราะทุกสิ่งเริ่มจากใจ

ก่อนโกรธ คิดถึงปัจจัยที่คนทำให้เราโกรธ ว่าทำไม

ก) เป็นเรื่อง เข้าใจผิด ตั้งใจ หรือการไม่เป็นผู้ใหญ่ของเขาหรือเรา เราควรให้อภัยและมอบไว้กับพระเจ้า

ข)หากเป็นเรื่อง ที่เขาพูดถึงเรามันถูกเป็นจริง ก็จงขอบคุณพระเจ้าที่ มีคนรักเรา กล้า ตักเตือนเรา

ค) หากมีคนตั้งใจทำร้ายเรา หรือไม่ตั้งใจ ก็ทูลต่อพระเจ้า และมั่นใจว่า บำเหน็จจะเป็นของท่านครับ การตั้งรับด้วยอธิษฐาน การยกโทษ ระบายกับพระเจ้า โดยวิธีการอธิษฐาน ปฎิเสธที่จะให้สิ่งที่ใครกล่าวนั้นมีผลต่อเรา ไม่ยอมรับเข้าสู่อารมณ์ ประกาศว่า ขอนำเรื่องนั้น ไปตรึงที่กางเขนเสีย  จะทำให้ท่านมีอิสรภาพครับ และอย่าลืมทำบ่อยๆ จนกลายเป็นนิสัยไหม่วัชพืชที่เกาะที่อารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อารมณ์ โกรธ

ท่านลองนึกดู ว่า หากมีใครบางคนที่ท่านรู้สึกไม่ชอบ หรือเกิดอารม์โกรธไม่พอใจ เมื่อชื่อหรือเหตุการณ์ที่ใครบางคนเคยกระทำ ล่วงละเมิดกับเรา ทั้งคำพูด ที่มันวนเวียน อยู่ใน อารมณ์ของเรา แม้ในขณะทานข้าว ยามนอน และยิ่งนับวัน มันก็ยิ่งทวีมากยิ่งขึ้น ทั้งที่ใจท่านก็อยากยุติ อยากพักผ่อน แต่ในอารมณ์มันยิ่งทวีคูณในความโกรธมากยิ่งขึ้น จนสุดท้าย ท่านอยากรอเวลา ที่จะแก้แค้น หรือ รอดูความหายนะ หรือให้มีใครสักคนมาทำร้ายคนที่ทำร้ายต่อท่าน และบางท่านอาจยอมคิดผิดๆ โดยรอให้พระเจ้า หรือ ใครมาแก้แค้นแทนเรา นี่แหละเป็นวัชพืชอย่างหนึ่งที่กำลัง เติบโตในจิตใจของท่าน

“ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้แก่คนโบราณว่า อย่าฆ่าคน ถ้าผู้ใดฆ่าคน ผู้นั้นจะต้องถูกพิพากษาลงโทษ เราบอกท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดโกรธพี่น้องของตน ผู้นั้นจะต้องถูกพิพากษาลงโทษ (มธ5;21-22 )”

“เมื่อเราโกรธ โดยไม่มีการยับยั้งในอารมย์นั้น เรายังคง หมกมุ่นกับอารมณ์และคิดแต่สิ่งที่คนทำผิดต่อเรา จากนั้น อารมณ์ก็จะพัฒนา ไปสู่เกลียด นำไปสู่การแก้แค้น การฆ่าคน ในที่สุด (อพย20:3)”

อารมณ์ ที่แฝงด้วยความโกรธ ยังนำสู่การพูด การ ตำหนิ นำไปสู่การผิดพลาดโดยการ มีอคติ ใส่ร้ายป้ายสีได้เช่นกัน เราควรจะระงับอารมณ์ ควบคุมความคิด ที่เลยเถิดไปให้เร็วที่สุด

ท่านอาจารย์ เปาโลสอนว่า โกรธก็โกรธได้แต่อย่าทำบาป อย่าให้ถึงตะวันตกดิน(อฟ4; 26-27)

หากท่านยังเก็บความโกรธ เข้าไปในห้องนอน และหมกมุ่นกับความขุ่นเคือง แล้ว ท่านจะป่วยแน่ครับ ผลร้ายจะเป็นของท่านเอง ข้อความข้างต้นนี้ย่อมมีความหมายว่า เรามีสิทธิโกรธได้ แต่ให้แสดง อารมณ์ ความรู้สึก ที่เหมาะสม ไม่แสดงความก้าวร้าว หรือทำร้าย โดยอย่าขาดความยับยั้งสติ ผมจะยกตัวอย่าง เช่น หากท่านไม่พอใจที่มีคนล้ำเส้นในชีวิตท่าน ท่านมีสิทธิที่จะพูด บอกกล่าวว่า ท่านไม่พอใจเรื่องใด และไม่สบายใจ นี่เป็นการใช้สิทธิระดับหนึ่ง และก็ขอให้จบเพียงเท่านี้จริงๆ  ท่านก็ควรยกโทษให้อภัยแก่ ผู้ทำผิดต่อท่านด้วย เป็นการระบาย ถึงผู้ที่ล่วงล้ำในชีวิตท่านและก็ขอให้จบกันไป แต่หากว่า ท่านไม่ใช้สิทธิในการบอกความรู้สึก ท่านกลับเก็บ อารมณ์ นั้นๆ และปล่อยมันค้างคืนไปยาวนาน จนสะสมเป็นความขมขื่น เพราะรากความขมขื่นเริ่มจาก อารมณ์ โกรธ ซึ่งทำให้พระวิญญาณเสียพระทัยได้เช่นกัน

เหตุนี้ พระคริสต์จึงสั่งว่า ให้วางเครื่องบูชา แล้วกลับไปให้มีการยกโทษ และคืนดี ก่อนจะนำเครื่องบูชามาถวายแด่พระเจ้า ก็คือ ท่านยกโทษให้อภัยแก่ผู้ทำผิดต่อท่านก่อน จะมาถวายเครื่องบูชาแก่พระเจ้า ได้ ทำไมครับ ? .. เพราะท่าน จะนำนมัสการ นำแคร์ นำประชุม เซล ประกาศ เทศนาสั่งสอน หรือเข้าหาพระเจ้า ทั้งๆที่ท่าน ยังมีความโกรธ ซึ่งเป็นรากของความบาป และการรับใช้ใดๆ ที่ แอบแฝง ผสมผสานด้วย แรงผลักดันภายใน ที่ไม่ชอบธรรม ผลที่ออกมาจะปรากฏชัด คือ เป็นการรับใช้ที่ ไม่บริสุทธิ์ และปราศจากการทรงสถิต เหมือนโมเสสท่านโกรธชาวอิสราเอล จึงเอาไม้เท้า ตีหิน เหตุการณ์ นี้พระเจ้าไม่พอพระทัยโมเสส แต่ ทรงให้น้ำไหลจากหิน เพราะสงสารอิสราเอล ที่หิวน้ำต่างหาก

วันนี้หากท่านมีความโกรธ จงเอา ความรู้สึกนั้นระบายต่อพระเจ้า และประกาศการยกโทษ ให้แก่ผู้ทำผิดต่อท่าน และอวยพรศัตรู เพื่อพระเจ้าจะทรงเมตตาเอ็นดู ได้รื้อฟื้นมรดกฝ่ายวิญญาณ และพระสัญญาของพระองค์แก่ท่าน ขึ้นมาใหม่ในวันนี้ครับ

สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ อารมณ์มนุษย์ เปลี่ยนแปลงตลอด การทำให้โกรธนั้นง่ายกว่าทำให้หายโกรธ เราจึง ต้องรักษาใจ เพราะทุกสิ่งเริ่มจากใจ

ก่อนโกรธ คิดถึงปัจจัยที่คนทำให้เราโกรธ ว่าทำไม

ก) เป็นเรื่อง เข้าใจผิด ตั้งใจ หรือการไม่เป็นผู้ใหญ่ของเขาหรือเรา เราควรให้อภัยและมอบไว้กับพระเจ้า

ข)หากเป็นเรื่อง ที่เขาพูดถึงเรามันถูกเป็นจริง ก็จงขอบคุณพระเจ้าที่ มีคนรักเรา กล้า ตักเตือนเรา

ค) หากมีคนตั้งใจทำร้ายเรา หรือไม่ตั้งใจ ก็ทูลต่อพระเจ้า และมั่นใจว่า บำเหน็จจะเป็นของท่านครับ การตั้งรับด้วยอธิษฐาน การยกโทษ ระบายกับพระเจ้า โดยวิธีการอธิษฐาน ปฎิเสธที่จะให้สิ่งที่ใครกล่าวนั้นมีผลต่อเรา ไม่ยอมรับเข้าสู่อารมณ์ ประกาศว่า ขอนำเรื่องนั้น ไปตรึงที่กางเขนเสีย  จะทำให้ท่านมีอิสรภาพครับ และอย่าลืมทำบ่อยๆ จนกลายเป็นนิสัยใหม่

 เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

วัชพืชทั้ง7 ที่ทำลายชีวิตคริสเตียน ตอนที่ 1


ตอน ต้นไม้กับวัชพืช

หากเราปลูกต้นไม้ แน่นอน ต้นไม้ที่ดีต้องมีคน ดูแลเอาใจใส่ คอยถอนวัชพืช หรือ ตัดตกแต่งกิ่งใบให้สวยงาม เหมือนจิตวิญญาณของเรา ต้องมีผู้คอยชี้นำ และตัวเราเองต้องคอย รดน้ำแห่ง พระวจนะ วรรณกรรม และ การนมัสการ เพื่อให้จิตวิญญาณชุ่มชื่นเสมอ มีปุ๋ย แห่งความรัก ของพระเจ้า การเจิม คำหนุนใจที่ถูกต้อง บำรุงเลี้ยงดูทุกวัน ทุกสัปดาห์ และทุก เดือน ต้นไม้บางต้นอาจต้องใส่ปุ๋ยทุกวัน บางชนิด ใส่ ทุกสัปดาห์ เราแต่ละคนก็เหมือนต้นไม้ แต่ละชนิดที่ไม่เหมือนกัน ตามที่พระเจ้าทรงสร้างและประทานพระคุณให้ตามเอกลักษณ์ หรือ ตามของประทาน ตะลันต์ ครับ

แต่ วัชพืช มันไม่จำเป็นต้องมีคนดูแลมันก็เติบโตเองได้ และมันสามารถเจริญงอกขึ้นเองเร็วมาก หากปล่อยไว้ มันยิ่ง ไม่มีประโยชน์ และทำลายต้นไม้ดีแห่งชีวิตของเรา และมัน จะแย่งอาหาร ปุ๋ย น้ำ ไปได้ เราไม่ต้องปลูกไม่ได้เอาใจใส่ มันก็เจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว ในชีวิตของเราเช่นกัน วัชพืชฝ่ายวิญญาณ เป็นสิ่งที่ทำลายพลังแห่งจิตวิญญาณและทำลาย ค่านิยมชีวิตคริสเตียนของเราได้ แต่พระคริสต์ทรงปรารถนา และต้องการให้เรา จัดการกับวัชพืชฝ่ายวิญญาณ เพื่อเราจะได้ดำเนินชีวิต ถูกต้อง เพื่อส่วนที่ต้องเจริญเติบโตก็ควร เจริญเติบโต โดยปราศจาก วัชพืช มาทำลายต้นไม้แห่งชีวิตของเรา และเราจะพบว่า วัชพืช ที่อันตรายที่สุดก็คืออุปนิสัยของเราที่ไม่ดี ของเรา

ดังนั้นเราต้อง เปลี่ยนความคิด สร้างความเข้าใจ เพื่อจะได้ขจัด วัชพืช เหล่านี้ ออกไปจากชีวิตเราทุกๆวัน


ผมเป็นคนชอบปลูกต้นไม้ ทุกๆเช้า ผมจะรดน้ำพรวนดิน และต้นไม้บางชนิด ผมจะระมัดระวัง เพราะ เขาจะไม่ชอบน้ำมาก บางต้น จะใส่ปุ๋ยนิดหน่อย บางต้น จะต้องให้โดนแดดบ้าง และคอยย้ายหลบๆไปที่ร่มบ้าง เหมือนกับว่า เขามีชีวิตแต่ละชนิดแตกต่างกัน การดูแลก็จะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ผม ต้องคอยทำอยู่เสมอทุกวัน คือ ต้องถอนวัชพืช ออกไปทุกวันพร้อม กับรดน้ำพรวนดิน แต่หากเป็นต้นบัวที่เลี้ยงในอ่างปลา ก็จะมีตะไคร่ สาหร่าย ที่ปกคลุก ทั้งที่ผมไม่เคยตั้งใจจะเลี้ยงพวกมัน แต่มันกลับเกิดขึ้นรวดเร็วมาก ทำให้อ่างปลา แคบไปทันที เพราะผมต้องการเลี้ยงดู ต้นบัว เพื่อให้เขาออกดอกตูม และมีใบบัวเป็นที่หลบแสงแดดของเหล่าปลาน้อย ด้วยเหตุนี้ ผมจึงต้องคอย จัดการกับตะไคร่และสาหร่ายที่เจริญเติบโตเร็วไปด้วย เพื่อมิให้ แผ่ไปเต็มรากบัวจนไม่มีที่กว้างพอให้หมู่ปลาตัวเล็กๆแหวกว่ายไปมา สาเหตุนี้ก็เช่นกัน ชีวิตของเรา หากไม่คอยจัดการกับวัชพืชสาหร่าย พื้นที่ส่วนอื่นๆของจิตวิญญาณที่ต้องเจริญเติบโตก็จะถูกจำกัดที่ไปได้เช่นกันครับ

ตอน ต้นไม้กับวัชพืช

หากเราปลูกต้นไม้ แน่นอน ต้นไม้ที่ดีต้องมีคน ดูแลเอาใจใส่ คอยถอนวัชพืช หรือ ตัดตกแต่งกิ่งใบให้สวยงาม เหมือนจิตวิญญาณของเรา ต้องมีผู้คอยชี้นำ และตัวเราเองต้องคอย รดน้ำแห่ง พระวจนะ วรรณกรรม และ การนมัสการ เพื่อให้จิตวิญญาณชุ่มชื่นเสมอ มีปุ๋ย แห่งความรัก ของพระเจ้า การเจิม คำหนุนใจที่ถูกต้อง บำรุงเลี้ยงดูทุกวัน ทุกสัปดาห์ และทุก เดือน ต้นไม้บางต้นอาจต้องใส่ปุ๋ยทุกวัน บางชนิด ใส่ ทุกสัปดาห์ เราแต่ละคนก็เหมือนต้นไม้ แต่ละชนิดที่ไม่เหมือนกัน ตามที่พระเจ้าทรงสร้างและประทานพระคุณให้ตามเอกลักษณ์ หรือ ตามของประทาน ตะลันต์ ครับ

แต่ วัชพืช มันไม่จำเป็นต้องมีคนดูแลมันก็เติบโตเองได้ และมันสามารถเจริญงอกขึ้นเองเร็วมาก หากปล่อยไว้ มันยิ่ง ไม่มีประโยชน์ และทำลายต้นไม้ดีแห่งชีวิตของเรา และมัน จะแย่งอาหาร ปุ๋ย น้ำ ไปได้ เราไม่ต้องปลูกไม่ได้เอาใจใส่ มันก็เจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว ในชีวิตของเราเช่นกัน วัชพืชฝ่ายวิญญาณ เป็นสิ่งที่ทำลายพลังแห่งจิตวิญญาณและทำลาย ค่านิยมชีวิตคริสเตียนของเราได้ แต่พระคริสต์ทรงปรารถนา และต้องการให้เรา จัดการกับวัชพืชฝ่ายวิญญาณ เพื่อเราจะได้ดำเนินชีวิต ถูกต้อง เพื่อส่วนที่ต้องเจริญเติบโตก็ควร เจริญเติบโต โดยปราศจาก วัชพืช มาทำลายต้นไม้แห่งชีวิตของเรา และเราจะพบว่า วัชพืช ที่อันตรายที่สุดก็คืออุปนิสัยของเราที่ไม่ดี ของเรา

ดังนั้นเราต้อง เปลี่ยนความคิด สร้างความเข้าใจ เพื่อจะได้ขจัด วัชพืช เหล่านี้ ออกไปจากชีวิตเราทุกๆวัน


ผมเป็นคนชอบปลูกต้นไม้ ทุกๆเช้า ผมจะรดน้ำพรวนดิน และต้นไม้บางชนิด ผมจะระมัดระวัง เพราะ เขาจะไม่ชอบน้ำมาก บางต้น จะใส่ปุ๋ยนิดหน่อย บางต้น จะต้องให้โดนแดดบ้าง และคอยย้ายหลบๆไปที่ร่มบ้าง เหมือนกับว่า เขามีชีวิตแต่ละชนิดแตกต่างกัน การดูแลก็จะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ผม ต้องคอยทำอยู่เสมอทุกวัน คือ ต้องถอนวัชพืช ออกไปทุกวันพร้อม กับรดน้ำพรวนดิน แต่หากเป็นต้นบัวที่เลี้ยงในอ่างปลา ก็จะมีตะไคร่ สาหร่าย ที่ปกคลุก ทั้งที่ผมไม่เคยตั้งใจจะเลี้ยงพวกมัน แต่มันกลับเกิดขึ้นรวดเร็วมาก ทำให้อ่างปลา แคบไปทันที เพราะผมต้องการเลี้ยงดู ต้นบัว เพื่อให้เขาออกดอกตูม และมีใบบัวเป็นที่หลบแสงแดดของเหล่าปลาน้อย ด้วยเหตุนี้ ผมจึงต้องคอย จัดการกับตะไคร่และสาหร่ายที่เจริญเติบโตเร็วไปด้วย เพื่อมิให้ แผ่ไปเต็มรากบัวจนไม่มีที่กว้างพอให้หมู่ปลาตัวเล็กๆแหวกว่ายไปมา สาเหตุนี้ก็เช่นกัน ชีวิตของเรา หากไม่คอยจัดการกับวัชพืชสาหร่าย พื้นที่ส่วนอื่นๆของจิตวิญญาณที่ต้องเจริญเติบโตก็จะถูกจำกัดที่ไปได้เช่นกันครับ

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Powered by www.477internet.com