ความคิดของเราก็เหมือนกล่องเปล่าๆเล็กๆ หากเราเอาทรายใส่ลงไปในกล่อง แล้วเทน้ำลงไปในกล่องทราย น้ำก็จะซึมลงและหายไป หากเราวางรากฐานโดยเอาดินเหนียวใส่ลงไปในกล่อง เวลาเอาน้ำเทลงไปมันก็จะจับตัวเป็นก้อน เอามานวดปั้นเป็นรูปอะไรก็ได้ เพราะดินเหนียวจะทำปฏิกริยากับน้ำทำให้แข็งตัว เหมือนกันหากเราเอากรวดใส่ในกล่องนั้น เวลาเทน้ำลงไปน้ำก็จะแยกกรวดกับน้ำไม่ผสมผสานกันได้ เพราะมันเป็นสะสารคนละชนิดกัน
หากความคิดเราเป็นทรายละเอียดอ่อน หากมีเรื่องราวอะไรที่ดีและไม่ดีมา มันก็ซึมเข้าไปในความคิดหมด เราก็รับไปหมด สุดท้ายก็วุ่นวาย แต่หากเราเอาดินเหนียวใส่ เมื่อเจอน้ำก็เกิดการผสมผสานกันปั้นเป็นรูปทรงอะไรสักอย่างก็ได้ หรือหากเป็นหินก็ต่างก็อยู่กันในกล่องแต่ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ต่างก็เป็นขยะที่รกสมองรกความคิดทั้งคู่ ด้วยเหตุนี้เองเราต้องมีฐานข้อมูลที่ดีใส่ลงไปในสมอง สิ่งนั้นก็คือความรู้และปัญญา (ดินเหนียว)
ความรู้ต่างกับปัญญาอย่างไร? หลายคนมีความรู้ท่องได้ อ่านแล้วมาหลายตำราหลายเล่ม หลายสัมนา รอบรู้หมด แต่คนมีปัญญาคือ สามารถนำความรู้มาประยุกต์ ใช้ นำไปปฏิบัติได้อย่างช่ำชอง พลิกแพลงให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันและช่วยเหลือผู้อื่น คนมีความรู้อ้างอิงตำราต่างๆได้ แต่คนมีปัญญาประยุกต์วิธีการนำไปใช้ได้ ก็คือคนมีความรู้คือความฉลาดอยู่ที่สมอง แต่คนมีปัญญาคือคนมีความเฉลียวมีไหวพริบ อยู่ที่เซนส์และประสบการณ์
แต่ความรู้กับปัญญาต้องไปด้วยกัน บางคนมีปัญญาช่างคิด เก่งเรื่องคิด แต่ไม่มีฐานข้อมูลในเรื่องความรู้ ก็คิดได้ตามปัญญาแคบๆ บางคนมีความรู้มากแต่ไม่มีการใช้ปัญญา ก็ได้ใช้ความรู้อย่างแคบๆเหมือนกัน สรุปคือเราจะมีปัญญามากแค่ไหนก็เท่ากับฐานความรู้มากด้วยครับ
เราจำเป็นต้องมีความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ความเข้าใจทางความเชื่อในชีวิตคริสเตียนที่ถูกต้อง ความรู้เรื่องพระเจ้า จริยธรรมจากพระคัมภีร์ไบเบิล ผ่านทางคำสอนของผู้นำคริสตจักรในวันอาทิตย์หรือผ่านทางสื่อต่างๆ ซึ่งปัจจุบันเป็นเรื่องหาได้ง่ายดาย จงแสวงหาเพราะอยู่ที่ใจของเราต่างหาก ว่าเราจะหิวกระหายมากน้อยแค่ไหน เพราะในความคิดของเรา จำเป็นต้องมีฐานข้อมูลความรู้ที่ถูกที่สุด คือ พระคำพระเจ้าครับ
“สภษ18: 15 ใจที่มีความคิดย่อมหาความรู้ และหูของปราชญ์แสวงความรู้.”
การแสวงหาปัญญาเพื่อความกระจ่าง ความเข้าใจในความรู้ หลายคนมีความรู้แต่ไม่มีปัญญา แล้วเราจะมีปัญญาได้อย่างไร
การมีปัญญาเกิดขึ้นจากการเอาความรู้จากที่มีมาขยายความ หรือจากการได้ฟังพูดคุยกับผู้ที่มีประสบการณ์ ผู้ที่เคยทำปฎิบัติมาก่อน หรือเกิดจากประสบการณ์ของเราเอง ที่ได้พบ สะสมมากๆยิ่งขึ้น จนเกิดจากความเข้าใจ ดังนั้นเราจะให้ความรู้งอกงามจนเป็นปัญญาได้นั้น มีปัจจัยหลายทางครับ ส่วนสำคัญที่สุดคือการฟัง การได้ทำ และการได้เรียนจากผู้รู้ที่รู้มากกว่า
สภษ 14: 33 ปัญญาอาศัยอยู่ในความคิดของคนที่มีความเข้าใจแต่ปัญญานั้นไม่ประจักษ์ในใจของคนโง่
สภษ18: 2 คนโง่ไม่เพลิดเพลินในความเข้าใจ แต่เพลิดเพลินในการแสดงความคิดเห็นของตนเท่านั้น
เมื่อเรามีฐานข้อมูลทางความคิดแล้ว คือ ความรู้และปัญญา ตอนนี้เมื่อเราคิดอะไร ก็เป็นความคิดที่มาจากปัญญา เราก็จะมีความคิดที่ไร้ความสับสนวุ่นวาย ไร้ไวรัส ไร้ความมืด ความสกปรก และความไม่สงบ เพราะเรารู้ว่าอะไรคือพิษในความคิด อะไรคืออาหาร อะไรคือสิ่งที่ควรคิดเพื่อชัยชนะครับ
Picture’s source: http://www.successandfailure.net/blog/2010/08/16/finding-the-wisdom-of-god/
ความคิดของเราก็เหมือนกล่องเปล่าๆเล็กๆ หากเราเอาทรายใส่ลงไปในกล่อง แล้วเทน้ำลงไปในกล่องทราย น้ำก็จะซึมลงและหายไป หากเราวางรากฐานโดยเอาดินเหนียวใส่ลงไปในกล่อง เวลาเอาน้ำเทลงไปมันก็จะจับตัวเป็นก้อน เอามานวดปั้นเป็นรูปอะไรก็ได้ เพราะดินเหนียวจะทำปฏิกริยากับน้ำทำให้แข็งตัว เหมือนกันหากเราเอากรวดใส่ในกล่องนั้น เวลาเทน้ำลงไปน้ำก็จะแยกกรวดกับน้ำไม่ผสมผสานกันได้ เพราะมันเป็นสะสารคนละชนิดกัน
หากความคิดเราเป็นทรายละเอียดอ่อน หากมีเรื่องราวอะไรที่ดีและไม่ดีมา มันก็ซึมเข้าไปในความคิดหมด เราก็รับไปหมด สุดท้ายก็วุ่นวาย แต่หากเราเอาดินเหนียวใส่ เมื่อเจอน้ำก็เกิดการผสมผสานกันปั้นเป็นรูปทรงอะไรสักอย่างก็ได้ หรือหากเป็นหินก็ต่างก็อยู่กันในกล่องแต่ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ต่างก็เป็นขยะที่รกสมองรกความคิดทั้งคู่ ด้วยเหตุนี้เองเราต้องมีฐานข้อมูลที่ดีใส่ลงไปในสมอง สิ่งนั้นก็คือความรู้และปัญญา (ดินเหนียว)
ความรู้ต่างกับปัญญาอย่างไร? หลายคนมีความรู้ท่องได้ อ่านแล้วมาหลายตำราหลายเล่ม หลายสัมนา รอบรู้หมด แต่คนมีปัญญาคือ สามารถนำความรู้มาประยุกต์ ใช้ นำไปปฏิบัติได้อย่างช่ำชอง พลิกแพลงให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันและช่วยเหลือผู้อื่น คนมีความรู้อ้างอิงตำราต่างๆได้ แต่คนมีปัญญาประยุกต์วิธีการนำไปใช้ได้ ก็คือคนมีความรู้คือความฉลาดอยู่ที่สมอง แต่คนมีปัญญาคือคนมีความเฉลียวมีไหวพริบ อยู่ที่เซนส์และประสบการณ์
แต่ความรู้กับปัญญาต้องไปด้วยกัน บางคนมีปัญญาช่างคิด เก่งเรื่องคิด แต่ไม่มีฐานข้อมูลในเรื่องความรู้ ก็คิดได้ตามปัญญาแคบๆ บางคนมีความรู้มากแต่ไม่มีการใช้ปัญญา ก็ได้ใช้ความรู้อย่างแคบๆเหมือนกัน สรุปคือเราจะมีปัญญามากแค่ไหนก็เท่ากับฐานความรู้มากด้วยครับ
เราจำเป็นต้องมีความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ความเข้าใจทางความเชื่อในชีวิตคริสเตียนที่ถูกต้อง ความรู้เรื่องพระเจ้า จริยธรรมจากพระคัมภีร์ไบเบิล ผ่านทางคำสอนของผู้นำคริสตจักรในวันอาทิตย์หรือผ่านทางสื่อต่างๆ ซึ่งปัจจุบันเป็นเรื่องหาได้ง่ายดาย จงแสวงหาเพราะอยู่ที่ใจของเราต่างหาก ว่าเราจะหิวกระหายมากน้อยแค่ไหน เพราะในความคิดของเรา จำเป็นต้องมีฐานข้อมูลความรู้ที่ถูกที่สุด คือ พระคำพระเจ้าครับ
“สภษ18: 15 ใจที่มีความคิดย่อมหาความรู้ และหูของปราชญ์แสวงความรู้.”
การแสวงหาปัญญาเพื่อความกระจ่าง ความเข้าใจในความรู้ หลายคนมีความรู้แต่ไม่มีปัญญา แล้วเราจะมีปัญญาได้อย่างไร
การมีปัญญาเกิดขึ้นจากการเอาความรู้จากที่มีมาขยายความ หรือจากการได้ฟังพูดคุยกับผู้ที่มีประสบการณ์ ผู้ที่เคยทำปฎิบัติมาก่อน หรือเกิดจากประสบการณ์ของเราเอง ที่ได้พบ สะสมมากๆยิ่งขึ้น จนเกิดจากความเข้าใจ ดังนั้นเราจะให้ความรู้งอกงามจนเป็นปัญญาได้นั้น มีปัจจัยหลายทางครับ ส่วนสำคัญที่สุดคือการฟัง การได้ทำ และการได้เรียนจากผู้รู้ที่รู้มากกว่า
สภษ 14: 33 ปัญญาอาศัยอยู่ในความคิดของคนที่มีความเข้าใจแต่ปัญญานั้นไม่ประจักษ์ในใจของคนโง่
สภษ18: 2 คนโง่ไม่เพลิดเพลินในความเข้าใจ แต่เพลิดเพลินในการแสดงความคิดเห็นของตนเท่านั้น
เมื่อเรามีฐานข้อมูลทางความคิดแล้ว คือ ความรู้และปัญญา ตอนนี้เมื่อเราคิดอะไร ก็เป็นความคิดที่มาจากปัญญา เราก็จะมีความคิดที่ไร้ความสับสนวุ่นวาย ไร้ไวรัส ไร้ความมืด ความสกปรก และความไม่สงบ เพราะเรารู้ว่าอะไรคือพิษในความคิด อะไรคืออาหาร อะไรคือสิ่งที่ควรคิดเพื่อชัยชนะครับ
เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล
Picture’s source: http://www.successandfailure.net/blog/2010/08/16/finding-the-wisdom-of-god/



![2011_04_29_092423_15ai7xdi[1]](http://www.james7.info/wp-content/uploads/2011/06/2011_04_29_092423_15ai7xdi1-300x225.jpg)





