May 19, 2012

ผู้นำศตวรรษที่ 20 มักจะเป็นผู้จัดการภายในตัว

ครั้งที่แล้วผมได้ พูดถึงเรื่องผู้นำกับผู้จัดการแตกต่างกันอย่างไร เพราะเราจะได้รู้ถึงธรรมชาติคนทั้งสองประเภทนี้ว่าผู้นำมักมีไอเดียรายวัน หรือรายเดือน มองภาพกว้าง ใหญ่ แต่ผู้จัดการเขาสามารถ แยกแยะ จัดลำดับความสำคัญ เอาไอเดียของผู้นำมาจัดการเป็นระบบหมวดหมู่ ลำดับตามความสำคัญได้เป็นอย่างดี

แต่ผู้นำในศตวรรษ ที่ 20 ต่างกับผู้นำยุคก่อนแล้ว ที่จะมานั่งในห้องประชุม หรือโทรบอกผู้จัดการ ให้พิมพ์จดหมาย ร่างจดหมาย โทรหาคนนั้นคนนี้ ไปวางแผนมาส่ง หรือจะทำอะไรก็ต้องเรียกผู้จัดการคนนั้นมาทำให้หมด ผลก็คือหากขาดผู้จัดการ ผู้นำคนนี้เหมือนเป็นง่อยไปเลยนะครับ

ปัจจุบันผู้นำที่โดดเด่นมักจะเป็นผู้จัดการกึ่งๆภายในตัว พร้อมกับโน้ตบุ๊คคอมพิวเตอร์หนึ่งตัว เขาไม่ต้องเรียกเลขามาชงกาแฟให้ และไปร่างจดหมาย พิมพ์จดหมายให้แล้ว มันล้าสมัยแล้วครับ

เพราะผู้นำในปัจจุบันหลายคน เขามีไอเดียขณะนั้นเขาอาจนั่งที่ร้านกาแฟ ซึ่งปัจจุบันก็สามารถเชื่อมต่อ wi fi หรือ อินเตอร์เน็ตได้ สั่งกาแฟมากิน พร้อมกับเช็คเมล์เอง ส่งเอง ตอบเองได้ทันที และที่ต้องการรายละเอียดในการปฎิบัติการรองต่อมา ค่อยให้ผู้จัดการนำไปทำต่อให้สำเร็จ

หรืออีกภาพหนึ่ง สมัยก่อนผู้นำต้องร่างเอกสารหรือให้ผู้จัดการค้นหาข้อมูลโทรติดต่อ สมัยนี้ผู้นำสามารถค้นหาข้อมูลดิบเองทางเว็บไซด์ เพราะร้าน บริษัทในปัจจุบันก็มีข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตได้ สามารถโอนเงิน จ่ายเงินได้หมด จะสมัครวีซ่าไปอเมริกา ก็สามารถดาวน์โหลดทางเว็บไซต์ เรื่องพวกนี้ผู้นำเขาทำกันได้ทุกที่ทันที แม้ไปพักผ่อนที่ชะอำ หัวหิน

หากวันนี้ท่านหวังแค่จะเป็นผู้นำที่ดี อบอุ่น แต่ท่านต้องใช้บุคลากรมากมาย เสียงบประมาณในสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องเสีย เพราะผู้นำต้องปรับตัวพัฒนาที่จะคิดได้ทั้งแบบกว้าง ๆ คือคิดภาพใหญ่ และคิดมองภาพแบบ ภาพเล็ก แต่ทั้งสองแบบ ปัจจุบันมันต้องไปด้วยกัน และผู้นำศตวรรษที่ 20 มักจะเป็นผู้จัดการแบบกึ่ง ๆ ภายในตัวครับ ไม่ใช่แค่ใช้คำสั่งและแบ่งปันนิมิต พูด นั่งรอเลขามาชงกาแฟ ให้อย่างเดียว

นี่คือสิ่งที่ผู้นำต้องพัฒนาและไม่เกี่ยวกับอายุจะมากแค่ไหน แต่ว่าท่านอยากจะให้พระเจ้าใช้ได้มาก และเหมาะกับยุคสมัยนี้มากแค่ไหนครับ

Picture’s source: http://ayushveda.com/blogs/business/communication-and-leadership-leader-vs-manager/ครั้งที่แล้วผมได้ พูดถึงเรื่องผู้นำกับผู้จัดการแตกต่างกันอย่างไร เพราะเราจะได้รู้ถึงธรรมชาติคนทั้งสองประเภทนี้ว่าผู้นำมักมีไอเดียรายวัน หรือรายเดือน มองภาพกว้าง ใหญ่ แต่ผู้จัดการเขาสามารถ แยกแยะ จัดลำดับความสำคัญ เอาไอเดียของผู้นำมาจัดการเป็นระบบหมวดหมู่ ลำดับตามความสำคัญได้เป็นอย่างดี

แต่ผู้นำในศตวรรษ ที่ 20 ต่างกับผู้นำยุคก่อนแล้ว ที่จะมานั่งในห้องประชุม หรือโทรบอกผู้จัดการ ให้พิมพ์จดหมาย ร่างจดหมาย โทรหาคนนั้นคนนี้ ไปวางแผนมาส่ง หรือจะทำอะไรก็ต้องเรียกผู้จัดการคนนั้นมาทำให้หมด ผลก็คือหากขาดผู้จัดการ ผู้นำคนนี้เหมือนเป็นง่อยไปเลยนะครับ

ปัจจุบันผู้นำที่โดดเด่นมักจะเป็นผู้จัดการกึ่งๆภายในตัว พร้อมกับโน้ตบุ๊คคอมพิวเตอร์หนึ่งตัว เขาไม่ต้องเรียกเลขามาชงกาแฟให้ และไปร่างจดหมาย พิมพ์จดหมายให้แล้ว มันล้าสมัยแล้วครับ

เพราะผู้นำในปัจจุบันหลายคน เขามีไอเดียขณะนั้นเขาอาจนั่งที่ร้านกาแฟ ซึ่งปัจจุบันก็สามารถเชื่อมต่อ wi fi หรือ อินเตอร์เน็ตได้ สั่งกาแฟมากิน พร้อมกับเช็คเมล์เอง ส่งเอง ตอบเองได้ทันที และที่ต้องการรายละเอียดในการปฎิบัติการรองต่อมา ค่อยให้ผู้จัดการนำไปทำต่อให้สำเร็จ

หรืออีกภาพหนึ่ง สมัยก่อนผู้นำต้องร่างเอกสารหรือให้ผู้จัดการค้นหาข้อมูลโทรติดต่อ สมัยนี้ผู้นำสามารถค้นหาข้อมูลดิบเองทางเว็บไซด์ เพราะร้าน บริษัทในปัจจุบันก็มีข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตได้ สามารถโอนเงิน จ่ายเงินได้หมด จะสมัครวีซ่าไปอเมริกา ก็สามารถดาวน์โหลดทางเว็บไซต์ เรื่องพวกนี้ผู้นำเขาทำกันได้ทุกที่ทันที แม้ไปพักผ่อนที่ชะอำ หัวหิน

หากวันนี้ท่านหวังแค่จะเป็นผู้นำที่ดี อบอุ่น แต่ท่านต้องใช้บุคลากรมากมาย เสียงบประมาณในสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องเสีย เพราะผู้นำต้องปรับตัวพัฒนาที่จะคิดได้ทั้งแบบกว้าง ๆ คือคิดภาพใหญ่ และคิดมองภาพแบบ ภาพเล็ก แต่ทั้งสองแบบ ปัจจุบันมันต้องไปด้วยกัน และผู้นำศตวรรษที่ 20 มักจะเป็นผู้จัดการแบบกึ่ง ๆ ภายในตัวครับ ไม่ใช่แค่ใช้คำสั่งและแบ่งปันนิมิต พูด นั่งรอเลขามาชงกาแฟ ให้อย่างเดียว

นี่คือสิ่งที่ผู้นำต้องพัฒนาและไม่เกี่ยวกับอายุจะมากแค่ไหน แต่ว่าท่านอยากจะให้พระเจ้าใช้ได้มาก และเหมาะกับยุคสมัยนี้มากแค่ไหนครับ

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Picture’s source: http://ayushveda.com/blogs/business/communication-and-leadership-leader-vs-manager/

ผู้นำกับการเคลื่อนในการฟื้นใจดังแม่น้ำ

เวลา นี้พวกเราที่เคลื่อนในแม่น้ำของพระเจ้า มีประสบการณ์ในการกระโดดลงในแม่น้ำ แห่งการเจิม การเยียวยา การทรงสถิตของพระองค์ลึกลงตามลำดับ เมื่อเรากระโดดลงไปในแม่น้ำแห่งชีวิตที่ไหลเข้ามาสู่ชีวิตคริสตจักรของเรา เราควรจะเข้าใจจุดประสงค์ของการดื่ม การก้าวลงไปในแม่น้ำของพระองค์

คำว่า แม่น้ำ ในพระคัมภีร์ถูกใช้เป็นสถานที่ตั้งเมืองและตั้งรกรากที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ ยังใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น ยอห์นใช้ในการรับบัพติสมา หรือนาอามานใช้จุ่มตัวเพื่อรักษาโรค (2 พกษ.5:14)

ในพระคัมภีร์เดิม แม่น้ำยูเฟรติสเป็นแม่น้ำสายพิเศษ และมักใช้คำว่า “The River” (เอสรา 4:10) มักถูกใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์กำหนดเขตแดนชาติอิสราเอล (ปฐก. 15:18; ฉธบ. 1:7) ถูกครอบครองในช่วงสั้น ๆ ในสมัยของดาวิดและซาโลมอน (2 ซมอ. 8:3; 1 พกษ 4:21) เขตแดนนี้ต้องสูญเสียไปในที่สุด แต่ก็ยังได้รับการยืนยันจากบรรดาผู้เผยพระวจนะว่าเป็นพระสัญญาของพระเจ้า (อสย. 27:12; มีคาห์ 7:12). นอกจากนี้ แม่น้ำยูเฟรติสยังเป็นเครื่องหมายทางภูมิศาสตร์ของเขตแดนระหว่างเมโสโปเตเมียกับอัสซีเรีย

แม่น้ำของสวนเอเดน ซึ่งประกอบด้วยแม่น้ำยูเฟรติสและไทกริส เป็นสัญญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ที่พระเจ้าประทานให้ (ปฐก. 2:10-14) แนวความคิดนี้ยังครอบคลุมไปถึงภูเขาซีโยน ซึ่งเล็งถึงพระพรของพระเจ้า (สดด.46:4; อสค.47:5-12) และเยรูซาเล็มใหม่ (วว.22:1-2)

คำว่าแม่น้ำ มักถูกใช้เพื่อแสดงถึงความปีติยินดีของพระเจ้า (สดด.36:8) สันติสุข (อสย.48:18; 66:12) ชีวิต (ยน.7:38) น้ำตา (พคค.3:48) ทั้งยังใช้ในความหมายถึงสิทธิอำนาจในการควบคุมเหนือธรรมชาติของพระเจ้า (สดด.107:33; อสย.42:15)

บาง คนใช้คำนี้ หมายถึง การฟื้นฟู เราอยู่ในแม่น้ำของพระเจ้าจึงหมายถึง เราอยู่ในคลื่นการฟื้นฟูของพระเจ้า

เหมือนดังบทเพลงที่ร้องกันอย่างแพร่หลายว่า “สายน้ำไหลหลากจากบนภูเขา นำเอาความชื่นบานสู่ทุก ๆ ที่ที่ผ่านไป” แม่น้ำแห่งชีวิตนี้ คือการเคลื่อนของพระวิญญาณของพระเจ้าในการฟื้นฟู (อสค.47) ได้นำเอา

“…วาระ พักผ่อนหย่อนใจ…มาจากพระพักตร์พระเจ้า” (กจ 3:19) จริง ๆ
แต่แม่น้ำของพระเจ้าเป็นมากกว่าความชื่นบาน ในขณะที่หลายคนพอใจเพียงแค่ยืนอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำ อยู่ในการทรงสถิตย์ของพระเจ้า แต่แม่น้ำไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่นั้น แม่น้ำยังทำหน้าที่ในการเชื่อมต่อแหล่งน้ำในที่ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน แม่น้ำต้องไหลออกไปในธรรมชาติ แม่น้ำไม่ได้เพียงแต่ไหลไปไหลมาเท่านั้น แต่จะต้องไหลไปสู่ทะเล มหาสมุทร หรือแม่น้ำสายอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน 

การฟื้นฟูไม่ได้จบแค่มีประสบการณ์ แล้วจบในตัวเองแค่นั้น แต่ต้องหมายถึงการขยายออกไป โดยการชำระในแม่น้ำแห่งการฟื้นฟู เราจะได้รับการชำระให้สะอาด ยอมจำนนที่จะเคลื่อนไปกับพระวิญญาณ ได้รับความสดชื่น และได้ใช้ของประทาน ยิ่งกว่านั้น แม่น้ำแห่งการฟื้นฟูที่แท้จริงจะต้องขยายออกไปยังดินแดนที่แห้งแล้ง และไปถึงคนที่หลงหาย ไม่ใช่จบแค่ในคริสตจักร หรือเซลของเราเช่น เดียวกับแม่น้ำที่ต้องมีทางออก แม่น้ำก็ต้องมีต้นน้ำด้วย และต้นน้ำต้องอยู่สูงกว่าแม่น้ำเอง มันอาจไหลลงมาจากภูเขา แต่มันก็จะไม่หยุดอยู่ตรงนั้น มันจะไหลลงไปสู่ที่ต่ำกว่า ไปยังหุบเขา เมื่อมันไหลอย่างอิสระ แม่น้ำของพระเจ้าจะเชื่อมความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า (ภูเขา) ไปยังที่ที่ต้องการ (หุบเขา) ภูเขายิ่งสูง น้ำยิ่งไหลแรง หุบเขายิ่งลึง น้ำก็ยิ่งไหลแรง น้ำยิ่งไหลแรง อำนาจของมันก็ยิ่งมาก แม่น้ำไม่ไหลสะเปะสะปะ มันมีทิศทางของมัน น้ำไม่เคยไหลจากฝั่งตะวันออกไปยังฝั่งตะวันตก หรือไหลขึ้นแล้วไหลลงอย่างไร้จุดหมาย มันมีระเบียบของมัน ไหลไปตามทางของมัน และไหลไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก สิ่งเหล่านี้ เปรียบเหมือนกับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและการยอมจำนนในพระกาย เมื่อมันออกนอกลู่นอกทางอย่างควบคุมไม่ได้ ก็จะก่อให้เกิดน้ำท่วม ถึงแม้ว่าจะมีหลายคนมองการฟื้นฟูว่าเป็นความบ้าคลั่งที่ไร้ระเบียบ แต่แม่น้ำช่วยเปลี่ยนสภาพทางภูมิศาสตร์ สร้างความสวยงาม ช่วยขัดให้หินเรียบลื่นขึ้น นำสิ่งต่าง ๆ ลงมาจากภูเขา สร้างความประทับใจในรูปแบบต่าง ๆ ที่มันไหลผ่านไป นี่เป็นภาพของการฟื้นฟูที่แท้จริง ซึ่งจะเปลี่ยนชีวิตของเรา และคนรอบข้างที่ได้สัมผัสชีวิตของเรา เราจะไม่เป็นเหมือนเดิม อีกต่อไป 

แม่น้ำสามารถเป็นแหล่งของพลังงานเมื่อถูกนำไปใช้อย่างถูกต้อง ซึ่งหมายถึงความมีวินัยฝ่ายวิญญาณ แต่เพราะว่าแม่น้ำต้องไหลไป มันจึงไม่มีรูปแบบ ไม่สามารถตรึงเอาไว้ (ไม่มีแม้น้ำแข็ง มีแต่ทะเลสาปแข็งเป็นน้ำแข็ง เพราะแม่น้ำไหลตลอดเวลา แต่ทะเลสาปอยู่นิ่ง ๆ)

• แม่น้ำจะนำเอาสิ่งที่ไม่ขัดขืนมัน ยอมไหลตามมันไปด้วย แค่เพียงแต่อยู่ในแม่น้ำเฉย ๆ เท่านั้น โดยไม่ขัดขืน เช่นเดียวกัน พระเจ้ามีวิธีการของพระองค์ในการเคลื่อนในเรื่องการฟื้นฟู สิ่งที่เราต้องทำมีอย่างเดียวคือ เชื่อฟังและทำตาม ไหลไปตามกระแสของมัน อย่าดื้อดึง แล้วมันจะพาเราไปเอง

• แม่น้ำไม่ได้ไหลเป็นเส้นตรง มันโค้งไปมา ทางของพระเจ้าก็เช่นกัน ไม่สามารถคาดเดาได้ พระองค์ไม่ได้ทำอย่างเดียวกันทุกครั้ง ไม่เช่นนั้นเราคงสามารถผลิตการเคลื่อนของพระเจ้าได้เอง (มีคนเคยพยายามแล้ว แต่ไม่สำเร็จ!)

โดยธรรมชาติแล้ว ความลึกของแม่น้ำมักจะสัมพันธ์กับความกว้าง ยิ่งเราลึกกับพระเจ้ามากเท่าไหร่
• หมายสำคัญและการอัศจรรย์ก็ยิ่งมากเท่านั้น เช่น การรักษาโรค การเผยพระวจนะ ขึ้นอยู่กับระดับของการไหลไปกับการฟื้นฟู ยิ่งมากเราก็จะมีประสบการณ์ในฤทธิ์อำนาจมาก 

• แม่น้ำชะล้างให้สะอาด แน่นอนว่านี่เล็งถึงความบริสุทธิ์ แม่น้ำแห่งชีวิตนั้นจะใสราวกับกระจก (วว.22:1) เพราะว่าน้ำนั้นไม่เปื้อนโคลน จึงไม่มีสิ่งในโลกนี้ปะปนมากับน้ำ
แม่น้ำแห่ง ชีวิต รักษาชีวิตที่อาศัยอยู่ในนั้น และนำน้ำแห่งชีวิตไปยังทุก ๆ ที่ที่มันไป ดังที่เอเศเคียล 47:7-9 กล่าวว่า “ต้นไม้มากมายอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำทั้งสองฟาก …แม่น้ำนั้นไปถึงที่ไหน สัตว์มีชีวิตที่อยู่กันเป็นฝูงก็จะมีชีวิตได้ และที่นั่นมีปลามากมาย เพราะว่าน้ำนี้ไปถึงที่นั่นน้ำทะเลก็จืด เพราะฉะนั้นแม่น้ำไปถึงไหน ทุกสิ่งก็มีชีวิต”

Picture’s source: http://menuiq.blogspot.com/2010/12/oldies-moon-river.html

เวลา นี้พวกเราที่เคลื่อนในแม่น้ำของพระเจ้า มีประสบการณ์ในการกระโดดลงในแม่น้ำ แห่งการเจิม การเยียวยา การทรงสถิตของพระองค์ลึกลงตามลำดับ เมื่อเรากระโดดลงไปในแม่น้ำแห่งชีวิตที่ไหลเข้ามาสู่ชีวิตคริสตจักรของเรา เราควรจะเข้าใจจุดประสงค์ของการดื่ม การก้าวลงไปในแม่น้ำของพระองค์

คำว่า แม่น้ำ ในพระคัมภีร์ถูกใช้เป็นสถานที่ตั้งเมืองและตั้งรกรากที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ ยังใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น ยอห์นใช้ในการรับบัพติสมา หรือนาอามานใช้จุ่มตัวเพื่อรักษาโรค (2 พกษ.5:14)

ในพระคัมภีร์เดิม แม่น้ำยูเฟรติสเป็นแม่น้ำสายพิเศษ และมักใช้คำว่า “The River” (เอสรา 4:10) มักถูกใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์กำหนดเขตแดนชาติอิสราเอล (ปฐก. 15:18; ฉธบ. 1:7) ถูกครอบครองในช่วงสั้น ๆ ในสมัยของดาวิดและซาโลมอน (2 ซมอ. 8:3; 1 พกษ 4:21) เขตแดนนี้ต้องสูญเสียไปในที่สุด แต่ก็ยังได้รับการยืนยันจากบรรดาผู้เผยพระวจนะว่าเป็นพระสัญญาของพระเจ้า (อสย. 27:12; มีคาห์ 7:12). นอกจากนี้ แม่น้ำยูเฟรติสยังเป็นเครื่องหมายทางภูมิศาสตร์ของเขตแดนระหว่างเมโสโปเตเมียกับอัสซีเรีย

แม่น้ำของสวนเอเดน ซึ่งประกอบด้วยแม่น้ำยูเฟรติสและไทกริส เป็นสัญญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ที่พระเจ้าประทานให้ (ปฐก. 2:10-14) แนวความคิดนี้ยังครอบคลุมไปถึงภูเขาซีโยน ซึ่งเล็งถึงพระพรของพระเจ้า (สดด.46:4; อสค.47:5-12) และเยรูซาเล็มใหม่ (วว.22:1-2)

คำว่าแม่น้ำ มักถูกใช้เพื่อแสดงถึงความปีติยินดีของพระเจ้า (สดด.36:8) สันติสุข (อสย.48:18; 66:12) ชีวิต (ยน.7:38) น้ำตา (พคค.3:48) ทั้งยังใช้ในความหมายถึงสิทธิอำนาจในการควบคุมเหนือธรรมชาติของพระเจ้า (สดด.107:33; อสย.42:15)

บาง คนใช้คำนี้ หมายถึง การฟื้นฟู เราอยู่ในแม่น้ำของพระเจ้าจึงหมายถึง เราอยู่ในคลื่นการฟื้นฟูของพระเจ้า

เหมือนดังบทเพลงที่ร้องกันอย่างแพร่หลายว่า “สายน้ำไหลหลากจากบนภูเขา นำเอาความชื่นบานสู่ทุก ๆ ที่ที่ผ่านไป” แม่น้ำแห่งชีวิตนี้ คือการเคลื่อนของพระวิญญาณของพระเจ้าในการฟื้นฟู (อสค.47) ได้นำเอา

“…วาระ พักผ่อนหย่อนใจ…มาจากพระพักตร์พระเจ้า” (กจ 3:19) จริง ๆ

แต่แม่น้ำของพระเจ้าเป็นมากกว่าความชื่นบาน ในขณะที่หลายคนพอใจเพียงแค่ยืนอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำ อยู่ในการทรงสถิตย์ของพระเจ้า แต่แม่น้ำไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่นั้น แม่น้ำยังทำหน้าที่ในการเชื่อมต่อแหล่งน้ำในที่ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน แม่น้ำต้องไหลออกไปในธรรมชาติ แม่น้ำไม่ได้เพียงแต่ไหลไปไหลมาเท่านั้น แต่จะต้องไหลไปสู่ทะเล มหาสมุทร หรือแม่น้ำสายอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน

การฟื้นฟูไม่ได้จบแค่มีประสบการณ์ แล้วจบในตัวเองแค่นั้น แต่ต้องหมายถึงการขยายออกไป โดยการชำระในแม่น้ำแห่งการฟื้นฟู เราจะได้รับการชำระให้สะอาด ยอมจำนนที่จะเคลื่อนไปกับพระวิญญาณ ได้รับความสดชื่น และได้ใช้ของประทาน ยิ่งกว่านั้น แม่น้ำแห่งการฟื้นฟูที่แท้จริงจะต้องขยายออกไปยังดินแดนที่แห้งแล้ง และไปถึงคนที่หลงหาย ไม่ใช่จบแค่ในคริสตจักร หรือเซลของเราเช่น เดียวกับแม่น้ำที่ต้องมีทางออก แม่น้ำก็ต้องมีต้นน้ำด้วย และต้นน้ำต้องอยู่สูงกว่าแม่น้ำเอง มันอาจไหลลงมาจากภูเขา แต่มันก็จะไม่หยุดอยู่ตรงนั้น มันจะไหลลงไปสู่ที่ต่ำกว่า ไปยังหุบเขา เมื่อมันไหลอย่างอิสระ แม่น้ำของพระเจ้าจะเชื่อมความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า (ภูเขา) ไปยังที่ที่ต้องการ (หุบเขา) ภูเขายิ่งสูง น้ำยิ่งไหลแรง หุบเขายิ่งลึง น้ำก็ยิ่งไหลแรง น้ำยิ่งไหลแรง อำนาจของมันก็ยิ่งมาก แม่น้ำไม่ไหลสะเปะสะปะ มันมีทิศทางของมัน น้ำไม่เคยไหลจากฝั่งตะวันออกไปยังฝั่งตะวันตก หรือไหลขึ้นแล้วไหลลงอย่างไร้จุดหมาย มันมีระเบียบของมัน ไหลไปตามทางของมัน และไหลไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก สิ่งเหล่านี้ เปรียบเหมือนกับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและการยอมจำนนในพระกาย เมื่อมันออกนอกลู่นอกทางอย่างควบคุมไม่ได้ ก็จะก่อให้เกิดน้ำท่วม ถึงแม้ว่าจะมีหลายคนมองการฟื้นฟูว่าเป็นความบ้าคลั่งที่ไร้ระเบียบ แต่แม่น้ำช่วยเปลี่ยนสภาพทางภูมิศาสตร์ สร้างความสวยงาม ช่วยขัดให้หินเรียบลื่นขึ้น นำสิ่งต่าง ๆ ลงมาจากภูเขา สร้างความประทับใจในรูปแบบต่าง ๆ ที่มันไหลผ่านไป นี่เป็นภาพของการฟื้นฟูที่แท้จริง ซึ่งจะเปลี่ยนชีวิตของเรา และคนรอบข้างที่ได้สัมผัสชีวิตของเรา เราจะไม่เป็นเหมือนเดิม อีกต่อไป

แม่น้ำสามารถเป็นแหล่งของพลังงานเมื่อถูกนำไปใช้อย่างถูกต้อง ซึ่งหมายถึงความมีวินัยฝ่ายวิญญาณ แต่เพราะว่าแม่น้ำต้องไหลไป มันจึงไม่มีรูปแบบ ไม่สามารถตรึงเอาไว้ (ไม่มีแม้น้ำแข็ง มีแต่ทะเลสาปแข็งเป็นน้ำแข็ง เพราะแม่น้ำไหลตลอดเวลา แต่ทะเลสาปอยู่นิ่ง ๆ)

• แม่น้ำจะนำเอาสิ่งที่ไม่ขัดขืนมัน ยอมไหลตามมันไปด้วย แค่เพียงแต่อยู่ในแม่น้ำเฉย ๆ เท่านั้น โดยไม่ขัดขืน เช่นเดียวกัน พระเจ้ามีวิธีการของพระองค์ในการเคลื่อนในเรื่องการฟื้นฟู สิ่งที่เราต้องทำมีอย่างเดียวคือ เชื่อฟังและทำตาม ไหลไปตามกระแสของมัน อย่าดื้อดึง แล้วมันจะพาเราไปเอง

• แม่น้ำไม่ได้ไหลเป็นเส้นตรง มันโค้งไปมา ทางของพระเจ้าก็เช่นกัน ไม่สามารถคาดเดาได้ พระองค์ไม่ได้ทำอย่างเดียวกันทุกครั้ง ไม่เช่นนั้นเราคงสามารถผลิตการเคลื่อนของพระเจ้าได้เอง (มีคนเคยพยายามแล้ว แต่ไม่สำเร็จ!)

โดยธรรมชาติแล้ว ความลึกของแม่น้ำมักจะสัมพันธ์กับความกว้าง ยิ่งเราลึกกับพระเจ้ามากเท่าไหร่

• หมายสำคัญและการอัศจรรย์ก็ยิ่งมากเท่านั้น เช่น การรักษาโรค การเผยพระวจนะ ขึ้นอยู่กับระดับของการไหลไปกับการฟื้นฟู ยิ่งมากเราก็จะมีประสบการณ์ในฤทธิ์อำนาจมาก

• แม่น้ำชะล้างให้สะอาด แน่นอนว่านี่เล็งถึงความบริสุทธิ์ แม่น้ำแห่งชีวิตนั้นจะใสราวกับกระจก (วว.22:1) เพราะว่าน้ำนั้นไม่เปื้อนโคลน จึงไม่มีสิ่งในโลกนี้ปะปนมากับน้ำ
แม่น้ำแห่ง ชีวิต รักษาชีวิตที่อาศัยอยู่ในนั้น และนำน้ำแห่งชีวิตไปยังทุก ๆ ที่ที่มันไป ดังที่เอเศเคียล 47:7-9 กล่าวว่า “ต้นไม้มากมายอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำทั้งสองฟาก …แม่น้ำนั้นไปถึงที่ไหน สัตว์มีชีวิตที่อยู่กันเป็นฝูงก็จะมีชีวิตได้ และที่นั่นมีปลามากมาย เพราะว่าน้ำนี้ไปถึงที่นั่นน้ำทะเลก็จืด เพราะฉะนั้นแม่น้ำไปถึงไหน ทุกสิ่งก็มีชีวิต”
เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Picture’s source: http://menuiq.blogspot.com/2010/12/oldies-moon-river.html

ผู้นำกับการ “บริหาร”

การบริหาร คือ การจัดขบวนการเพื่อให้สามารถทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ดี โดยผ่านผู้บริหาร ในภาษากรีกการบริหาร หมายถึง กัปตันเรือ หรือ ผู้ครอบครองเป็นคำเดียวกัน เพราะว่ากัปตันเรือมีหน้าที่ควบคุมดูแลและนำเรือไปให้ถึงจุดหมายปลายทางโดย ปลอดภัย ดังนั้น กัปตันเรือย่อมต้องรู้เส้นทางเดินเรือและวิธีการควบคุมเรือให้ดีที่สุด รีลอย อิมส์ กล่าวว่า.การบริหารที่สำเร็จผล นั้น คือ

1. มีการวางแผนที่ดี

2. ทำงานนั้นด้วยความ เต็มใจ

3. มีความมุ่งมั่นแน่ว แน่ว่า จะต้องเห็นความสำเร็จของงานที่ทำให้ได้

4. ต้องฟันฝ่าอุปสรรค และต่อสู้กับปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ

 

เมื่อเราบริหารเรา ต้องพึ่งการทรงนำไหม?

สิ่งนี้ผู้นำ คริสเตียนที่เชื่อใหม่อาจยังไม่เข้าใจและสงสัยว่า เราควรจะเน้นชีวิตที่ ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และการทรงนำ หรือความสามารถในการบริ หารมากกว่า กัน ?

 

หากเราจะสังเกตุ คุณสมบัติ 3 ประการที่พระคัมภีร์ เน้นในการเป็นผู้บริหารงาน ในพระวัจนะของพระเจ้า ทั้งพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ ดังนี้

พระ คัมภีร์เดิม อพย.18:21 พระคัมภีร์ใหม่ กจ.6:3
1.มีความสามารถ 

2.ยำ เกรงพระเจ้า

3.ไม่ กินสินบน

1.สติ ปัญญา 

2.ประกอบ

3.ชื่อ เสีย

 

ในที่นี้ ความเข้าใจในความสามารถ มี 2 ลักษณะ คือ

1. เป็นของประทานจากพระ เจ้า หรือของประทานด้านบุ คลิคภาพ ด้านภาระใจ ตามโรม 12:6-8 และเราทุกคนมีของ ประทานที่ต่างกัน ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา คือถ้าเป็นการเผยพระวจนะ ก็จงเผยตามกำลังของความเชื่อถ้าเป็นการปรนนิบัติก็จงปรนนิบัติ ถ้าเป็นการสั่งสอนก็จงสั่งสอน ถ้าเป็นการเตือนสติก็จงเตือนสติ ถ้าเป็นการบริจาค ก็จงให้ด้วยใจกว้างขวาง ผู้ที่ครอบครอง ก็จงครอบครองด้วยเอาใจใส่ ผู้ที่แสดงความเมตตา ก็จงแสดงด้วยใจยินดี

ดังนั้น เราต้องจัดคนให้ทำงานที่เหมาะกับของประทานของแต่ละคน

2. เป็นความสามารถเฉพาะ ตัว หรือตะลันต์ที่เรามี เช่น ทักษะการนำ ความสามารถที่เรียนรู้มา หรือเรียกว่าพรสวรรค์ที่พระเจ้าประทานให้ ซึ่งเกิดจากการฝึกฝน การเรียนรู้ จนอาจกลายเป็นพรสวรรค์ หรือพรแสวง

3. อย่าเน้นคนที่มี เพียงด้านใดด้านหนึ่ง เช่น

ก. ไม่เน้นชีวิตฝ่าย วิญญาณที่ดี แต่มีความสามารถเท่านั้น

ข. ไม่มีความสามารถ แต่มีชีวิตฝ่ายวิญญาณดีเท่านั้น

แท้จริง เราควรเน้นทั้ง 2 ด้าน แต่ถ้าหากไม่มีความสามารถ แต่มีชีวิตดี และยินดีที่จะเรียนรู้พัฒนาก็เป็นสิ่งที่ผู้นำควร พัฒนาบุคคลเหล่านี้อย่างจริงจัง

Picture’s source: http://www.dcgglobal.com/28-how-helpful-are-management-consultants-for-businessmen.html

การบริหาร คือ การจัดขบวนการเพื่อให้สามารถทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ดี โดยผ่านผู้บริหาร ในภาษากรีกการบริหาร หมายถึง กัปตันเรือ หรือ ผู้ครอบครองเป็นคำเดียวกัน เพราะว่ากัปตันเรือมีหน้าที่ควบคุมดูแลและนำเรือไปให้ถึงจุดหมายปลายทางโดย ปลอดภัย ดังนั้น กัปตันเรือย่อมต้องรู้เส้นทางเดินเรือและวิธีการควบคุมเรือให้ดีที่สุด รีลอย อิมส์ กล่าวว่า.การบริหารที่สำเร็จผล นั้น คือ

1. มีการวางแผนที่ดี

2. ทำงานนั้นด้วยความ เต็มใจ

3. มีความมุ่งมั่นแน่ว แน่ว่า จะต้องเห็นความสำเร็จของงานที่ทำให้ได้

4. ต้องฟันฝ่าอุปสรรค และต่อสู้กับปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ

 

เมื่อเราบริหารเรา ต้องพึ่งการทรงนำไหม?

สิ่งนี้ผู้นำ คริสเตียนที่เชื่อใหม่อาจยังไม่เข้าใจและสงสัยว่า เราควรจะเน้นชีวิตที่ ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และการทรงนำ หรือความสามารถในการบริ หารมากกว่า กัน ?

 

หากเราจะสังเกตุ คุณสมบัติ 3 ประการที่พระคัมภีร์ เน้นในการเป็นผู้บริหารงาน ในพระวัจนะของพระเจ้า ทั้งพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ ดังนี้

พระ คัมภีร์เดิม อพย.18:21 พระคัมภีร์ใหม่ กจ.6:3
1.มีความสามารถ

2.ยำ เกรงพระเจ้า

3.ไม่ กินสินบน

1.สติ ปัญญา

2.ประกอบ

3.ชื่อ เสีย

 

ในที่นี้ ความเข้าใจในความสามารถ มี 2 ลักษณะ คือ

1. เป็นของประทานจากพระ เจ้า หรือของประทานด้านบุ คลิคภาพ ด้านภาระใจ ตามโรม 12:6-8 และเราทุกคนมีของ ประทานที่ต่างกัน ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา คือถ้าเป็นการเผยพระวจนะ ก็จงเผยตามกำลังของความเชื่อถ้าเป็นการปรนนิบัติก็จงปรนนิบัติ ถ้าเป็นการสั่งสอนก็จงสั่งสอน ถ้าเป็นการเตือนสติก็จงเตือนสติ ถ้าเป็นการบริจาค ก็จงให้ด้วยใจกว้างขวาง ผู้ที่ครอบครอง ก็จงครอบครองด้วยเอาใจใส่ ผู้ที่แสดงความเมตตา ก็จงแสดงด้วยใจยินดี

ดังนั้น เราต้องจัดคนให้ทำงานที่เหมาะกับของประทานของแต่ละคน

 

2. เป็นความสามารถเฉพาะ ตัว หรือตะลันต์ที่เรามี เช่น ทักษะการนำ ความสามารถที่เรียนรู้มา หรือเรียกว่าพรสวรรค์ที่พระเจ้าประทานให้ ซึ่งเกิดจากการฝึกฝน การเรียนรู้ จนอาจกลายเป็นพรสวรรค์ หรือพรแสวง

3. อย่าเน้นคนที่มี เพียงด้านใดด้านหนึ่ง เช่น

ก. ไม่เน้นชีวิตฝ่าย วิญญาณที่ดี แต่มีความสามารถเท่านั้น

ข. ไม่มีความสามารถ แต่มีชีวิตฝ่ายวิญญาณดีเท่านั้น

แท้จริง เราควรเน้นทั้ง 2 ด้าน แต่ถ้าหากไม่มีความสามารถ แต่มีชีวิตดี และยินดีที่จะเรียนรู้พัฒนาก็เป็นสิ่งที่ผู้นำควร พัฒนาบุคคลเหล่านี้อย่างจริงจัง

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Picture’s source: http://www.dcgglobal.com/28-how-helpful-are-management-consultants-for-businessmen.html

ทุกคนเป็นผู้นำได้ ตอนที่ 5 จุดชนะใจที่ดีที่สุดของผู้นำ

อย่างแรกคือรักลูกน้อง ไม่ใช่รักงานนะครับ หากท่านรักลูกน้อง ดูแล ถามไถ่ เอาใจใส่พวกเขาและครอบครัวของเขา นั่นเป็นอาวุธและของขวัญ ท่านที่จะทำให้พวกเขาประทับใจ ถ้าท่านพร้อมที่จะรัก ให้โอกาสและส่งเสริมพวกเขาตลอดเวลา ผู้ตามมทุกคนสัมผัสถึงความจริงใจของท่านได้  ทำไมต้องรักคน? เพราะเมื่อท่านรักคนๆจะไปทำงานของท่านให้สำเร็จ แต่หากท่านรักงานไม่สนใจคลูกน้องของท่าน เมื่อลูกน้องเจ็บป่วย มีปัญหาเรื่องเงิน เงินไม่พอใช้ไม่พอกิน มีปัญหารกรุงรัง เขาก็จะทำงานให้ท่านอย่างด้อยประสิทธิภาพครับ ดังนั้นคนต้องมาก่อนงาน

อย่างที่สองคือการให้โอกาส ไม่มีลูกน้องคนไหนไม่หวังที่จะมีโอกาสก้าวหน้า ไต่ไปสูงกว่าเดิม และฝันว่าจะเป็น หัวหน้างานในวันหนึ่ง  ฉะนั้นเราควรจะส่งเสริมเขา แต่ปรากฎว่าสมัยนี้หลายองค์กรและหน่วยงานยังคง มองข้ามจุดนี้ โดยให้ทีมทำงานไปโดยไม่เคยให้ความหวังในการที่จะก้าวหน้า และมักพูดเปรียบเทียบกับคนอื่นนอกบริษัทย และสุดท้ายก็จ้าง นำเขาเข้ามาทำในตำแหน่งที่ทีมงานบางคนฝึกขึ้นมาทำแทนก็ได้ แต่ท่านกลับไม่ทำ จึงทำให้กำลังใจของทีมงานเริ่มหมดไป ไฟเริ่มหาย ตอนนี้เองท่านจะเห็นปรากฎการณ์ต่อต้าน ดื้อเงียบ ขมขื่น และการโยกย้ายงานเกิดขึ้น เพราะท่านไม่ได้ให้ความหวังแก่ทีมงานของท่าน

อย่างที่สามคือการสนับสนุนทีมงานแต่ละคน ให้มีความสามารถแตกต่างกัน หากท่านคอยสนับสนุนเขา ก็เท่ากับท่านสนับสนุนตัวเองขึ้นมา คนเราจะดูคนดูง่ายครับ เราจะดูว่าทีมงานของคนนั้นเก่งแค่ไหน ให้ดูศักกายภาพผู้นำของเขา  และจะดูว่าผู้นำคนนั้ ฉลาดแค่ไหน ก็ดจากการเลือกทีมงานของเขาที่อยู่รอบข้างเขา ดังนั้น ผู้ตามต้องเรียนรู้และใฝ่หาความรู้ ผู้นำก็ส่งเสริมผู้ตาม แล้วทีมงานของท่านจะสร้างประโยชน์มหาศาลให้แก่องค์กรครับ

Picture’s source: http://global.wonderware.com/EN/Pages/WonderwareTechnicalSupport.aspx

อย่างแรกคือรักลูกน้อง ไม่ใช่รักงานนะครับ หากท่านรักลูกน้อง ดูแล ถามไถ่ เอาใจใส่พวกเขาและครอบครัวของเขา นั่นเป็นอาวุธและของขวัญ ท่านที่จะทำให้พวกเขาประทับใจ ถ้าท่านพร้อมที่จะรัก ให้โอกาสและส่งเสริมพวกเขาตลอดเวลา ผู้ตามมทุกคนสัมผัสถึงความจริงใจของท่านได้  ทำไมต้องรักคน? เพราะเมื่อท่านรักคนๆจะไปทำงานของท่านให้สำเร็จ แต่หากท่านรักงานไม่สนใจคลูกน้องของท่าน เมื่อลูกน้องเจ็บป่วย มีปัญหาเรื่องเงิน เงินไม่พอใช้ไม่พอกิน มีปัญหารกรุงรัง เขาก็จะทำงานให้ท่านอย่างด้อยประสิทธิภาพครับ ดังนั้นคนต้องมาก่อนงาน

อย่างที่สองคือการให้โอกาส ไม่มีลูกน้องคนไหนไม่หวังที่จะมีโอกาสก้าวหน้า ไต่ไปสูงกว่าเดิม และฝันว่าจะเป็น หัวหน้างานในวันหนึ่ง  ฉะนั้นเราควรจะส่งเสริมเขา แต่ปรากฎว่าสมัยนี้หลายองค์กรและหน่วยงานยังคง มองข้ามจุดนี้ โดยให้ทีมทำงานไปโดยไม่เคยให้ความหวังในการที่จะก้าวหน้า และมักพูดเปรียบเทียบกับคนอื่นนอกบริษัทย และสุดท้ายก็จ้าง นำเขาเข้ามาทำในตำแหน่งที่ทีมงานบางคนฝึกขึ้นมาทำแทนก็ได้ แต่ท่านกลับไม่ทำ จึงทำให้กำลังใจของทีมงานเริ่มหมดไป ไฟเริ่มหาย ตอนนี้เองท่านจะเห็นปรากฎการณ์ต่อต้าน ดื้อเงียบ ขมขื่น และการโยกย้ายงานเกิดขึ้น เพราะท่านไม่ได้ให้ความหวังแก่ทีมงานของท่าน

อย่างที่สามคือการสนับสนุนทีมงานแต่ละคน ให้มีความสามารถแตกต่างกัน หากท่านคอยสนับสนุนเขา ก็เท่ากับท่านสนับสนุนตัวเองขึ้นมา คนเราจะดูคนดูง่ายครับ เราจะดูว่าทีมงานของคนนั้นเก่งแค่ไหน ให้ดูศักกายภาพผู้นำของเขา  และจะดูว่าผู้นำคนนั้ ฉลาดแค่ไหน ก็ดจากการเลือกทีมงานของเขาที่อยู่รอบข้างเขา ดังนั้น ผู้ตามต้องเรียนรู้และใฝ่หาความรู้ ผู้นำก็ส่งเสริมผู้ตาม แล้วทีมงานของท่านจะสร้างประโยชน์มหาศาลให้แก่องค์กรครับ

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Picture’s source: http://global.wonderware.com/EN/Pages/WonderwareTechnicalSupport.aspx

ทุกคนเป็นผู้นำได้ ตอนที่ 4 ผู้นำแบบไหนที่มีอิทธพลที่สุดและยาวนานที่สุด

ตำแหน่งของผู้นำที่มีอิทธิพลมีหลายแบบ แต่ละแบบจะมีจุดดีและจุดอ่อนในตัว เราจะคุยกันถึงลักษณะผู้นำในแบบต่างๆในตอนนี้เพื่อท่าน จะได้ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์และแก้ไขโดยเร็วก่อนที่เหตุการณ์ที่คิดไม่ถึงจะเกิดขึ้น

ผู้นำแบบแรก คือ ผู้นำที่ ได้รับการแต่งตั้ง เนื่องจากการเป็นญาติหรืออยู่มานาน หรือเหตุผลอื่นๆ แม้ท่านจะเก่งไม่เก่ง ทำอะไรที่ไม่เข้าที่เข้าทาง แต่ด้วยตำแหน่งของท่านที่ค้ำชูท่านอยู่ และผู้ตามต้องตามท่านตามตำแหน่งที่ท่านได้รับ แต่ว่าหากวันหนึ่งท่านต้องออกจากตำแหน่ง ท่านก็จะหมดอิทธิพลไปพร้อมกับตำแหน่งนั้นเหลือแต่ความสัมพันธิ์ปกติ เพราะขณะที่ท่านอยู่ในตำแหน่ง ท่านอาจทำตัวใช้อิทธิพลไม่เหมาะสม แต่ถ้าท่านเป็นผู้นำที่ดีใช้อิทธิพลอย่างถูกต้อง และดูแลลูกน้องด้วยใจ แม้เมื่อท่านไม่ได้อยู่ในตำแหน่งแล้วท่านก็ยังมีอิทธิพลได้ โดยที่ลูกน้องเก่ายังให้ความเคารพนับถือท่าน

ผู้นำแบบที่สอง คือ ผู้นำแบบความสัมพันธิ์ นั่นหมายถึงท่านมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทีมงาน พนักงาน  ดูเหมือนจะไม่โดดเด่น แต่ก็มีคนมาหา ขอคำปรึกษา ขอความช่วยเหลือ และวันหนึ่งมา พวกเขาอาจจะโปรโมท เชียร์ท่าน ให้ท่านขึ้นมานำพวกเขา เพราะท่านมีความสัมพันธ์ที่ดี แต่ความสามารถอาจไม่ถึงก็ได้ แล้วแต่เรื่องๆไปและแล้วแต่ละคน แต่ว่าวันหนึ่งมาเมื่อความสัมพันธิ์หมดไปเพราะเหตุการณ์บางอย่างซึ้งเราก็คิดไม่ถึง ท่านอาจต้องสูญเสียอิทธิพลไปด้วย สุดท้ายมันก็สูญเปล่าได้เพราะความสัมพันธ์นั้นเองที่ทำไห้ท่านตกกระป๋อง

แบบที่สาม นำด้วย ลักษณะ ชีวิต หรือ ผมใช้คำว่า จริยธรรม คุณธรรม หรือภาษาของกลุ่มคริสเตียนเรียกว่า ด้วยผลของพระวิญญาณ หรือด้วยลักษณะชีวิตของพระคริสต์  แม้ว่าคุณไม่ได้ถูกแต่งตั้ง หรือถูกแต่งตั้ง คุณอาจมีความสัมพันธ์ที่ไม่คุ้นกับพี่น้องเหล่านี้ คุณอาจจะไม่เก่งเท่าไหร่แต่เนื่องด้วยคุณธรรม ที่เชื่อใจได้ ความรักความสัมพันธ์ที่ดี รู้จักใช้ความเมตตา ใช้ทั้งพระเดชและพระคุณเป็น ท่านจะเป็นผู้นำที่มีอิทธิพล ทั้งอยู่ในตำแหน่งและนอกตำแหน่ง เพราะทุกคนสัมผัส จริยธรรม คุณธรรม ชีวิตในพระคริสต์ในท่าน แม้มีเรื่องหยุมหยิมเล็กๆน้อยๆ เข้ามาในการนำของท่าน พวกเขาก็ยังคงให้เกียรติและยำเกรงในอิทธิพลแห่งความถ่อมใจ ความรัก การเอื้ออาธรของท่านที่มีต่อทุกคนครับ

Picture’s source: http://www.semclubhouse.com/relationship-building-is-at-the-heart-of-building-a-solid-community/ตำแหน่งของผู้นำที่มีอิทธิพลมีหลายแบบ แต่ละแบบจะมีจุดดีและจุดอ่อนในตัว เราจะคุยกันถึงลักษณะผู้นำในแบบต่างๆในตอนนี้เพื่อท่าน จะได้ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์และแก้ไขโดยเร็วก่อนที่เหตุการณ์ที่คิดไม่ถึงจะเกิดขึ้น

ผู้นำแบบแรก คือ ผู้นำที่ ได้รับการแต่งตั้ง เนื่องจากการเป็นญาติหรืออยู่มานาน หรือเหตุผลอื่นๆ แม้ท่านจะเก่งไม่เก่ง ทำอะไรที่ไม่เข้าที่เข้าทาง แต่ด้วยตำแหน่งของท่านที่ค้ำชูท่านอยู่ และผู้ตามต้องตามท่านตามตำแหน่งที่ท่านได้รับ แต่ว่าหากวันหนึ่งท่านต้องออกจากตำแหน่ง ท่านก็จะหมดอิทธิพลไปพร้อมกับตำแหน่งนั้นเหลือแต่ความสัมพันธิ์ปกติ เพราะขณะที่ท่านอยู่ในตำแหน่ง ท่านอาจทำตัวใช้อิทธิพลไม่เหมาะสม แต่ถ้าท่านเป็นผู้นำที่ดีใช้อิทธิพลอย่างถูกต้อง และดูแลลูกน้องด้วยใจ แม้เมื่อท่านไม่ได้อยู่ในตำแหน่งแล้วท่านก็ยังมีอิทธิพลได้ โดยที่ลูกน้องเก่ายังให้ความเคารพนับถือท่าน

ผู้นำแบบที่สอง คือ ผู้นำแบบความสัมพันธิ์ นั่นหมายถึงท่านมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทีมงาน พนักงาน  ดูเหมือนจะไม่โดดเด่น แต่ก็มีคนมาหา ขอคำปรึกษา ขอความช่วยเหลือ และวันหนึ่งมา พวกเขาอาจจะโปรโมท เชียร์ท่าน ให้ท่านขึ้นมานำพวกเขา เพราะท่านมีความสัมพันธ์ที่ดี แต่ความสามารถอาจไม่ถึงก็ได้ แล้วแต่เรื่องๆไปและแล้วแต่ละคน แต่ว่าวันหนึ่งมาเมื่อความสัมพันธิ์หมดไปเพราะเหตุการณ์บางอย่างซึ้งเราก็คิดไม่ถึง ท่านอาจต้องสูญเสียอิทธิพลไปด้วย สุดท้ายมันก็สูญเปล่าได้เพราะความสัมพันธ์นั้นเองที่ทำไห้ท่านตกกระป๋อง

แบบที่สาม นำด้วย ลักษณะ ชีวิต หรือ ผมใช้คำว่า จริยธรรม คุณธรรม หรือภาษาของกลุ่มคริสเตียนเรียกว่า ด้วยผลของพระวิญญาณ หรือด้วยลักษณะชีวิตของพระคริสต์  แม้ว่าคุณไม่ได้ถูกแต่งตั้ง หรือถูกแต่งตั้ง คุณอาจมีความสัมพันธ์ที่ไม่คุ้นกับพี่น้องเหล่านี้ คุณอาจจะไม่เก่งเท่าไหร่แต่เนื่องด้วยคุณธรรม ที่เชื่อใจได้ ความรักความสัมพันธ์ที่ดี รู้จักใช้ความเมตตา ใช้ทั้งพระเดชและพระคุณเป็น ท่านจะเป็นผู้นำที่มีอิทธิพล ทั้งอยู่ในตำแหน่งและนอกตำแหน่ง เพราะทุกคนสัมผัส จริยธรรม คุณธรรม ชีวิตในพระคริสต์ในท่าน แม้มีเรื่องหยุมหยิมเล็กๆน้อยๆ เข้ามาในการนำของท่าน พวกเขาก็ยังคงให้เกียรติและยำเกรงในอิทธิพลแห่งความถ่อมใจ ความรัก การเอื้ออาธรของท่านที่มีต่อทุกคนครับ

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Picture’s source: http://www.semclubhouse.com/relationship-building-is-at-the-heart-of-building-a-solid-community/

ทุกคนเป็นผู้นำได้ ตอนที่ 3 ไม่มีวิธีไหนดีที่สุด

เราหลายคน ส่วนใหญ่นำคนโดยการแบ่งหน้าที่แบบหัวหน้าลูกน้อง ที่มี Organization Chart (โครงสร้างองค์กร) แบบบริษัททั่วไป แต่ผมจะเสนอการนำอีกแนวทางหนึ่ง แต่ขอบอกก่อนว่าการวิธีการนำแบบเดียวไม่อาจเป็นคำตอบได้ เพราะการนำก็ขึ้นอยู่กับผู้ตามด้วยครับ หากท่านเจอผู้ตามที่ค่อนข้างดื้อ ที่เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ฟังใคร ท่านจะนำเขาอย่างไร? หรือถ้าท่านเจอผู้ตามที่มีนิสัยเอกเทศ ชอบวิพากษ์วิจารณ์และคิดแต่เรื่องลบๆละ? หรือ เจอผู้ตามที่ดีหน่อยเชื่อฟังและเป็นผู้ตามที่ดี แต่ไม่ค่อยคิดสร้างสรรค์รอคำสั่งอย่างเดียวท่านจะทำอย่างไร?

เราจะใช้วิธีเดียวนำคนกลุ่มๆหนึ่งไม่ได้ หรือบอกว่าวิธีนี้ดีที่สุด ดีกว่าวิธีอื่นไม่ได้ครับ มันอยู่ที่ สถานการณ์และคนที่ตามเรา คนคือตัวแปร เพราะคนหนึ่งคนนั้นมีหลายเรื่องมาเกี่ยงข้อง เช่น ครอบครัวของเขา การเงินและนิสัย ผมจึงอยากบอกว่าไม่มีวิธีไหนดีที่สุด แต่เราสามารถปรับปรุงและประยุกต์หาวิธีที่เหมาะสมสำหรับการนำ ณ ช่วงเวลาและสถานการณ์ขณะนั้นได้  สิ่งนี้จะสอนให้ผู้นำเรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ผลอาจจะไม่ออกมาดีที่สุด แต่สุดท้ายหัวใจของการเป็นผู้นำคือเอาชนะใจทีมงานและรักทีมงานซึ่งพวกเขาจะสัมผัสถึงความรักของผู้นำได้ครับ

Picture’s source: http://www.blogging4jobs.com/business/learn-and-lead-with-project-management

เราหลายคน ส่วนใหญ่นำคนโดยการแบ่งหน้าที่แบบหัวหน้าลูกน้อง ที่มี Organization Chart (โครงสร้างองค์กร) แบบบริษัททั่วไป แต่ผมจะเสนอการนำอีกแนวทางหนึ่ง แต่ขอบอกก่อนว่าการวิธีการนำแบบเดียวไม่อาจเป็นคำตอบได้ เพราะการนำก็ขึ้นอยู่กับผู้ตามด้วยครับ หากท่านเจอผู้ตามที่ค่อนข้างดื้อ ที่เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ฟังใคร ท่านจะนำเขาอย่างไร? หรือถ้าท่านเจอผู้ตามที่มีนิสัยเอกเทศ ชอบวิพากษ์วิจารณ์และคิดแต่เรื่องลบๆละ? หรือ เจอผู้ตามที่ดีหน่อยเชื่อฟังและเป็นผู้ตามที่ดี แต่ไม่ค่อยคิดสร้างสรรค์รอคำสั่งอย่างเดียวท่านจะทำอย่างไร?

เราจะใช้วิธีเดียวนำคนกลุ่มๆหนึ่งไม่ได้ หรือบอกว่าวิธีนี้ดีที่สุด ดีกว่าวิธีอื่นไม่ได้ครับ มันอยู่ที่ สถานการณ์และคนที่ตามเรา คนคือตัวแปร เพราะคนหนึ่งคนนั้นมีหลายเรื่องมาเกี่ยงข้อง เช่น ครอบครัวของเขา การเงินและนิสัย ผมจึงอยากบอกว่าไม่มีวิธีไหนดีที่สุด แต่เราสามารถปรับปรุงและประยุกต์หาวิธีที่เหมาะสมสำหรับการนำ ณ ช่วงเวลาและสถานการณ์ขณะนั้นได้  สิ่งนี้จะสอนให้ผู้นำเรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ผลอาจจะไม่ออกมาดีที่สุด แต่สุดท้ายหัวใจของการเป็นผู้นำคือเอาชนะใจทีมงานและรักทีมงานซึ่งพวกเขาจะสัมผัสถึงความรักของผู้นำได้ครับ

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Picture’s source: http://www.blogging4jobs.com/business/learn-and-lead-with-project-management

ทุกคนเป็นผู้นำได้ ตอนที่ 2 จำนวนไม่สำคัญเท่ากับคุณภาพของการนำ

ผมอยากให้เราลองนึกภาพว่าเราจะเติมน้ำให้เต็มขวดสี่สิบขวดที่วางเรียงบนโต๊ะตัวหนึ่ง เป้าหมายคือเติมน้ำให้เต็มทุกขวด คุณจะเอาสายยางฉีดพ่นน้ำบนขวดเหล่านั้น หรือจะเอาสายยางจ่อทีละขวด เรื่องนี้ท้าทายให้ผมคิดว่า หากเรามีผู้ตามน้อยแต่คัดคนที่มีคุณภาพ ก็เหมือนเราเอาสายยางจ่อเติมทีละขวด ถ้าเราอยากมีผู้ตามมากๆ แล้วต้องพ่นน้ำใส่ไปมา น้ำอาจเข้าขวดบางไม่เข้าบางขวด ท่านก็จะได้ผู้นำที่ไม่มีประสิทธิภาพมากนัก เหมือนขวดที่มีน้ำ แต่น้ำไม่เต็มขวด

ที่พูดแบบนี้ก็กำลังให้กำลังใจแก่ ผู้นำที่กำลังนำ คนกลุ่มเล็กๆ ว่าอย่าท้อใจและอย่าดูหมิ่นสิ่งเล็กๆ เพราะ ปราสาท ราชวังก็เริ่มต้นด้วย อิฐเพียงก้อนแรกก้อนเดียว แล้วค่อยๆเสริมสร้างก่อทีละก้อน ทีละก้อน จน ใหญ่โตเป็นราชวังได้  มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าท่านนำคนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มมาก แต่อยู่ที่ประสิทธิภาพกับคุณภาพ ชิวิต เวลา ที่ท่านมีอยู่ ท่านสามารถเสริมสร้างผู้ตามของท่านได้ดีแต่ไหน  เรื่องนี้เป็นศิลปะและเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งในชีวิตของผู้นำเลยครับ  เพราะชีวิตผู้นำก็บ่งบอกเป็นอย่างชัดแจ้งแล้วว่า ผู้นำต้องเสียสละและอดทนมากกว่า จ่ายราคาสูงกว่า และต้องมีความรักมากกว่าผู้ตาม

ถึงแม้ท่านจะนำคนเพียงคนเดียว ถ้าคนนั้นคือลูกของท่านหรือใครก็ช่าง พวกเขาต่างคาดหวังสองเรื่องคือ คุณภาพชีวิตของท่านที่แสดงให้เห็นและความสามารถในการทำหรือเป็นตัวอย่างที่เขาจะเรียนแบบหรือเรียนรู้ได้ แล้ววันนี้ท่านพร้อมที่จะนำและเสริมสร้างตัวเองในการเป็นแม่แบบและสำแดงชีวิตของท่านแล้วหรือยัง?

Picture’s source: www.google.com

ผมอยากให้เราลองนึกภาพว่าเราจะเติมน้ำให้เต็มขวดสี่สิบขวดที่วางเรียงบนโต๊ะตัวหนึ่ง เป้าหมายคือเติมน้ำให้เต็มทุกขวด คุณจะเอาสายยางฉีดพ่นน้ำบนขวดเหล่านั้น หรือจะเอาสายยางจ่อทีละขวด เรื่องนี้ท้าทายให้ผมคิดว่า หากเรามีผู้ตามน้อยแต่คัดคนที่มีคุณภาพ ก็เหมือนเราเอาสายยางจ่อเติมทีละขวด ถ้าเราอยากมีผู้ตามมากๆ แล้วต้องพ่นน้ำใส่ไปมา น้ำอาจเข้าขวดบางไม่เข้าบางขวด ท่านก็จะได้ผู้นำที่ไม่มีประสิทธิภาพมากนัก เหมือนขวดที่มีน้ำ แต่น้ำไม่เต็มขวด

ที่พูดแบบนี้ก็กำลังให้กำลังใจแก่ ผู้นำที่กำลังนำ คนกลุ่มเล็กๆ ว่าอย่าท้อใจและอย่าดูหมิ่นสิ่งเล็กๆ เพราะ ปราสาท ราชวังก็เริ่มต้นด้วย อิฐเพียงก้อนแรกก้อนเดียว แล้วค่อยๆเสริมสร้างก่อทีละก้อน ทีละก้อน จน ใหญ่โตเป็นราชวังได้  มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าท่านนำคนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มมาก แต่อยู่ที่ประสิทธิภาพกับคุณภาพ ชิวิต เวลา ที่ท่านมีอยู่ ท่านสามารถเสริมสร้างผู้ตามของท่านได้ดีแต่ไหน  เรื่องนี้เป็นศิลปะและเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งในชีวิตของผู้นำเลยครับ  เพราะชีวิตผู้นำก็บ่งบอกเป็นอย่างชัดแจ้งแล้วว่า ผู้นำต้องเสียสละและอดทนมากกว่า จ่ายราคาสูงกว่า และต้องมีความรักมากกว่าผู้ตาม

ถึงแม้ท่านจะนำคนเพียงคนเดียว ถ้าคนนั้นคือลูกของท่านหรือใครก็ช่าง พวกเขาต่างคาดหวังสองเรื่องคือ คุณภาพชีวิตของท่านที่แสดงให้เห็นและความสามารถในการทำหรือเป็นตัวอย่างที่เขาจะเรียนแบบหรือเรียนรู้ได้ แล้ววันนี้ท่านพร้อมที่จะนำและเสริมสร้างตัวเองในการเป็นแม่แบบและสำแดงชีวิตของท่านแล้วหรือยัง?

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Picture’s source: www.google.com

ทุกคนเป็นผู้นำได้ ตอนที่ 1 ผู้นำมีหลายแบบ

อย่าดูถูกตัวเองว่าท่านไม่ใช่ผู้นำ เพราะในความหมายของผม ผมคิดว่าทุกคนเป็นผู้นำได้ เพียงแต่ว่าท่านจะมีศักยภาพในการนำระดับไหนและนำคนได้จำนวนเท่าไร แต่หากท่านนำ สอน ชี้แนะ สักหนึ่งคนขึ่นไป ท่านก็เป็นผู้นำแล้ว ดังนั้นในบทความของผม ผมอยากจะหนุนใจผู้นำทุกระดับ การมีแค่คนเดียวติดตามท่าน แค่นั้นก็มีค่ามากแล้ว มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเรื่องของคนสองคน ที่ผู้ตามยินดีตามท่าน และท่านเองยินดีที่จะนำเขา ดังนั้นขบวนการนำจึงเริ่มขึ่นเมื่อมีผู้นำและผู้ตาม นอกจากนี้ยังรวมไปถึงช่วงระยะเวลาในการนำ เพราะในการนำนั้น ผู้นำมีหลายแบบครับ เช่น เป็นผู้ชี้นำ ฝ่าย จิตใจ กำลังใจ หรือ จิตวิญญาณ  หรือ นำในรูปแบบเป็นโค็ช  หรือ ผู้ให้คำปรึกษา หรือ รูปแบบเป็นแม่แบบ หรือ ในรูปแบบพี่เลี้ยง ที่อยู่เคียงข้าง หรือรูปแบบของครูในชั้นเรียน  หรือแบบพ่อแม่ฝ่ายวิญญาณ(สำหรับกลุ่มที่เชื่อในศาสนา) หรือในรูปแบบผู้สนับสนุน  แต่ละบทบาทก็ทำหน้าที่ต่างกัน และมีวาระเวลาที่ต่างกัน บางคนอาจอยู่ช่วงสั้นหรือยาว  บางคนอาจทำได้ทั้งสองหรือสามแบบ บางคนอาจทำได้แบบเดียว บางคนอาจอยู่กับเรานานมาก บางคนเหมือนลิขิตจากสวรรค์(พระเจ้า)ส่งมาให้ภายในเวลาช่วงสั้นๆ แต่ทั้งหมดล้วนมีผลดีต่อชีวิตของเราทั้งสิ้น เพราะไม่มีเรื่องบังเอิญสำหรับชีวิตคริสเตียน

เราทุกคนมีคนรอบข้างมากมาย การนำคนแต่ละคนก็แตกต่างกันไป คนเราไม่ใช่หุ่นยนต์หรือตุกตาที่เราจะจับพวกเขาให้ทำเหมือนกันหมดได้ แต่ละคนมีศักยภาพหรือความเข้าใจไม่เท่ากัน  ดังนั้นการนำย่อมมีวิธีการหรือศิลปะที่จะนำคนหลากหลาย หลากความสามารถเหล่านี้ให้เติบโตไปด้วยกันได้อย่างสมดุลย์ครับ

Picture’s source: http://nicholsoncartoons.com.au/faces-totems-do-they-make-leaders-adams-550wb.html

อย่าดูถูกตัวเองว่าท่านไม่ใช่ผู้นำ เพราะในความหมายของผม ผมคิดว่าทุกคนเป็นผู้นำได้ เพียงแต่ว่าท่านจะมีศักยภาพในการนำระดับไหนและนำคนได้จำนวนเท่าไร แต่หากท่านนำ สอน ชี้แนะ สักหนึ่งคนขึ่นไป ท่านก็เป็นผู้นำแล้ว ดังนั้นในบทความของผม ผมอยากจะหนุนใจผู้นำทุกระดับ การมีแค่คนเดียวติดตามท่าน แค่นั้นก็มีค่ามากแล้ว มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเรื่องของคนสองคน ที่ผู้ตามยินดีตามท่าน และท่านเองยินดีที่จะนำเขา ดังนั้นขบวนการนำจึงเริ่มขึ่นเมื่อมีผู้นำและผู้ตาม นอกจากนี้ยังรวมไปถึงช่วงระยะเวลาในการนำ เพราะในการนำนั้น ผู้นำมีหลายแบบครับ เช่น เป็นผู้ชี้นำ ฝ่าย จิตใจ กำลังใจ หรือ จิตวิญญาณ  หรือ นำในรูปแบบเป็นโค็ช  หรือ ผู้ให้คำปรึกษา หรือ รูปแบบเป็นแม่แบบ หรือ ในรูปแบบพี่เลี้ยง ที่อยู่เคียงข้าง หรือรูปแบบของครูในชั้นเรียน  หรือแบบพ่อแม่ฝ่ายวิญญาณ(สำหรับกลุ่มที่เชื่อในศาสนา) หรือในรูปแบบผู้สนับสนุน  แต่ละบทบาทก็ทำหน้าที่ต่างกัน และมีวาระเวลาที่ต่างกัน บางคนอาจอยู่ช่วงสั้นหรือยาว  บางคนอาจทำได้ทั้งสองหรือสามแบบ บางคนอาจทำได้แบบเดียว บางคนอาจอยู่กับเรานานมาก บางคนเหมือนลิขิตจากสวรรค์(พระเจ้า)ส่งมาให้ภายในเวลาช่วงสั้นๆ แต่ทั้งหมดล้วนมีผลดีต่อชีวิตของเราทั้งสิ้น เพราะไม่มีเรื่องบังเอิญสำหรับชีวิตคริสเตียน

เราทุกคนมีคนรอบข้างมากมาย การนำคนแต่ละคนก็แตกต่างกันไป คนเราไม่ใช่หุ่นยนต์หรือตุกตาที่เราจะจับพวกเขาให้ทำเหมือนกันหมดได้ แต่ละคนมีศักยภาพหรือความเข้าใจไม่เท่ากัน  ดังนั้นการนำย่อมมีวิธีการหรือศิลปะที่จะนำคนหลากหลาย หลากความสามารถเหล่านี้ให้เติบโตไปด้วยกันได้อย่างสมดุลย์ครับ

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Picture’s source: http://nicholsoncartoons.com.au/faces-totems-do-they-make-leaders-adams-550wb.html

เมื่อท่านประสบความสำเร็จ

ภาพประกอบเพื่ออรรถรสในการอ่าน-ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทความ

อีกไม่กี่เดือนก็จะสิ้นปีแล้ว แปดเดือนที่ผ่านมาบางคนอาจจะคิดว่าตนเองทำงานยังไม่เต็มที่, ไม่เป็นที่น่าพอใจ, ไม่ค่อยตรงเป้าเท่าไร อาจเกิดความท้อแท้ อยากเปลี่ยนงานที่ทำให้เจริญมากยิ่งขึ้น แต่ตรงกันข้าม บางท่านอาจรู้สึกพึงพอใจในผลงานของเดือนที่ผ่านมา และบางท่านอาจไม่ค่อยชอบงานที่ทำก็ได้ ใช่ไหมครับ…

มีคำกล่าว่า “จงหางานที่เรารัก ไม่ก็ให้รักงานที่เราทำ” สนุกกับมัน ทำความเข้าใจกับมัน ค้นหาประโยชน์ พระพร และคุณค่าของงานที่เราทำ แน่นอนหากเราเข้าใจจุดนี้ เราจะสามารถขอบพระคุณพระเจ้าได้เสมอ ขณะที่เราทำงาน ยังไง วันนี้ให้เรามาคิดถึงคุณค่าของความคิด ท่าทีที่มีต่อการทำงาน และการรับใช้ของเราสัก 3 ข้อ ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจ และช่วยท้าทายในการดำเนินชีวิตในปีใหม่นี้

1. มันเป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้นเอง
อย่ายึด หรือภูมิใจ ติดกับความสำเร็จที่ผ่านมามากเกินไป ให้ตระหนักว่ามันเป็นเพียงก้าวแรกแห่งการเริ่มต้นในงานที่ยิ่งใหญ่ ที่เราต้องพบอีกในภายหน้า มีคนถามธอร์วาลเซน ปฏิมากรผู้มีชื่อเสียงชาวเดนมาร์กว่า “คุณคิดว่างานชิ้นไหนครับที่เป็นอนุสาวรีย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณ” เขาตอบทันทีว่า “ยังไม่ได้ทำครับ ผมคิดว่าชิ้นต่อไปนี้แหละ” เปาโลยึดถือเสมอว่า “ข้าพเจ้าไม่ถือว่า ข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่งคือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า” (ฟป.3:13)

2. ทุกอย่างมีวาระ
“แต่วาระและโอกาสมีมาถึงเขาทุกคน” (ปญจ.9:11) ใช่ว่าเราจะตกต่ำ ผิดพลาด ผิดหวังตลอดไป แต่ให้เราเตรียมพร้อมที่พบกับความสำเร็จที่จะมาถึงเช่นกัน ข้าพเจ้าอยากให้ท่านรู้จักชายคนหนึ่ง เขาประกอบธุรกิจล้มเหลวในปี 1831, พ่ายแพ้การเลือกตั้งปี 1832, ธุรกิจล้มเหลวอีกในปี 1833, ได้รับเลือกเข้าสภาปี 1834, คนรักตายปี 1835, เป็นโรคประสาทเสื่อมปี 1836, พ่ายแพ้การเลือกตั้งเป็นประธานสภาปี 1838, ไม่ได้เข้ารับเลือกตั้งปี 1840, ไม่ได้เป็นพนักงานที่ดินปี 1843, ได้รับเลือกตั้งเข้าสภาคองเกรสปี 1845, ไม่ได้เลือกเข้าสภาซีเนตปี 1855, ไม่ได้เป็นรองประธานาธิบดีปี 1856, แต่ต่อมาในปี 1860

บุรุษผู้นั้นคือ อับราฮัม ลินคอล์น ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาครับ 30 ปี แห่งความอดทน เพียรมานะ พยายามและรอคอย อย่าคิดว่าหมดหวัง พระเจ้าไม่อวยพร โมเสสเองซึ่งเป็นผู้รับใช้พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่และสัตย์ซื่อ กว่าจะเป็นผู้ทำงานใหญ่ได้ ต้องไปเลี้ยงแกะถึง 40 ปี

3. อย่าลืมความยินดี
สมัยที่มาร์ติน ลูเธอร์ยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านเป็นคนที่มีใบหน้าเศร้าหมองมาก เนื่องจากการต่อสู้เพื่อความเชื่อของท่านและถูกต่อต้าน” ภรรยาของท่านได้เห็นท่านมีใบหน้าเศร้าหมองอยู่ตลอดเวลานั้น วันหนึ่ง เธอจึงแต่งชุดดำ ลูเธอร์จึงถามเธอว่า “ทำไมเธอจึงแต่งชุดดำ” เธอตอบว่า “เธอไว้ทุกข์ให้กับพระเยซู เพราะพระองค์ตายเสียแล้ว” ลูเธอร์ตกใจมาก กล่าวตอบว่า “พระเยซูทรงพระชนมอยู่ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า เธอควรจะปิติยินดีต่างหาก” ภรรยาท่านจึงตอบว่า “แล้วทำไมใบหน้าของเธอจึงเศร้าหมองนัก เหมือนกับว่าพระเยซูตายเสียแล้ว” ลูเธอร์คิดได้ จากนั้นท่านก็เปลี่ยน มีใบหน้าที่สดใสและเต็มไปด้วยความหวัง เพราะพระเยซูคริสต์ทรงพระชนม์อยู่ และช่วยเราได้ในทุกสิ่ง

“จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา ข้าพเจ้าของย้ำอีกครั้งว่า จงชื่นชมยินดีเถิด” (ฟป.4:4)

ภาพประกอบเพื่ออรรถรสในการอ่าน-ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทความ

อีกไม่กี่เดือนก็จะสิ้นปีแล้ว แปดเดือนที่ผ่านมาบางคนอาจจะคิดว่าตนเองทำงานยังไม่เต็มที่, ไม่เป็นที่น่าพอใจ, ไม่ค่อยตรงเป้าเท่าไร อาจเกิดความท้อแท้ อยากเปลี่ยนงานที่ทำให้เจริญมากยิ่งขึ้น แต่ตรงกันข้าม บางท่านอาจรู้สึกพึงพอใจในผลงานของเดือนที่ผ่านมา และบางท่านอาจไม่ค่อยชอบงานที่ทำก็ได้ ใช่ไหมครับ…

มีคำกล่าว่า “จงหางานที่เรารัก ไม่ก็ให้รักงานที่เราทำ” สนุกกับมัน ทำความเข้าใจกับมัน ค้นหาประโยชน์ พระพร และคุณค่าของงานที่เราทำ แน่นอนหากเราเข้าใจจุดนี้ เราจะสามารถขอบพระคุณพระเจ้าได้เสมอ ขณะที่เราทำงาน ยังไง วันนี้ให้เรามาคิดถึงคุณค่าของความคิด ท่าทีที่มีต่อการทำงาน และการรับใช้ของเราสัก 3 ข้อ ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจ และช่วยท้าทายในการดำเนินชีวิตในปีใหม่นี้

1. มันเป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้นเอง
อย่ายึด หรือภูมิใจ ติดกับความสำเร็จที่ผ่านมามากเกินไป ให้ตระหนักว่ามันเป็นเพียงก้าวแรกแห่งการเริ่มต้นในงานที่ยิ่งใหญ่ ที่เราต้องพบอีกในภายหน้า มีคนถามธอร์วาลเซน ปฏิมากรผู้มีชื่อเสียงชาวเดนมาร์กว่า “คุณคิดว่างานชิ้นไหนครับที่เป็นอนุสาวรีย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณ” เขาตอบทันทีว่า “ยังไม่ได้ทำครับ ผมคิดว่าชิ้นต่อไปนี้แหละ” เปาโลยึดถือเสมอว่า “ข้าพเจ้าไม่ถือว่า ข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่งคือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า” (ฟป.3:13)

2. ทุกอย่างมีวาระ
“แต่วาระและโอกาสมีมาถึงเขาทุกคน” (ปญจ.9:11) ใช่ว่าเราจะตกต่ำ ผิดพลาด ผิดหวังตลอดไป แต่ให้เราเตรียมพร้อมที่พบกับความสำเร็จที่จะมาถึงเช่นกัน ข้าพเจ้าอยากให้ท่านรู้จักชายคนหนึ่ง เขาประกอบธุรกิจล้มเหลวในปี 1831, พ่ายแพ้การเลือกตั้งปี 1832, ธุรกิจล้มเหลวอีกในปี 1833, ได้รับเลือกเข้าสภาปี 1834, คนรักตายปี 1835, เป็นโรคประสาทเสื่อมปี 1836, พ่ายแพ้การเลือกตั้งเป็นประธานสภาปี 1838, ไม่ได้เข้ารับเลือกตั้งปี 1840, ไม่ได้เป็นพนักงานที่ดินปี 1843, ได้รับเลือกตั้งเข้าสภาคองเกรสปี 1845, ไม่ได้เลือกเข้าสภาซีเนตปี 1855, ไม่ได้เป็นรองประธานาธิบดีปี 1856, แต่ต่อมาในปี 1860

บุรุษผู้นั้นคือ อับราฮัม ลินคอล์น ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาครับ 30 ปี แห่งความอดทน เพียรมานะ พยายามและรอคอย อย่าคิดว่าหมดหวัง พระเจ้าไม่อวยพร โมเสสเองซึ่งเป็นผู้รับใช้พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่และสัตย์ซื่อ กว่าจะเป็นผู้ทำงานใหญ่ได้ ต้องไปเลี้ยงแกะถึง 40 ปี

3. อย่าลืมความยินดี
สมัยที่มาร์ติน ลูเธอร์ยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านเป็นคนที่มีใบหน้าเศร้าหมองมาก เนื่องจากการต่อสู้เพื่อความเชื่อของท่านและถูกต่อต้าน” ภรรยาของท่านได้เห็นท่านมีใบหน้าเศร้าหมองอยู่ตลอดเวลานั้น วันหนึ่ง เธอจึงแต่งชุดดำ ลูเธอร์จึงถามเธอว่า “ทำไมเธอจึงแต่งชุดดำ” เธอตอบว่า “เธอไว้ทุกข์ให้กับพระเยซู เพราะพระองค์ตายเสียแล้ว” ลูเธอร์ตกใจมาก กล่าวตอบว่า “พระเยซูทรงพระชนมอยู่ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า เธอควรจะปิติยินดีต่างหาก” ภรรยาท่านจึงตอบว่า “แล้วทำไมใบหน้าของเธอจึงเศร้าหมองนัก เหมือนกับว่าพระเยซูตายเสียแล้ว” ลูเธอร์คิดได้ จากนั้นท่านก็เปลี่ยน มีใบหน้าที่สดใสและเต็มไปด้วยความหวัง เพราะพระเยซูคริสต์ทรงพระชนม์อยู่ และช่วยเราได้ในทุกสิ่ง

“จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา ข้าพเจ้าของย้ำอีกครั้งว่า จงชื่นชมยินดีเถิด” (ฟป.4:4)
เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Powered by www.477internet.com