เคยได้ยินเรื่องเล่าจากเพื่อนว่า มีหญิงคนหนึ่งดูแลชายตาบอดจนชายผู้นั้นสัญญาว่าหากเขาหายจากตาบอดแล้ว เขาจะขอเธอแต่งงานด้วย ทั้งที่ชายผู้นี้ไม่รู้ว่ารูปร่างหน้าตาของหญิงผู้นี้เป็นเช่นไร? ในเวลาต่อมาหญิงสาวผู้นี้ได้ช่วยเหลือหานายแพทย์ที่ชำนาญที่สามารถช่วยเหลือรักษาชายผู้นี้ได้จนหายตาบอด แล้วชายผู้นี้ก็ผิดสัญญา เพราะครั้งแรกที่เขามองเห็นใบหน้ารูปร่างของหญิงที่ช่วยเหลือเขามาตลอดนั้น เขารู้สึกว่าเธอเป็นหญิงที่อัปลักษณ์ทั้งใบหน้าและรูปร่าง อีกทั้งตาบอดข้างหนึ่ง โดยที่หญิงผู้นี้ได้ยอมสละดวงตาข้างหนึ่งนี้เพื่อมอบให้แก่ชายผู้นี้เพราะความรักของเธอที่มีต่อเขา แต่ชายคนนี้กลับรังเกียจหญิงผู้อัปลักษณ์และตาบอดข้างหนึ่ง สุดท้ายหญิงผู้ที่สละสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเธอคือดวงตาที่ใช้มองให้ชายที่รักก็ถูกทอดทิ้ง
บทเรียนนี้อาจเปรียบเสมือนชีวิตของเราที่ได้ทอดทิ้งและยอมออกห่างพระคริสต์ ผู้ที่ยอมทนทุกข์และยอมรับความเจ็บปวดของมนุษย์ไว้ แม้มนุษย์ทั้งหลายกลับรังเกียจพระองค์ แต่พระองค์นั้นก็ยังคงรักท่านดังดวงตาของพระองค์
ดวงตาเป็นสิ่งมีค่าที่เราเอาใจใส่และคอยระมัดระวัง บางคนใส่แว่นเพื่อป้องกันตาจากอันตราย จากแดดและฝุ่น ละอองฉันใด พระเจ้านั้นทรงรักเราดั่งดวงตาของพระองค์ฉันนั้น ฉลธ 32:10 “ทรงรักษาเขาไว้ดังแก้วพระเนตรของพระองค์”
พระเจ้านั้นทรงรักและห่วงใยเราในทุกด้าน เราจะเห็นได้ว่าพระเจ้าทรงเป็นห่วงจิตวิญญาณและท่าทีของเราที่มีต่อโลก เพราะในโลกนี้ทรัพย์สินเงินทอง ความร่ำรวย เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการที่จะมี เพราะคิดว่าสิ่งเหล่านี้สามารถนำความสุขที่สมบูรณ์และความมั่นคงมาสู่ชีวิตได้ หลายคนใช้เวลาส่วนใหญในชีวิตเพื่อสะสมเงินทองให้มากที่สุดจนลืมพระเจ้าไป ลืมไปว่าพระเจ้าเป็นต้นกำเนิดและเป็นเจ้าของทุกสิ่งในโลกนี้
พระเจ้าเตือนเราใน ฮบ 13: 5 ว่า ท่านจงพ้นจากการรักเงิน จงพอใจในสิ่งที่ท่านมีอยู่ เพราะว่าพระองค์ได้ตรัสไว้แล้วว่า “เราจะไม่ละท่านหรือทอดทิ้งท่านเลย” เพราะพระ เจ้าห่วงวิญญาณจิตของเรามากกว่าสรรพสิ่งที่มนุษย์มองว่ามีค่า พระองค์รู้ว่าหลายคนลืมไปว่าเราเอาเงินทองที่สะสมไปจากโลกนี้ไม่ได้ สิ่งเดียวที่เราจะเอาไปได้คือจิตวิญญาณของเรา พระองค์จึงให้คำสัญญากับเราว่าจะไม่ทอดทิ้งเรา เพื่อเราจะไม่ดำเนินชีวิตโดยมีเงินเป็นเป้าหมาย
พระเจ้านั้นทรงห่วงใยสภาพจิตใจของเราทุกคน เพราะหลายคนมีความกังวล ความเครียด เกี่ยวกับอนาคต เช่น การงาน การเงิน ครอบครัว คู่ครอง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นอยู่ภายใต้พระองค์ และเราไม่จำเป็นต้องกังลงเลย เพราะพระเจ้าได้สั่งเราใน 1 ปต 5:7 ว่า จงละบรรดาความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย พระเจ้าบอกเราอย่างนี้เพราะพระองค์ต้องการให้เราดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข
พระเจ้าทรงอนุญาตให้เกิดปัญหามิใช่ทอดทิ้งแต่ฝึกเราเพื่อเผชิญทุกสิ่งได้ และในขณะเดียวกันพระองค์ก็ทรงเป็นห่วงสวัสดิภาพของเรา แม้พระองค์อนุญาตให้เราเจอปัญหา พระองค์ก็จะไม่ปล่อยให้ปัญหานั้นใหญ่เกินว่าเราทนได้ ฉลธ 31:6 จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่ากลัวหรืออย่าครั่นคร้ามเขาเลย เพราะว่าผู้ที่ไปกับท่านคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน พระองค์จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลวหรือทอดทิ้งท่านเสีย”
พระเจ้าไม่ได้ห่วงชีวิตของเราเฉพาะเวลาที่เราอยู่ในโลกนี้ แต่พระองค์ทรงเป็นห่วงเราในเรื่องชีวิตหลังความตายด้วย พระองค์ไม่ต้องการให้เราต้องลงไปลำบากในนรก แต่มีความสุขนิรันดร์กับพระเจ้าในสวรรค์ ด้วยเหตุนี้พระองค์ได้ให้พระเยซูสละชีวิตเพื่อเรา โรม 8: 32 “พระองค์ผู้มิได้ทรงหวงพระบุตรของพระองค์เอง แต่ได้ทรงโปรดประทานพระบุตรนั้นเพื่อเราทั้งหลาย” และโดยพระคุณของพระเจ้า เราทุกคนนั้นเข้าไปในสวรรค์ได้โดยผ่านทางคนหนึ่งคน คือ พระเยซูคริสต์ ใน โรม 5:18-19 ฉะนั้นการพิพากษาลงโทษได้มาถึงคนทั้งปวงเพราะการละเมิดของคนๆเดียวฉันใด ความชอบธรรมของพระองค์ผู้เดียวก็นำของประทานแห่งพระคุณมาถึงทุกคนฉันนั้น คือความชอบธรรมแห่งชีวิต เพราะว่าคนเป็นอันมากเป็นคนบาปเพราะคนๆเดียวที่มิ ได้เชื่อฟังฉันใด คนเป็นอันมากก็เป็นคนชอบธรรมเพราะพระองค์ผู้เดียวที่ได้ทรงเชื่อฟังฉันนั้น
ฉะนั้นเมื่อพระเยซูผู้เป็นพระเจ้ามิได้หวงความสบายของพระองค์เองในสวรรค์ แต่ลงมารับความบาปและตายเพื่อไถ่เรา เราก็มิควรหวงทรัพย์ หวงเวลากับพี่น้อง แต่เราควรให้โอกาสหนุนใจ ให้ชีวิตของเราเป็นพรต่อชีวิตผู้อื่น
เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล
Picture source’s : http://www.theupbeatdad.com


